ผู้บริหาร สธ.ยันไม่ได้ชนแล้วหนี ปัดตอบดื่มน้ำเมาหรือไม่

ผู้บริหาร สธ.ขับรถชน รปภ. ยันไม่ได้ชนแล้วหนี ปัดตอบกรณีดื่มน้ำเมาหรือไม่ แจ้งญาติยินดีรับผิดชอบช่วยเหลือทุกอย่าง อาการคนไข้ยังวิกฤติ


               จากกรณีสื่อสังคมออนไลน์มีการแชร์คลิปเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ถูกนายแพทย์ซึ่งเป็นระดับผู้บริหารของ สธ. ขับรถชนบริเวณประตูกระทรวงสาธารณสุขฝั่งสถาบันบำราศนราดูร เมื่อคืนวันที่ 10 พฤศจิกายน เวลา 20.30 น. ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ รปภ.กำลังปิดประตู แต่แพทย์คนดังกล่าวได้ขับรถชนเข้ากับ รปภ. และประตู ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากถึงกรณีเมาแล้วขับหรือไม่

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ที่เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งเปิดเผยว่า รปภ.ที่ถูกรถชนคือ นายสมชาย ยามดี หรือ นายนัท เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยใน สธ. โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 10 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 20.30 น. โดยมีรถยนต์ฮอนด้า สีขาว จำทะเบียนรถไม่ได้ ขับมาด้วยความเร็วจากทางสถาบันบำราศนราดูร มุ่งหน้าเข้า สธ. โดยขณะนั้นนายสมชายกำลังนำกุญแจมาคล้องประตู เนื่องจากปกติจะปิดประตูดังกล่าวในช่วงเวลา 20.00 น. รถคันดังกล่าวจึงพุ่งเข้ามาอัดร่างของนายสมชายและประตูอย่างจัง จนร่างนายสมชายมุดเข้าไปใต้ท้องรถและผู้ขับรถคันดังกล่าวยังเหยียบคันเร่งลากร่างของนายสมชายออกไปไกลประมาณ 20 กว่าเมตร ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของผู้พบเห็นเหตุการณ์

               “จากสภาพของผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าว สวมเสื้อสีฟ้า เปิดประตูลงจากรถด้วยสภาพเดินเซ ใบหน้าแดงก่ำ ขณะที่ รปภ.ที่ถูกชนไม่รู้สึกตัวแล้ว จึงถูกนำส่งโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ได้รับการผ่าตัดสมอง 2 ครั้ง และจนถึงขณะนี้ยังไม่รู้สึกตัว ซึ่งอยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤติ โดยเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ญาติได้มาทำพิธีเรียกขวัญ” แหล่งข่าวผู้เห็นเหตุการณ์ ระบุ

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุพบว่าสภาพเสาของประตูมีการแตกร้าวของปูน ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดจากการถูกชนอย่างแรง โดยต้องนำหินไปทับไว้ที่ประตูรั้วเนื่องจากรั้วหลุดไม่สามารถล็อกได้ ขณะที่ผิวถนนยังพบร่องรอยของล้อรถยนต์แม้จะมีการเข้ามาทำความสะอาดสถานที่เกิดเหตุแล้ว

               ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรา 43 (2) พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกําหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ โทษในเรื่องของการเมาแล้วขับแล้วทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 5 ปี ปรับ 20,000 - 100,000 บาท พักใช้ใบอนุญาตไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตกรณีเมาแล้วขับแล้วเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 - 6 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 - 120,000 บาท พักใช้ใบอนุญาตไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต และหากเมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 - 10 ปี ปรับ 60,000 - 200,000 บาทรวมทั้งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

               ต่อมาเวลา 16.00 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และโฆษก สธ. เข้าเยี่ยมผู้ป่วยที่ภายในห้องไอซียู โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จากนั้นเวลา 17.10 น. ได้ออกมาแถลงข่าวร่วมกับ นพ.ยอร์น จิระนคร สาธารณสุขนิเทศก์เขต 12 ผู้ที่ขับรถชน รปภ.

