เจ้าสัว:ผมบริสุทธิ์

"เปรมชัย" เข้ารับทราบอีก 3 ข้อหา คดี "ปืน-งาช้าง-ติดสินบน"จ่ออีกกระทงครอบครอง "ปืนคาบศิลา" วัตถุโบราณโดยไม่ได้ขออนุญาต เจ้าสัวปัดฆ่าเสือดำเสียใจสังคมมองเช่นนั้น


          คืบหน้าคดีนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมพวกรวม 4 คน ลักลอบล่าสัตว์ในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี หลังจากถูกแจ้งดำเนินคดี 9 ข้อหาตามพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแล้ว ล่าสุดได้เข้ารับทราบอีก 3 ข้อหา ฐานมีอาวุธปืนและงาช้างผิดกฎหมายและพยายามติดสินบนเจ้าพนักงาน  
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 14 มีนาคม นายเปรมชัย ได้เดินทางมาถึงบก.ปทส. และเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน โดยมี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เข้าร่วมสอบสวนด้วยตัวเอง

 

เจ้าสัว:ผมบริสุทธิ์

 

 

          พล.ต.ต.ปัญญา ปิ่นสุข ผบก.ปทส. เปิดเผยว่า วันนี้ออกหมายเรียกนายเปรมชัยให้มารับทราบข้อกล่าวหา นอกจากนี้ยังได้เรียกนางคณิตตา กรรณสูต ภรรยานายเปรมชัย และน.ส.วันดี สมภูมิ ซึ่งเป็นผู้รับรองงาช้างให้นางคณิตตา เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองอีกด้วย โดยจะให้นายเปรมชัยชี้แจงที่มาของอาวุธปืน เนื่องจากเบื้องต้นพบว่าอาวุธปืนไม่มีทะเบียนใบอนุญาตที่ถูกต้อง ส่วนการนำตัวฝากขังวันนี้จะคัดค้านการประกันตัวหรือไม่ต้องพิจารณาอีกครั้งก่อน

          ด้านพล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. กล่าวว่า วันนี้มีพยานหลักฐานเอาผิดนายเปรมชัยในข้อหาพยายามติดสินบนเจ้าพนักงาน ส่วนน้ำหนักของพยานหลักฐานอยู่ที่การสอบปากคำ นายวิเชียร ชิณวงศ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเป็นผู้ร้องทุกข์ว่าจะให้การเป็นประโยชน์มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเรื่องที่นายเปรมชัยได้พูดคุยกับนายวิเชียรระหว่างที่ถูกควบคุมตัวในลักษณะพยายามจะเสนอทุกสิ่งที่หัวหน้าวิเชียรอยากได้ ซึ่งประเด็นนี้นายวิเชียรจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าการพยายามเสนอเงื่อนไขเหล่านี้ของนายเปรมชัยเป็นสิ่งของหรือทรัพย์สินเพื่อให้พยานหลักฐานมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้นรวมถึงในวันที่มีการเจรจาเสนอสินบนยังมีเจ้าหน้าที่คนอื่นอยู่ในเหตุการณ์ด้วย 

          ส่วนอีกประเด็นคือคลิปเสียงการพยายามติดสินบนที่มีการเผยแพร่ในโซเชียลยืนยันว่าไม่ใช่เสียงของนายเปรมชัย ซึ่งอาจจะนำมาพิจารณาด้วยว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลใดเพิ่มเติมหรือไม่ และการสอบปากคำวันนี้ไม่ได้คาดหวังคำให้การของผู้ต้องหา แต่จะให้ความสำคัญในการชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจนจากนายวิเชียร ซึ่งเป็นการสอบปากคำครั้งที่ 3 เนื่องจากก่อนหน้านี้ยังให้การไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการติดสินบนที่นายเปรมชัยพยายามเสนอคืออะไร

 

เจ้าสัว:ผมบริสุทธิ์

 

