ข่าว

หนุ่มขับจยย.แจ้งความเอาผิด-“ดีเจน๊อต”โผล่ให้ปากคำตร.3ชม.

หนุ่มขับจยย.แจ้งความเอาผิด-“ดีเจน๊อต”โผล่ให้ปากคำตร.3ชม.

07 พ.ย. 2559

หนุ่มขับจยย.ควงแม่-พี่สาว แจ้งความเอาผิด“น๊อต”ทำร้ายร่างกาย ลั่นเอาผิดถึงที่สุด ด้านดีเจดังโผล่ให้ปากคำตร.นาน 3 ชม.

                   เมื่อคืนวานนี้ (6พ.ย.) นายกิตติศักดิ์ สิงห์โต อายุ 25 ปี หนุ่มที่ขับรถจักรยานยนต์ชนรถเก๋งมินิคูเปอร์ของนายอัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล อายุ 28 ปี หรือน๊อต ดีเจค่ายแกรมมี่และดารานักแสดงชื่อดัง หรือที่รู้จักกันในวงการบันเทิงคือ“น๊อต เวคคลับ” พิธีกรรถโรงเรียน ทางช่องจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ 25 และถูกกระชากคอเสื้อตบ ต่อยและสั่งให้กราบรถ 

                   ได้เดินทางมาพร้อม น.ส.สุธิรา หงษ์ทอง มารดา และ น.ส.สุกัญญา สิงห์โต อายุ 29 ปี พี่สาว โดยนำเอกสารหลักฐานเดินทางมาแจ้งความกับ ร.ต.อ.สมยศ บุญญะแก้ว รอง สว.(สอบสวน) สน.ยานนาวา เพื่อให้ดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ซึ่งมีสภาพใบหน้า จมูกหัก ขอบตาเขียวช้ำ ขึ้นไปสอบปากคำที่ชั้น 2 ของ สน.ยานนาวา ใช้เวลาสอบปากคำประมาณ 20 นาที มีเพื่อนๆจำนวนหนึ่งเดินทางมาให้กำลังใจ

                  จากนั้นนายอัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล ได้เดินทางมาพร้อมกับนายอดุล ทินะพงศ์ ซึ่งเป็นบิดาของแฟนและมีอาชีพเป็นทนายความ เข้าพบกับร.ต.อ.สมยศ บุญญะแก้ว รองสว.(สอบสวน) สน.ยานนาวา เพื่อให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยนายอดุล กล่าวภายหลังการสอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง ว่า นายอัครณัฐเป็นบุคคลผู้เสียหายเนื่องจากถูกรถจักรยานยนต์ชนท้าย และจากการที่คู่กรณี ระบุว่า ขณะเกิดเหตุมีรถแท็กซี่มาชนท้ายแล้วรถเสียหลักมาพุ่งชนรถของลูกความตนแต่ไม่ได้มีเจตนาหลบหนี ซึ่งตนอยากให้ตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นอย่างที่กล่าวอ้างจริง เหตุใดคนขับขี่รถจักนยานยนต์ถึงต้องรีบขับขี่ออกไปจากที่เกิดเหตุ เนื่องจากโดยรอบก็มีกล้องวงจรปิดติดอยู่ ก็ต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบภาพด้วย พร้อมแจ้งข้อหา ขับรถโดยประมาททำให้เสียทรัพย์กับชนแล้วหนี แก่คู่กรณีด้วย 

               ส่วนกรณีมีเรื่องชกต่อยทำร้ายร่างกายตามที่ปรากฏในคลิปวีดีโอนั้น ในส่วนนี้คู่กรณีก็เป็นสิทธิที่จะแจ้งความแก่ลูกความตนได้ แต่ทั้งนี้ยืนยันว่าในขณะเกิดเหตุดาราหนุ่มที่จะชกต่อยเนื่องจากต้องป้องกันตัว ระหว่างที่พูดคุยกันนั้นตัวคู่กรณีเองมีท่าทางฮึดฮัด อยากขอความเป็นธรรมให้ลูกความตนด้วย