               นพ.ยอร์น กล่าวว่า ยอมรับในสิ่งที่กระทำและผลที่ตามมา ซึ่งไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น หลังเกิดเหตุได้เข้าให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ส่วนการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายมีการพูดคุยกับญาติว่า ยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง ส่วนจะเป็นเรื่องไหนอย่างไรจะหารือรายละเอียดกับญาติผู้เสียหายอีกครั้ง และการออกมายอมรับและเผชิญกับความจริงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ

               “ยืนยันว่าผมได้จอดรถและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ไม่ได้ขับชนแล้วหนี ซึ่งถ้าผมอธิบายจะเป็นเรื่องแก้ตัว ประตูที่ปิดและบริเวณนั้นมืด ผมมองไม่เห็น แต่รถคันหน้าของผมขับเข้าไปก่อน แต่เมื่อเกิดเหตุไปแล้วแอร์แบ็กระเบิด แล้วผมก็หยุด ซึ่งในรายละเอียดในส่วนเหล่านี้จะให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ผมไม่ได้ขับรถมาเร็ว แต่ไม่แน่ใจว่าความเร็วเท่าไร” นพ.ยอร์น กล่าว

               ผู้สื่อข่าวถามว่า ทราบหรือไม่ว่าขับรถชนคนและมีคนเข้าไปอยู่ใต้รถ นพ.ยอร์น กล่าวว่า คิดว่าขับรถชนประตู ไม่ทราบว่าชนคน จนกระทั่งมีคนตะโกนบอก หลังจากนั้นจึงหยุดรถและให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ ให้รถฉุกเฉินมาช่วย แต่ตนไม่ได้เข้าปฐมพยาบาลด้วยตัวเอง เพราะสิ่งที่คิดว่าอยากให้ทำเร็วที่สุดคือนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

               นพ.ยอร์น กล่าวว่า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดการเกิดอุบัติเหตุขอให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ยืนยันว่า ณ จุดนั้นมืดจริง จะบอกว่าชนประตู ชนคน ซึ่งตนไม่เห็นทั้งประตูทั้งคน ถ้าเห็นคงไม่ชน และหลังจากเกิดเหตุไม่ได้ตามผู้เสียหายไปที่โรงพยาบาล เนื่องจากต้องไปให้การที่สถานีตำรวจ

               “ข้อเท็จจริงผมก็ให้ได้เท่าที่เป็นข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องของคดีและในรายละเอียดก็ต้องเป็นเรื่องของตำรวจ ส่วนที่ว่าชนแล้วทำไมรถยังเคลื่อนต่อไปข้างหน้านั้น ผมตอบไม่ได้จริงๆ แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การชนแล้วหนี หนีไม่ได้อยู่แล้ว ที่วันเกิดเหตุขับรถเข้ามาบริเวณดังกล่าวช่วงเวลาค่ำเพราะต้องการทะลุผ่านไปออกซอยอัคนี ซึ่งเป็นอีกด้านของกระทรวงสาธารณสุข และเส้นทางนี้ไม่ได้เป็นเส้นทางประจำในการขับรถ” นพ.ยอร์น กล่าว

               ผู้สื่อข่าวถามว่า ประตูมีน้ำหนักพอสมควรเมื่อชนแล้วทำไมจึงไม่จอดรถ นพ.ยอร์น คิดอยู่ระยะหนึ่งและทวนคำถามว่า ทำไมถึงไม่จอดรถ ก่อนตอบว่าไม่ได้เร่งเครื่องอะไร ยืนยันว่าไม่ใช่จะหลบหนี

               ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะขับรถได้ดื่มเครื่องอื่มแอลกอฮอล์มาก่อนหรือไม่ นพ.ยอร์น กล่าวว่า ได้ให้ข้อมูลแก่ตำรวจแล้ว ซึ่งเรื่องในส่วนที่เป็นคดีขออนุญาตให้การต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

               ด้าน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัด สธ. กล่าวว่า เรื่องนี้ สธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้รับแจ้งเหตุตั้งแต่วันที่เกิดเหตุแล้ว จากการสอบถามเมื่อเกิดเหตุได้นำส่ง รปภ. ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ส่วนครอบครัวของ รปภ. ขณะนี้ สธ.มีมาตรการและกำชับผู้ที่เกี่ยวข้องให้ดูแลอย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้เป็นอุบัติเหตุ ยังต้องรอผลการดำเนินคดีตามกฎหมายจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน เนื่องจากต้องเอาผลทางคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมาประกอบการพิจารณาด้วย

               นพ.สกล สุขพรหม รอง ผอ.รพ.พระนั่งเกล้า กล่าวว่า หลังเกิดเหตุผู้ป่วยถูกนำส่งโรงพยาบาล จากการประเมินอาการพบเลือดออกบางๆ มีภาวะสมองบวมเล็กน้อย จึงใส่ท่อช่วยหายใจและรักษาตามอาการ ต่อมาผู้ป่วยอาการทรุดลงในเวลา 21.00 น. ของวันที่ 11 พฤศจิกายน ตรวจพบว่ามีภาวะสมองบวมและเลือดออกมากขึ้น จึงได้ผ่าตัดเปิดกะโหลกเพื่อเอาเลือดที่คั่งออก ขณะนี้ผู้ป่วยยังไม่พ้นวิกฤติต้องใส่ท่อช่วยหายใจและติดตามอาการเป็นระยะ

               ทั้งนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะสามารถย้ายออกจากห้องไอซียูได้ ส่วนบาดแผลอื่นๆ พบว่ามีปัญหากระดูกบริเวณใบหน้า ต้องรอดูการตอบสนองอื่นๆ ก่อน จึงจะรักษาได้ ส่วนบริเวณอื่นของร่างกายไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง มีเพียงบาดแผลถลอก

               วันเดียวกัน พ.ต.อ.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้ง ได้เดินทางไปที่เกิดเหตุ แต่ไม่พบผู้บาดเจ็บ เนื่องจากถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าไปก่อนหน้าแล้ว โดยมี นพ.ยอร์น จิระนคร ตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์เขต 12 กระทรวงสาธารณสุข ผู้ขับรถคันเกิดเหตุยืนรอให้การต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่รถยนต์ของ นพ.ยอร์น อยู่ในสภาพฝากระโปรงหน้ารถยุบ ถุงลมนิรภัยภายในที่นั่งคนขับแตก

               เบื้องต้น นพ.ยอร์น ให้การว่า ขับรถกลับที่พักในกระทรวงสาธารณสุขหลังกลับจากทำธุระ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุไม่ทันสังเกตว่าผู้บาดเจ็บกำลังจะปิดประตูที่หน้ากระทรวงสาธารณสุข จึงทำให้รถพุ่งเข้าชนอย่างแรงจนไถลไปนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นจึงรีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

               หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนขอตรวจวัดปริมาณแอลกกอฮอล์ แต่ นพ.ยอร์น ปฏิเสธไม่ยอมให้ตรวจ อ้างว่าไม่ได้ดื่มเหล้ามาแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เมื่อเชิญตัวมาสอบปากคำที่โรงพัก เพื่อแจ้งข้อกล่าวหานั้น นพ.ยอร์น ได้ขอเลื่อนเข้าให้ปากคำ โดยแจ้งว่ามีอาการบาดเจ็บที่หน้าอกจากการกระแทก ขอไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลก่อนจะมาให้ปากคำในวันหลัง พนักงานสอบสวนเห็นว่า นพ.ยอร์น หลังเกิดเหตุไม่ได้หลบหนี ประกอบกับมีหน้าที่การงานชัดเจนจึงปล่อยตัวชั่วคราว

               ส่วนหลังจากนี้ที่มีภาพวงจรปิดเผยแพร่ออกมาทางโลกโซเชียลนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจสอบและเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐานประกอบสำนวนคดี เบื้องต้น เตรียมแจ้งข้อกล่าวหาขับรถประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ขับรถขณะมึนเมา เพราะถึงแม้ว่าผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ตรวจวัดแอลกกอฮอล์ กฎหมายก็ให้ถือว่ามีความผิด นอกจากนี้หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกระทำผิดในเรื่องใดเพิ่มก็จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป

               ต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถามผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งทราบว่า ขณะที่ รปภ.กำลังปิดประตูก็มีรถยนต์สีขาวขับมาด้วยความเร็วพุ่งชนประตูรั้วอย่างแรงจนเจ้าหน้าที่ รปภ.กระเด็นลงไปนอนกับพื้น ก่อนที่รถยนต์คันดังกล่าวจะชะลอรถดู ก่อนจะขับรถทับร่าง รปภ.ลากไปกับพื้นถนน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจมาที่เกิดเหตุและพยายามขอตรวจวัดแอลกอฮอล์แต่คนขับรถปฏิเสธไม่ยอมให้ตรวจ

 

 

 

 

 


เปิดอ่าน