ศาลให้ประกัน‘สรยุทธ’2ล.ห้ามออกนอกปท.

ศาลสั่งจำคุก ‘สรยุทธ-พวก’ 13 ปี 4 เดือน คดีเบี้ยวค่าโฆษณา ไม่รอลงอาญา ปรับบริษัทไร่ส้ม 80,000 บาท ให้ประกันตัวคนละ 2 ล้าน ห้ามออกนอกประเทศ-รายงานตัวทุก 30 วัน

           ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ห้องพิจารณาคดี 912 เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 ก.พ.59 ศาลนัดพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.313/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ฟ้อง นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) , บริษัทไร่ส้ม จำกัด โดย น.ส.อังคนา วัฒนมงคลศิลป์ และ น.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม ในฐานะ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม , นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง และ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม และ น.ส.มณฑา ธีระเดช เจ้าหน้าที่ บจก.ไร่ส้ม เป็นจำเลย 1-4 ในความผิดฐาน เป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ , เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์กร , เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.6 , 8 และ 11

           โดยคดีดังกล่าวอัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 30 ม.ค.2558 ระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2548 - 28 เม.ย.2549 นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ “คุย คุ้ยข่าว” ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาเพื่อเรียกเก็บค่าโฆษณาเกินเวลา จาก บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 จำนวน 17 ครั้ง ทำให้ บมจ. อสมท. เสียหาย 138,790,000 บาท และยังได้เรียก รับเอาเงิน 658,996 บาท จากจำเลยที่ 2-4 เพื่อเป็นการตอบแทนที่นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ไม่รายงานการโฆษณา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ
 
           ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การร่วมผลิตรายการ จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นพิธีกรจัดรายการทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษรระบุชัดว่าถ้ามีโฆษณาเกินกว่าส่วนแบ่ง จำเลยที่ 2 ต้องขอซื้อโฆษณาส่วนเกินย้อนหลังและชำระค่าโฆษณาเกินให้แก่บริษัท อสมท.จำกัด โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิ์แบ่งค่าโฆษณาส่วนเกินคนละเท่าๆ กับ บริษัท อสมท. นอกจากนี้ศาลปกครองสูงสุดยังมีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 จะต้องชำระค่าโฆษณาส่วนเกินและไม่มีสิทธิ์ได้รับส่วนลดทางการค้าปกติร้อยละ 30 จากค่าโฆษณาส่วนเกิน 138,790,000 บาท เพราะจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขณะที่ จำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่จัดทำคิวโฆษณา แต่ไม่รายงานการโฆษณาที่เกินเวลาให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เป็นเหตุให้ อสมท.ได้รับความเสียหาย ตามความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบทั้งสองชุดที่ อสมท.ตั้งขึ้น นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังใช้น้ำยาลบคำผิดลบรายการโฆษณาที่เกินเวลาในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากใบคิวโฆษณารวม แสดงถึงการปกปิดข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยที่เป็นพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์และรับเงินตามเช็ค เป็นการต้องห้าม จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6 , 8 ,11 ประกอบ ป.อาญา มาตรา 83 ส่วนนายสรยุทธ จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจจัดการและเป็นพิธีกรจัดรายการมาโดยตลอด ดังนั้นจำเลยที่ 3 น่าจะทราบเนื้อหางานเป็นอย่างดี การใช้เงินแม้จะให้โดยเสน่หา แต่ไม่รายงานให้ทราบก็เป็นการสนับสนุน ในทางนำสืบศาลเห็นด้วยกับ ป.ป.ช.ว่าจำเลยจ่ายเช็คเพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการใด ทำให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย การที่จำเลยที่ 2-4 นำเช็คไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ถือเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายเพราะการไม่รายงานโฆษณาเกินเวลาของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์ จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 บริษัทไร่ส้ม ได้ชำระค่าโฆษณาส่วนเกิน จำนวน 138,790,000 บาท แก่ อสมท.แล้ว จึงลงโทษสถานเบา
 
           พิพากษาว่า นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ มาตรา 6 ,8,11 ส่วนจำเลยที่ 2- 4 มีความผิดฐานสนับสนุนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การฯ มาตรา 6 ,8,11
 