              นายอัครณัฐ กล่าวว่า วันเกิดเหตุตนเดินทางไปงานแต่งเพื่อน เมื่อถึงที่เกิดเหตุจู่ๆก็ได้ยินเสียงดัง หลงจากนั้นตนกับเพื่อนก็พยายามลดกระจกรถลงและบอกให้รถจักรยานยนต์จอด หลังจากจอดรถก็เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรากฏในคลิป อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนยอมรับผิดและขอโทษ ทุกอย่างเกิดจากความโมโห และในวันที่เกิดเหตุก็ได้เดินทางมาที่ สน.ยานนาวา สามารถตกลงกันได้ด้วยดี ไม่มีการลงบันทึกประจำวันหรือแจ้งความ และในวันนั้นเขาขอโทษ ต่างคนต่างก็ขอโทษ อีกทั้งน้องบอกว่าไม่มีตังค์ ตนจึงแจ้งกับประกันภัยว่าไม่มีคู่กรณี ซึ่งวันนั้นจับมือกันต่อหน้าตำรวจ แต่วันนี้ที่คนรุมด่า เพราะพวกเขาเห็นเหตุการณ์เฉพาะจุดที่ตนทำน้อง

               “กรณีที่ผมติดต่อไม่ได้นั้น เนื่องจากไปทำงานต่างจังหวัด เมื่อตนรู้ว่าพี่สาวและแม่ ของน้องโทรมาก็รีบโทรกลับ ส่วนค่ารักษาพยาบาลนั้นผมพูดตรงๆว่า บ้านไม่ได้มีตังค์ ผมทำงานเก็บเงินและทำตามความฝัน ผมไม่ได้บอกว่าจะรับผิดชอบทั้งหมด แต่จะช่วยเท่าที่ช่วยได้ ผมบอกกับคุณแม่ของน้องว่าถ้าน้องจะพาไปหาหมอเพื่อเป็นการแสดงความห่วงใย แต่วันนี้มีคนมาปาไข่ที่บ้าน คนที่ผมรักโดนสังคมประณามหมด ถ้าจะทำอะไรขอให้ทำที่ผมคนเดียว คนอื่นไม่เกี่ยวข้อง และอย่าตัดจากคลิปไม่กี่นาที ส่วนกรณีที่บังคับให้น้องกราบรถนั้นก็ขอโทษ ผมเป็นคนคนหนึ่งที่มีอารมณ์โมโห ส่วนคดีความจะเป็นอย่างไร ก็ให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ตอนนี้เรื่องงานยอมรับมีผลกระทบ ตั้งแต่วินาทีแรกที่ตั้งคลิปถูกเผยแพร่ออกไป ผมขอโทษจากใจและอยากให้ทุกคนให้อภัย” นายอัครณัฐ กล่าว

              นายอัครณัฐ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว และยังอยู่ระหว่างการสอบปากคำอยู่ยังไม่พร้อมที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆแก่สื่อมวลชน หากพูดไปก็จะเหมือนเป็นการพูดแก้ตัว อย่างไรก็ตามระหว่างสอบปากคำ ได้มีบุคคลปริศนาส่งข้อความมายังเบอร์โทรศัพท์ของตนในลักษณะ ด่าทอ ที่มีคำหยาบคาย รวมทั้งมีการขว้างปาสิ่งของเข้าไปในบ้านตนย่านเจริญกรุงอีกด้วย ซึ่งตนและครอบครัวได้รับผลกระทบ และอยู่ระหว่างขั้นตอนการปรึกษากับทนายความว่าจะแจ้งความหรือไม่

                  อย่างไรก็ตามระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นายอัครรัฐ ได้เปิดคลิปเสียงสนทนากับคุณแม่ของกิตติศักดิ์คู่กรณีในวันที่เกิดเหตุและถ่ายรูปจับมือกัน เพื่อยืนยันว่าทั้งคู่สามารถตกลงกันได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่กลับไม่เป็นไปอย่างนั้น จึงต้องชี้แจงในวันนี้