          ขณะที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ เปิดเผยก่อนเข้าสอบปากคำผู้ต้องหาว่า หลักฐานในเรื่องของอาวุธปืนและงาช้างไม่เหลืออะไรต้องตรวจสอบเพิ่มแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วในวันที่ 15 มีนาคม ก็สามารถสรุปสำนวนได้ในเรื่องข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องข้อกฎหมายยังมีปัญหาอยู่จึงยังไม่ให้สรุป โดยข้อกฎหมายที่มีปัญหาคือกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท เช่น ปืนคาบศิลา เป็นโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุหรือไม่ ซึ่งวันนี้ก็ได้เชิญกรมศิลปากรมาดูหากพบว่าเป็นก็จะมีข้อหาเพิ่มเติมขึ้นมาอีกในเรื่องของพ.ร.บ.โบราณสถานและวัตถุ หรือเรื่องงาช้างเป็นความผิดตามพ.ร.บ.งาช้างปี 2558 หรือไม่ หรือจะเป็นความผิดในกฎหมายระหว่างประเทศ เรื่องลักทรัพย์หรือรับของโจรหรือไม่ อันนี้คือปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โดยในเรื่องงาช้างได้เชิญไซเตส ทั้งนี้จะต้องสอบถามจากทั้ง 2 หน่วยงาน นอกจากนี้จากข้อเท็จจริงตำรวจมีพยานหลักฐานครบถ้วนในการดำเนินคดีใน 3 ข้อหาที่ได้ร้องทุกข์ไปแล้ว ยกเว้นข้อหาที่ระมัดระวังว่าจะเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทหรือไม่เดี๋ยวจะเป็นการฟ้องซ้ำขึ้นมา

          “วันนี้มีการแจ้งข้อหา 3 ข้อหาใน 3 คดีพร้อมกัน ยังไม่มีการออกหมายจับ จะให้ใครไปฝากขังก่อนแล้วใครจะอายัดตัวก็จะพิจารณาสั่งการ ส่วนขั้นตอนจากนี้ก็นำตัวไปฝากขัง ซึ่งเงื่อนไขการห้ามออกนอกประเทศคงไม่ยื่น เพราะอยู่ในดุลพินิจของศาลอยู่แล้ว” พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าว 

          ต่อมาเวลา 12.00 น. คณะทำงานคดีดังกล่าวได้แถลงข่าว โดยมี พล.ต.อ.ศรีวราห์ เป็นประธาน ว่าในส่วนของการให้สินบนให้สอบพยานเพิ่มเติมว่ามีใครเกี่ยวข้องอีกหรือไม่และเป็นบุคคลใด เบื้องต้นในชั้นพนักงานสอบสวนนายเปรมชัยให้การปฏิเสธ แต่รายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ อย่างไรก็ตามตำรวจมีหลักฐานในการเอาผิดแน่นอน สำหรับคดีอาวุธปืน หากเข้าข่ายวัตถุโบราณก็จะมีการดำเนินคดีเพื่มอีก 1 ข้อหา โดยสำนวนอาวุธปืนจะให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 มีนาคม ส่วนประเด็นเรื่องงาช้าง เมื่อไม่ใช่งาช้างไทยก็ต้องดูว่าอำนาจจะเป็นของตำรวจหรือเป็นของดีเอสไอในการดำเนินการ และจะทำหนังสือไปยังกรมศุลกากรเพื่อสอบถามว่านายเปรมชัยและพวกเคยขออนุญาตนำเข้างาช้างหรือไม่ นอกจากนี้หากพบว่างาช้างเป็นของต่างประเทศก็ต้องตรวจสอบว่าเคยมีการลักขโมยหรือไม่

 

เจ้าสัว:ผมบริสุทธิ์

 

          พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวต่อว่า สำหรับพยานหลักฐานทั้ง 3 คดี มีความแน่นอนและสมบรูณ์แน่น ส่วนนางคณิตา ภรรยานายเปรมชัย และน.ส.วันดี ให้ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ไปแล้ว ให้มารับทราบข้อหาภายในวันที่ 20 มีนาคม ส่วนวันนี้ก็จะควบคุมตัวนายเปรมชัยฝากขังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก แต่ตำรวจไม่มีเหตุที่จะต้องคัดค้านการประกันตัวก็สุดแล้วแต่ดุลพินิจของศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่

