ประหาร!ศาลตัดสินคดีเกาะเต่าฆ่านทท.อังกฤษ

ศาลตัดสินประหารชีวิต 2 แรงงานต่างด้าวชาวพม่าจำเลยคดีเกาะเต่า ฆ่า-ข่มขืนนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ เมื่อ 15 ก.ย.57

           เมื่อเวลาประมาณ 10.40 น. วันที่ 24 ธ.ค.2558 ศาลชั้นต้นศาลจังหวัดเกาะสมุยได้อ่านคำพิพากษาคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า เมื่อวันที่15ก.ย.57ที่ผ่านมา โดยพิพากษาประหารชีวิตนายเวพิว กับนายซอลิน2แรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาร์ โดยใช้เวลาอ่านคำพิพากษา1ชั่วโมง30นาที 
 
           ทันทีที่ล่ามชาวเมียนมาร์แปลให้จำเลยและแม่ของ 2 จำเล ยโดยบอกว่าศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิต แม่ของจำเลยล้มพับที่เก้าอี้บัลลังก์ศาลและร้องไห้ออกมาอย่างเสียงดัง พร้อมเข้ากอดลูกและพากันร้องไห้ โดยที่มีล่าม และทีมทนายความจำเลย,เจ้าหน้าที่สถานทูตเมียนมาร์ 3 คน และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เข้าไปปลอบโยนให้กำลังใจ พร้อมกับบอกว่าคดียังไม่ถึงที่สุด ยังอีก 2 ศาล โดยที่จำเลยทั้ง 2 คนพยักหน้าและยอมรับสภาพก่อนที่จะถูกตำรวจประจำศาลคุมตัวลงทางด้านข้างของบัลลังก์ศาลเพื่อไปขึ้นรถเรือนจำอำเภอเกาะสมุยไปฝากขังที่เรือนจำอำเภอเกาะสมุยตามเดิม
 
           สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไป ทางทีมทนายความจำเลยได้ยื่นเอกสารต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย เพื่อขออุทธรณ์และเตรียมหลักฐานยื่นขอประกันตัวจำเลย ในช่วงบ่าย
 
           นางพิว ชุยนุก แม่ของนายเวพิว กล่าวผ่านล่ามทั้งน้ำตาว่า ถึงตอนนี้ยังเชื่อว่าลูกชายตัวเองบริสุทธิ์ไม่ได้ฆ่าใคร และเชื่อว่ากระบวนการยุติของเมืองไทยจะให้ความยุติธรรม เพราะทีมทนายความบอกว่าจะต่อสู้ให้ถึงที่สุดกระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุด
 
           ด้านนายนคร ชมพูชาติ หัวหน้าทีมทนายจำเลยที่รับผิดชอบคดีนี้ บอกว่า  กระบวนการทางศาลยังไม่สิ้นสุด กำลังหารือกับทีมทนายเพื่อกำหนดทิศทางในการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ ทั้งนี้เบื้องต้นคงทำหนังสือยื่นต่อศาลเพื่อขออุทธรณ์ก่อนในอันดับแรก จากนั้นกำหนดขั้นตอนในการต่อสู้ต่อไปตอนนี้ยังบอกอะไรได้ไม่มากนักแต่เคารพคำพิพากษาของศาล
 
           สำหรับคำพิพากษามีข้อความดังต่อไปนี้ตามที่พนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายซอ ลิน หรือโซเรน ไม่มีนามสกุล และนายเวพิวหรือวิน ไม่มีนามสกุล เป็นจำเลย ทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดีที่2040/2557ของศาลจังหวัดเกาะสมุย วันนี้ศาลจังหวัดเกาะสมุยนัดฟังคำพิพากษาและได้อ่านคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยทั้งสองฟังแล้ว สรุปได้ความดังนี้
 
           โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันฆ่านายเดวิด วิลเลี่ยมมิสเลอร์ ผู้ตายที่1ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาวฮันน่าห์ วิคตอเรีย วิทเทอร์ริคจ์ หรือฮันน่าห์ วิคตอเรีย วิทเอธอริดจ์ ผู้ตายที่2อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง แล้วร่วมกันฆ่าผู้ตายที่2เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน และจำเลยที่2ลักโทรศัพท์เคลื่อนที่และแว่นตากันแดดของผู้ตายที่1ไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่ ตำบลเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา83,91,276,288,289,334,335พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา4,5,7,11,12,18,58,62,81ให้จำเลยที่2คืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์สินเป็นเงิน16,000บาท แก่ทายาทของผู้ตายที่1กับให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และจอบของกลาง
 
           จำเลยที่1ให้การปฏิเสธ จำเลยที่2ให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า จุดที่จำเลยทั้งสองนั่งอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุและสามารถมองเห็นผู้ตายทั้งสองเดินไปยังที่เกิดเหตุได้ แพทย์ตรวจและผ่าศพผู้ตายทั้งสองพบดีเอ็นของผู้ตายที่2หลักฐานชิ้นนี้เป็นพยานหลักฐานของนิติวิทยาศาสตร์อันเป็นที่ยอมรับทั่วไปตามหลักสากลว่า สามารถพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลได้เป็นอย่างดี ทั้งเป็นพยานหลักฐานที่มีอยู่ เกิดขึ้น และได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนจับกุมจำเลยทั้งสอง
 
           ดังนั้น ผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอย่อมสามารถเชื่อมโยงและพิสูจน์ได้ว่า คนร้ายเป็นผู้ใด จากการตรวจพิเคราะห์วัตถุพยานดังกล่าวเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของจำเลยทั้งสองพบว่า ดีเอ็นเอที่ตรวจพบจากคราบอสุจิบริเวณช่องคลอดผู้ตายที่2ตรงกับดีเอ็นเอ ของจำเลยที่2ส่วนดีเอ็นเอที่ตรวจพบจากครอบอสุจิบริเวณช่องทวารหนักผู้ตายที่2ตรงกับดีเอ็นเอของจำเลยทั้งสอง รายงานผลการทดสอบเปรียบเทียบอีเอ็นเอของคนร้ายกับดีเอ็นเอของจำเลยทั้งสอง ตามเอกสาร จ.17มีค่าตำแหน่งดีเอ็นเอตรงกันทั้ง16ตำแหน่ง จึงสามารถพิสูจน์เอกลักษณ์ของบุคคลได้อย่างแน่ชัดเจนตามหลักมาตรฐานสากล ส่งผลให้การตรวจพิสูจน์มีน้ำหนักและมีความน่าเชื่อถือได้โดยสนิทใจ
 
           พยานโจทย์ผู้ทำการตรวจเก็บและนำเนื้อเยื้อของจำเลยทั้งสองส่งตรวจพิสูจน์เบิกความยืนยันว่า ได้จัดส่งไปตรวจพิสูจน์ทันทีทันใด ดังนั้นย่อมไม่มีโอกาสที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์ผู้ตรวจผ่าศพและนักวิทยาศาสตร์ผู้ตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอของคนร้านจะสามารถนำอสุจิหรือสารประกอบน้ำอสุจิซึ่งอยู่ในร่างกายส่วนลึกของจำเลยทั้งสองไปใส่ไว้ในช่องคลอและช่องทวารหนักของผู้ตายที่2ได้ ทั้งโจทย์ก็ยังพยานบุคคลยืนวันว่าจำเลยที่2เป็นผู้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของผู้ตายที่1มามอบให้ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุไม่นาน อันเป็นหลักฐานยืนยันได้ส่วนหนึ่งว่าจำเลยที่2ย่อม จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุคดีนี้ พยานหลักฐานโจทย์ที่นำสืบมาทั้งในส่วนผลการตรวจดีเอ็นเอของจำเลยทั้งสอง ที่ตรงกับดีเอ็นเอขอคนร้าน วัตถุพยานของกลางในที่เกิดเหตุ รวมทั้งพยานแวดล้อมกรณีก่อนและหลังเกิดเหตุ ล้วนมีน้ำหนักพิสูจน์เชื่อมโยงให้เห็นและรับฟังได้โดยพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลหมายอาญา คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว

 


เปิดอ่าน