              ขณะที่ นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุมีรถแท็กซี่ขับมาชนท้ายรถจักรยานยนต์ของตน จึงหันไปดูทำให้รถจักรยานยนต์ไปเฉี่ยวชนรถของนายอัครณัฐ ขณะนั้นคิดว่ารถไม่ได้เสียหายอะไรจึงขับออกไปต่อโดยไม่มีการจอด และนายอัครรัฐตะโกนว่าชนรถเก๋งของเขา จึงกลับรถมาเพื่อจะบอกรถแท็กซี่ชนรถตน ทำให้ต้องไปชนรถเขาอีกต่อหนึ่ง หลังจากนั้นพี่เขาก็เดินลงมาจากรถพร้อมทั้งต่อยตามที่ปรากฏในคลิป ซึ่งตนไม่มีเจตนาจะชน อีกทั้งไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ตอนแรกจะไม่เอาความ เพราะเห็นว่าเขาเป็นดารา กระทั่งวันนี้แม่เห็นคลิปที่ปรากฏตามโซเชียลมีเดีย ทำให้ครอบครัวรับไม่ได้ จึงตัดสินมาแจ้งความในข้อหาทำร่ายร่างกาย และบังคับขู่เข็ญให้กราบรถ ส่วนอาการบาดเจ็บตอนนี้คือจมูกหัก เสียทรง ซึ่งการรักษาตัวที่ผ่านมาตนใช้ประกันสังคม

                    “ก่อนหน้านี้เขาบอกว่าจะชดใช้ให้ แต่ก็ไม่เป็นตามนั้น ในตอนเกิดเหตุผมไม่มีพฤติกรรมต่อสู้ ได้แต่พูดว่าขอโทษตลอด เขาก็บอกว่าชนแล้วหนี พร้อมกับต่อยใบหน้าของผม ส่วนคดีความตำรวจได้แจ้งข้อหากับผมในเรื่องขับรถชนแล้วหนี ซึ่งขอใก้ทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย ผมพร้อมพิสูจน์ความจริงในทุกขั้นตอน” นายกิตติศักดิ์ กล่าว

                   ขณะที่ น.ส.สุธิรา กล่าวว่า ได้ให้การปฏิเสธในส่วนของที่ดาราซึ่งเป็นคู่กรณีกับบุตรชายตนคนดังกล่าวที่ได้แจ้งความกล่าวหา ว่า ขับรถชนรถยนต์มินิคูเปอร์ โดยขอยืนยันว่ามีแท็กซี่มาชนท้ายก่อน แล้วหน้ารถจักรยานยนต์ของบุตรชายตนไปเฉี่ยวชนรถคู่กรณี อย่างไรก็ตามก็ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการ ส่วนฝ่ายตนได้แจ้งข้อหา ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส บังคับขู่เข็ญและข่มขู่ ที่ให้กราบรถคู่กรณี เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำคู่กรณีทั้งสองฝ่าย พร้อมประสานฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดโดยรอบที่เกิดเหตุ เพื่อประกอบสำนวน รวมทั้งนำรถของคู่กรณีทั้งสองไปตรวจสภาพหาร่องรอยความเสียหายที่ กองบังคับการจารจร (บก.02) ก่อนดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

                   นอกจากนี้สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น นายมะโน ทองปาน ทนายความ เปิดเผยว่า จากที่ได้ดูคลิปดาราดังบังคับให้คนขับรถจักรยานยนต์นั้น นอกจากความผิดข้อหาทำร้ายร่างกายแล้ว ยังจะเอาผิดดาราดังความผิดต่อเสรีภาพ คือดาราหนุ่มบังคับให้กราบรถนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อ สิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้าย จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับ ไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำและทั้งปรับ