          “ในกฎหมายไม่มีรวยหรือจน มีแต่ผู้ที่กระทำผิดหรือไม่กระทำผิด ตราบใดที่ผมยังอยู่ตรงนี้ก็จะทำงานตามตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ คนไทยมี 60 กว่าล้านคน โลกโซเชียลมีไม่ถึงล้านคน มีเพียงไม่ถึงล้านหรือสองล้านคนที่คิดแบบนั้น" พล.ต.อ.ศรีวหราห์ กล่าว

          นายสมชาย ณ นครพนม นักโบราณคดีศิลปากร กล่าวถึงลักษณะปืนคาบศิลาและลวดลายต่างๆ สันนิษฐานว่าเป็นปืนสมัยปลายรัชกาลที่ 5 หากถามว่าเป็นโบราณวัตถุหรือไม่ ต้องบอกว่าเป็นโบราณวัตถุ พ.ศ.2504 เพราะดูจากรูปแบบลักษณะแล้วน่าจะนำเข้ามาจากประเทศอังกฤษ อาจจะนำเข้ามาเมื่อครั้งปลายรัชสมัยรัชกลที่ 5 แต่ประชาชนก็สามารถครอบครองได้ แต่ต้องมีหนังสือการครอบครอง ยกเว้นแต่วัตถุโบราณที่กรมศิลปากรประกาศว่าห้ามเคลื่อนย้ายเท่านั้น ซึ่งในอาวุธดังกล่าวไม่ได้มีการประกาศ 

          อย่างไรก็ตามหากไม่มีหลักฐานการให้หรือได้มาของทรัพย์ดังกล่าวต้องตกเป็นของแผ่นดิน สำหรับราคาตามท้องตลาดอาจจะไม่ชัดเจน โดยราคาอยู่ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไปต่อกระบอก แต่ถ้ามีการทำลวดลายเพิ่มอีกก็อาจจะราคา 50,000 บาทขึ้นไป แต่กระบอกดังกล่าวไม่มีลวดลายขนาดนั้น สำหรับกรณีงาช้าง พิสูจน์ได้แค่ว่าเป็นงาช้างแอฟริกา แต่ไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากที่ใด จึงไม่เข้าตามพระราชบัญญัติงาช้าง

 

เจ้าสัว:ผมบริสุทธิ์

 

          กระทั่งเวลา 14.20 น. หลังจากที่นายเปรมชัยเข้ารับทราบข้อหาและให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน ที่บก.ปทส. นานกว่า 2 ชั่วโมง นายเปรมชัยได้เดินออกมาจากห้องสอบสวนเพื่อเดินทางไปพบอัยการที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก โดยเปิดเผยเพียงสั้นๆว่า “ขอปฏิเสธทั้ง 3 ข้อกล่าวหา ผมรู้สึกเสียใจที่สังคมมองผมเป็นคนฆ่าเสือดำซึ่งผมไม่ใช่คนฆ่าเสือดำ ความจริงจะปรากฏในชั้นศาล ขอตัวไปศาลเนื่องจากจะไม่ทันเวลา” หลังจากนั้นนายเปรมชัยรีบขึ้นรถยนต์ออกจากบก.ปทส.ทันที

          ต่อมาเวลา 14.45 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายเปรมชัย ผู้ต้องหาครอบครองงาช้างโดยไม่ได้รับอนุญาตยื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่ 14-25 มีนาคม เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบปากคำพยานอีก 7 ปาก และรอผลการตรวจสอบประวัติลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ต้องหา โดยพนักงานสอบสวนไม่ได้คัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาในชั้นฝากขังนี้แต่อย่างใด ทั้งนี้ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้ฝากขังได้ โดยทนายความของนายเปรมชัยได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว ต่อมาศาลพิจารณาแล้วอนุญาตโดยตีราคาประกัน 300,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และกำหนดนัดให้มารายงานตัวฝากขังครั้งที่ 4 ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้

          ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ประกันตัว ระหว่างที่นายเปรมชัยกำลังรอรถยนต์ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าเหตุการณ์คดีเสือดำส่งผลกระทบต่อชีวิตอย่างไรบ้าง นายเปรมชัย กล่าวว่า “รู้สึกอึดอัดกระทบต่อจิตใจมาก จากสังคมจากสิ่งแวดล้อมที่ต้องเจอ” เมื่อถามอีกว่าสังคมจับจ้องทำคดีของพนักงานสอบสวนซึ่งยืนยันหรือไม่ว่าไม่ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ทางธุรกิจเพื่อให้ได้ความช่วยเหลือจางฝ่ายการเมือง นายเปรมชัย ยืนยันว่า “เรื่องนี้ไม่มีครับ” เมื่อถามถึงแนวทางการต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล นายเปรมชัย กล่าวว่า “เรื่องการต่อสู้คดีต้องถามทนายความ แต่ยืนยันว่าตัวผมบริสุทธิ์" จากนั้นนายเปรมชัยได้เดินทางกลับทันที

 

เจ้าสัว:ผมบริสุทธิ์

 

 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ตำรวจคุมตัวนายเปรมชัยเข้าทางด้านหน้าศาลอาญา มีประชาชนที่เห็นตะโกนถามว่า “เป็นไง เนื้อเสือดำอร่อยไหม” แต่นายเปรมชัยไม่ได้ตอบโต้แต่อย่างใด ขณะเดียวกันมีกลุ่มต่อต้านล่าสัตว์ป่ามายืนชุมนุมชูป้ายประท้วงเชิงสัญลักษณ์มีข้อความว่า SAVE WILD LIFE มีภาพเสือดำประกอบด้วย

          วันเดียวกัน เวลา 14.00 น. วันที่ 14 มีนาคม ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนายเปรมชัยและนิติกรสังกัดกรมอุทยาน เข้าพบ พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในคดีติดสินบนเจ้าพนักงานเป็นครั้งที่ 3

          ที่กระทรวงสาธารณสุข นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ พร้อมด้วย นายวันชัย พูลช่วย เลขานุการเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา และกลุ่มเยาวชน กว่า 20 คน นำหลักฐานการกระทำผิดกฎหมายของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยื่นต่อ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (รมว.สธ.) ผ่านทาง นพ.กิตติศักดิ์ กลับดี ที่ปรึกษารมว.สธ. โดยนำหลักฐานเป็นภาพถ่ายป้ายโฆษณา ทั้งในรูปแบบของป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ ป้ายโฆษณาที่ติดบนผนังตึก อาคารสูง ตามสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ เช่น กรณีป้ายเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งบนตึกอิตัลไทย นอกจากนี้กลุ่มเยาวชนได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชูป้ายที่เป็นการกากบาททับป้ายที่ผิดกฎหมายและข้อความเสียดสีต่างๆ อาทิ ฆ่าเสือดำโฆษณาเสือแดง, หลบเลี่ยงกฎหมายโฆษณาหาผลประโยชน์บนตึกเปรมชัยผิดกฎหมายต้องจัดการ เป็นต้น

          นายธีรภัทร์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เครือข่ายเยาวชนได้เข้าร้องเรียนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กรณีป้ายโฆษณาบนตึกสูงที่ผิดกฎหมายและป้ายโฆษณาบนตึกอิตัลไทย รวมไปถึงป้ายโฆษณาตู้ไฟ ตามร้านเหล้าผับบาร์ต่างๆ ที่มีการใช้ตราสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำตอบใดๆ จากกทม. และป้ายโฆษณาเหล้าเบียร์ยังติดเกลื่อนเมือง จึงนำหลักฐานต่างๆ มามอบให้กระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้เอาผิดตามพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 32