           การกระทำของจำเลยทั้งสี่ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 6 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษสุด รวม 6 กระทง ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ให้จำคุกนางพิชชาภา จำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี ปรับบริษัท ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 กระทงละ 20,000 บาท รวมปรับ 1.2 แสนบาท
 
           ส่วนนายสรยุทธ จำเลยที่ 3 และน.ส.มณฑา จำเลยที่ 4 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกทั้งสองคนละ 20 ปี แต่ทางนำสืบเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกนางพิชชาภา จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี ส่วนนายสรยุทธ์ และ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 3-4 จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน ขณะที่การกระทำของจำเลยทั้ง 3 คน ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ และบ.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 ก็ให้ปรับเป็นเงิน 80,000 บาท
 
           ภายหลังฟังตำพิพากษา รายงานข่าวแจ้งว่า ทนายความจำเลย ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวจำเลย โดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 2 ล้านบาท เพื่อจะต่อสู้คดีระหว่างอุทธรณ์ โดยขณะนี้คำร้องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
 
 
ศาลให้ประกัน ‘สรยุทธ-พวก’ คนละ 2 ล้าน ห้ามออกนอกปท.-รายงานตัวทุก 30 วัน
 
 
           29 ก.พ.59 ภายหลังนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) , นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง และ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม
 
           และ น.ส.มณฑา ธีระเดช เจ้าหน้าที่ บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 1,3,4 ยื่นหลักทรัพย์เงินสด 2 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดีแล้ว
 
           ต่อมาเวลา 13.50 น. ศาลอาญา มีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสาม โดยศาลพิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์แล้ว มีคำสั่งให้พวกจำเลยประกันตัวไประหว่างอุทธรณ์ โดยตีราคาประกันคนละ 2 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล รวมทั้งให้จำเลยมารายงานตัวต่อศาลทุก 30 วัน
 
 
“นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์”ระบุเป็นบทเรียน
 
 
           นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย  กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำหรับคนทำสื่อ ที่เตือนให้เรารู้ว่าต้องมีความโปร่งใส ครอบคลุมในทุกเวที  หากเราต้องการให้หน่วงานราชการ ข้าราชการ นักการเมือง มีมาตรฐาน สื่อก็ต้องมีมาตรฐานเช่นกัน
 
           ส่วนนายสรยุทสมควรที่จะยุติการจัดรายการหรือไม่ นายเทพชัยกล่าวว่า เรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้ว แม้จะเป็นศาลชั้นต้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสปิริต แต่เป็นเรื่องที่ต้องแสดงความรับผิดชอบ สมควรที่ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ 
 
           เมื่อถามว่าเรื่องนี้มองกันว่าสื่ออื่นก็ทำเช่นเดียวกัน นายเทพชัย กล่าวว่า ตนจึงบอกว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าอาศัยช่องว่างทำประโยชน์ให้ตนเอง และต้องทำหน้าที่อย่างสุจริต
 
 
อดีต ป.ป.ช.ระบุเป็นบรรทัดฐานศาลเอาจริงคดีทุจริต
 
 
           ขณะที่ นายภักดี โพธิศิริ อดีต ป.ป.ช. ในฐานะอดีตประธานอนุกรรมการ คดีทุจริตเงินค่าโฆษณา ช่อง 9 อสมท. ของบริษัทไร่ส้ม กล่าวว่า ตนไม่ขอแสดงความคิดเห็น เพราะเรื่องอยู่ในชั้นศาลแล้ว ส่วนที่ศาลพิพากษาจคุก 13 ปี 4 เดือน เป็นการเอาจริงกับการทุจริตคอร์รับชั่น ศาลพิจารณาตามหลักฐาน เพราะมองว่าเป็นบรรทัดฐานที่ดีในคดีลักษณะเดียวกัน หากมีการทุจริตก็จะพิจารณาในขั้นหนัก แต่ตนไม่ได้คาดคะเนว่าจะออกมาหนักขนาดนี้ เพราะทำตามหลักฐานที่เกิดขึ้น ส่วนการต่อสู้คดีหลังจากนี้ก็เป็นเรื่องของคู่ความตนไม่มีความคิดเห็น
 
 
 


เปิดอ่าน