พรุ่งนี้ ประชุมออกหมายเรียก "ฐนุกร" แจ้งข้อหาร่วมผิดครูปรีชา

"ผบช.ก." ขอ ปชช.เชื่อใจคดีหวย ไม่มีละเว้น "อดีตผู้การฯเมืองกาญจน์" ออกจากราชการ? ผบ.ตร.ชี้ขาด -2 ตร.กันเป็นพยานหรือไม่จะคำนึงประโยชน์สูงสุดไม่เกิดช่องว่างสู้คดี

          11 มี.ค.61 - เมื่อเวลา 15.20 น. ที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.)  "พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์"  ผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้าคดีหวย 30 ล้านบาท ที่เป็นข้อพิพาทระหว่าง "ครูปรีชา -นายปรีชา ใคร่ครวญ" กับ "หมวดจรูญ - ร.ต.ท.จรูญ วิมูล" ว่า ในพรุ่งนี้ ( 12 มี.ค.) คณะทำงานจะทำการประชุม เพื่อสรุปการออกหมายเรียก "นายฐนุกร เหลืองใหม่เอี่ยม หรือแผน" ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้เห็น ร.ต.ท.จรูญ ก้มเก็บลอตเตอรี่ โดยการออกหมายเรียกดังกล่าว เพื่อมารับทราบข้อหาฐานร่วมกันการกระทำผิด กับครูปรีชา และ "นางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น" เเม่ค้าลอตเตอรี่ จากการกระทำดังกล่าวที่ไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งแม้นายฐนุกรจะเปลี่ยนคำให้การในภายหลังแต่ก็เป็นเรื่องที่จำนนต่อพยานหลักฐาน ซึ่งเราจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด

         ทั้งนี้ "พล.ต.ท.ฐิติราช" ผบช.ก. ยังระบุถึงการดำเนินคดีกับ "พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล" อดีต รอง ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ด้วยว่า เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายเรียกครูปรีชา , นางรัตนาพรหรือเจ๊บ้าบิ่น และ น.ส.พัชริดา พรมตาหรือเจ๊พัช เเม่ค้าขายลอตเตอรี่ มาเพื่อเเจ้งข้อหาสนับสนุนในการทำคำให้การทำให้เจ้าหน้าที่ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหากับ พล.ต.ต.สุทธิ ไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยกลุ่มบุคคลที่มีหมายเรียกดังกล่าว คณะทำงานจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุน โดยภายในสัปดาห์หน้าคาดว่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งคดีดังกล่าวจะแยกทำเป็นอีกสำนวนจากคดีหลัก การพิจารณาข้อกล่าวหา ตาม ม.157 นั้น "บช.ก." จะพิจารณาสำนวนให้ครบถ้วนที่สุดก่อนส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาและทำสำนวน ส่งให้อัยการ ยื่นฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ต่อไป อย่างไรก็ตามในการส่งหมายเรียก ผู้สนับสนุนในความผิด ม.157 นั้น เจ้าหน้าที่ได้ส่งหมายเรียกทางไปรษณีย์ด่วน โดยให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 16 มี.ค.นี้

          ส่วนกระแสข่าวเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือกันเพื่อไม่ดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.สุทธิ นั้น "พล.ต.ท.ฐิติราช" กล่าวย้ำว่า ขอให้ประชาชนเชื่อใจ เราจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน ทุกอย่างดำเนินการตามพยานหลักฐาน ตำรวจเป็นเพียงกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น ตำรวจจะต้องส่งสำนวนให้อัยการส่งฟ้อง และศาลเท่านั้นที่มีอำนาจตัดสินความผิด

        “คนทำผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด ไม่มีการละเว้น เรื่องนี้แม้เริ่มต้นเกิดจากความเชื่อ แต่ภายหลังผู้การจังหวัดมีการแก้ไขคำให้การซึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ถือเป็นการสอบสวนโดยมิชอบ และส่อไปในทางทุจริต ตรงนี้ผมพูดชัดเจน ประชาชนไม่ต้องกังวล ผมเองจะดูเองทุกเรื่อง ส่วน พล.ต.ต.สุทธิ จะปฎิเสธหรือรับสารภาพ ตำรวจไม่ได้มีความกังวล ใครจะให้การอย่างไรก็เป็นสิทธิ แต่เราก็รวบรวมพยานหลักฐานประกอบสำนวนให้มากที่สุด ยิ่งปฎิเสธยิ่งดี ผลการกระทำจะบอกเองว่าใครทำผิด” ผบช.ก. กล่าว

        เมื่อถามว่า จะมีการส่งเรื่องให้ พล.ต.ต.สุทธิ ออกจากราชการหรือไม่ "พล.ต.ท.ฐิติราช" กล่าวว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ "พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา" ผบ.ตร. และหน่วยงานต้นสังกัด รวมถึงหน่วยงานที่ตรวจสอบเรื่องวินัย จะเป็นผู้พิจารณา  

        เมื่อถามว่า ตำรวจ 2 นาย ที่ถูกกันไว้เป็นพยานจะถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่ "พล.ต.ท.ฐิติราช" ผบช.ก. กล่าวว่า เราจะบริหารงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อไม่ให้มีช่องว่างในการต่อสู้คดี จึงต้องดูว่ามีพยานหลักฐานอื่นประกอบด้วยหรือไม่ ซึ่งตำรวจจะต้องหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มาเปรียบเทียบ เบื้องต้นบุคคลที่สอบปากคำไปนั้น ต้องการทราบว่าใครเป็นผู้สั่งการ และสั่งผ่านใครมา เพื่อให้ขยายผลไปถึงระดับผู้สั่งการในการกระทำผิด