          “จากที่เครือข่ายเยาวชนลงสำรวจป้ายโฆษณาช่วงเดือนสิงหาคม 2560 และล่าสุด 4 กุมภาพันธ์ 2561 พบว่ามีป้ายผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก และถ้าหากใครลองขับรถออกจากบ้านต้องพบเห็นป้ายโฆษณาเหล้าเบียร์ลักษณะนี้อย่างแน่นอน แปลกใจมากว่าเรามีกฎหมายควบคุมแต่เหตุใดไม่จัดการปล่อยให้โฆษณากระตุ้นยอดขาย เช่น บนตึกอิตาเลียนไทยที่ติดป้ายขนาดใหญ่ มีรูปเสือตราสัญลักษณ์เบียร์ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย หากดำเนินคดีถึงที่สุดแล้วเราขอให้สาธารณสุขนำเงินสินบนนำจับที่ได้จากค่าปรับ ซึ่งคิด 30% จากจำนวนค่าปรับทั้งหมด มอบเข้ากองทุนที่ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำเมา” นายธีรภัทร์ กล่าว

 

เจ้าสัว:ผมบริสุทธิ์

 

          ด้านนายวันชัย กล่าวว่า ขอให้กระทรวงสาธารณสุขในฐานะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบกฎหมายฉบับนี้โดยตรง ดำเนินการดังนี้ 1.ขอให้ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ดำเนินการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทุกพื้นที่ 2.ขอให้หาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการโฆษณาของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใช้ตราสัญลักษณ์ที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น น้ำดื่ม น้ำโซดา อย่างเป็นรูปธรรมโดยด่วน ตลอดจนปัญหาการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านสื่อออนไลน์ ที่มีความผิดชัดเจนและกำลังระบาดอย่างรุนแรง และ 3.ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2561 ขอเรียกร้องผ่านไปยังผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้เคารพกฎหมายและหยุดหาช่องเพื่อโฆษณาหลบเลี่ยงกฎหมายทำการตลาดที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ

          ส่วนนพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า จะนำเรื่องเสนอต่อ รมว.สธ. เพื่อพิจารณา เนื่องจากหากยังมีความคาบเกี่ยวและทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในตราสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะมีการขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องดื่มก็ตาม ซึ่งตรงนี้หากจะดำเนินการให้ชัดเจนจะต้องปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สามารถควบคุมครอบคลุมถึงกรณีการใช้ตราสัญลักษณ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับตราสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
“ตอนนี้ในโซเชียลมีเดียมีการแชร์ภาพตราสัญลักษณ์เครื่องดื่มดังกล่าวบนตึกอิตัลไทยเป็นจำนวนมาก แม้จะเป็นการแชร์ในเชิงที่ระบุว่าเป็นการกระทำที่ผิด ก็ขอให้ประชาชนหยุดแชร์ เพราะการแชร์ต่อๆ กันไปไม่ว่าจะมีเจตนาอย่างไรก็เป็นเหมือนการช่วยธุรกิจโฆษณาต่อไปเรื่อยๆ” นพ.กิตติศักดิ์กล่าว

          ขณะที่ นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า ขณะนี้อนุกรรมการพิจารณาการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มี ศ.เกียรติคุณ นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ เป็นประธาน ได้รับเรื่องและพิจารณาเบื้องต้นพบว่ากรณีนี้มีมูลเข้าข่ายความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 32 แต่ยังไม่ได้ชี้ขาดว่าผิด เพราะต้องรวบรวมข้อมูลหลักฐานก่อน ทั้งนี้การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยใช้ตราสัญลักษณ์ ข้อความหรือภาพ หากเป็นความผิดตรงๆ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกปรับอีกวันละ 50,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

          “ส่วนที่สั่งให้มีการปลดป้ายดังกล่าวออกจากตึกได้เลยหรือไม่นั้น กระทรวงสาธารณสุขไม่มีอำนาจในเรื่องนี้ ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกทม.เพราะในเรื่องอนุญาตให้มีการติดป้ายเป็นอำนาจโดยตรงของท้องถิ่น อีกทั้งมีคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพมหานครที่จะพิจารณาเรื่องนี้ควบคู่กันได้” นพ.นิพนธ์กล่าว