แฉขบวนการค้ากามข้ามแดน‘ไทย-กัมพูชา’

"เปิดโปงขบวนการค้ากามข้ามแดน ‘ไทย-กัมพูชา’ขยับจากแค่เลี้ยงปากท้อง-ขยายเป็นเครือข่ายค้ามนุษย์โจ๋งครึ่ม ส่งแหล่งท่องเที่ยวในไทย" โดย ผู้สื่อข่าวพิเศษ ศูนย์ข่าว TCIJ

          เปิดโปงเบื้องหลังขบวนการค้ากาม ‘ไทย-กัมพูชา’แนวชายแดนตลาดโรงเกลือ-อรัญประเทศ ลามไปทั่วประเทศ ขยับเป็นการค้ามนุษย์ที่มีเครือข่ายโยงใยมหาศาล เริ่มจากทำเลี้ยงปากท้องหลังสงคราม จนสร้างเนื้อสร้างตัว เลี้ยงครอบครัว ขยายวงเข้ามาในไทย มีแม่เล้า-นายหน้ารับงาน ส่งลูกค้าตามโรงแรมชายแดน มีรายได้เป็นล่ำเป็นสัน ก่อนขยายวงไปตามเมืองท่องเที่ยวดังของไทย ขณะที่ตัวเลขสลดคนไทยตายเพราะติดเชื้อเอดส์แล้วเพียบ

ฟื้นชายแดนเขมรหลังสงคราม

          หลังจากชาวกัมพูชา ตกอยู่ในสภาวะบอบช้ำจากสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ระหว่าง พ.ศ. 2518-2541 ชาวกัมพูชานับล้านคนได้อพยพหนีภัยสงครามเข้ามาพักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดนไทยด้านจ.สระแก้ว เป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 30 ปี

          ภาวะสงครามทำให้ชาวกัมพูชาเกิดความอดอยากอย่างแสนสาหัส เมื่อสงครามสงบ ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งกลับภูมิลำเนาเดิม ส่วนหนึ่งปักหลักอยู่ที่พักพิงชั่วคราว ส่วนหนึ่งหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และ ส่วนหนึ่งได้อพยพไปอยู่ในประเทศที่ 3

          ราวปี 2533 สถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนเริ่มลดลง แต่ยังมีการสู้รบประปราย  รัฐบาลไทย โดย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น มีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า และกองกำลังบูรพา มีความเห็นสอดคล้องที่จะปิดจุดลักลอบการค้าต่างๆ หรือตลาดมืดที่มีอยู่ตามแนวชายแดนจำนวนมาก และพิจารณาจัดหาบริเวณที่เหมาะสม เปิดจุดผ่านแดนชั่วคราว เพื่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ป้องกันอาชญากรรมต่าง ๆ รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

          และเพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย จึงมีการประชุมปรึกษาหารือกับหน่วยงานราชการในระดับท้องถิ่นเมื่อวันที่ 19 ก.ค.2533 เพื่อพิจารณาเปิดจุดผ่อนปรนตามแนวชายแดน กองกำลังบูรพาจึงเสนอขอเปิดจุดผ่อนปรนชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งแรก ที่บ้านหนองเสม็ด อ.ตาพระยา (ปัจจุบันอยู่ในเขตอ.โคกสูง) โดยให้เหตุผลว่า พื้นที่ฝั่งตรงข้ามอยู่ในความยึดครองของกองกำลังรักชาติ กลุ่มที่ฝ่ายไทยสามารถควบคุมได้ จะทำให้เกิดความปลอดภัยแก่คนไทย ที่ค้าขายกับชาวกัมพูชา มากกว่าในเขตพื้นที่อื่น

          ก่อนมีการเปิดจุดผ่อนปรน ชาวบ้านตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีการค้าขาย แลกเปลี่ยนสินค้ากัน มีทั้งสินค้าถูกกฎหมายและสินค้าผิดกฎหมาย เช่น อาวุธสงคราม ยาเสพติด รถยนต์ รถจักรยานยนต์ วัตถุโบราณ สัตว์ป่า และสินค้าบริโภค เป็นต้น

เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

          การค้าดังกล่าวเป็นตลาดมืด ตามจุดต่างๆ ประกอบกับเส้นแบ่งเขตแดน ไม่มีสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติ บางจุดมีเพียงคลองเล็ก ๆ ไม่เป็นอุปสรรคในการลักลอบค้าขาย ทำให้ยากในการป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อย ต่อมามีการเปิดจุดผ่อนปรนอีกแห่ง ที่บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.ปราจีนบุรี (ปัจจุบันขึ้นกับจ.สระแก้ว) และ เปิดค้าขายที่ตลาดโรงเกลือเมื่อวันที่ 15มิ.ย.2534

          การสร้างตลาดโรงเกลือ ด้วยวัตถุประสงค์ปิดจุดลักลอบค้าขายตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด สะดวกในการควบคุมการค้าตามแนวชายแดน ป้องกันการลักลอบค้าขายสินค้าผิดกฎหมายและยุทธปัจจัย และส่งเสริมสนับสนุนประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ให้มีที่ประกอบการค้า เป็นเพิ่มพูนรายได้ให้กับท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวของท้องถิ่น เปิดประตูสู่อินโดจีน และเป็นประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรเข้ารัฐด้วย

          ต่อมาปี 2541เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย เห็นพ้องกันว่า การค้าที่ตลาดโรงเกลือไม่คึกคักเท่าที่ควร นักท่องเที่ยวจะข้ามไปเที่ยวที่ตลาดปอยเปต อ.โอโจรว จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ตรงข้ามตลาดโรงเกลือมากกว่า ส่วนราชการระดับท้องถิ่น จึงมีนโยบายให้ชาวกัมพูชาเข้ามาค้าขายที่ตลาดโรงเกลือได้

เริ่มต้นที่ตลาดโรงเกลือ

          หลังจากนั้นตลาดโรงเกลือจึงคราคร่ำไปด้วยชาวกัมพูชานับหมื่นนับแสนคน นำสินค้าอุปโภค บริโภค ที่ได้รับจากการบริจาคจากนานาชาติ และมีจำนวนมาก ใช้ไม่หมด หากเก็บไว้ก็จะชำรุดเสียหายหรือเสื่อมสภาพ นำมาขายกับคนไทย ในลักษณะชั่งกิโลขาย มีราคาที่ถูกมาก เช่น เสื้อผ้า อาหารกระป๋อง เป็นต้น ตลาดโรงเกลือ จึงเป็นตลาดสินค้ามือสอง ที่มีราคาถูกที่สุด มีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบัน

          ขณะที่รัฐบาลไทยและกัมพูชาเปิดจุดผ่อนปรน เพื่อให้คนทั้งสองประเทศ ได้ค้าขาย และไปมาหาสู่กัน ขณะเดียวกันมีกลุ่มอาชีพหลากหลายเข้ามาหากินในตลาดโรงเกลือ อาทิ  กลุ่มหญิงขายบริการทางเพศ ค้าหญิงข้ามชาติ ค้ายาบ้า การหลบหนีเข้าเมือง ขอทาน กรรมกรรับจ้างทั่วไป และรับจ้างขนสินค้าหนีภาษีแบบกองทัพมด ปัญหาเหล่านี้เจ้าหน้าที่ของรัฐพยายามแก้ แต่ทำไม่ได้ทั้งหมด

ค้าประเวณีเพื่อเลี้ยงปากท้อง

          หลังจากมีการเปิดจุดผ่อนปรนตามแนวชายแดน คนในท้องถิ่นไปมาหาสู่กันได้ มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน ชาวกัมพูชาที่เข้ามาพักพิงชั่วคราวตามชายแดน หรือในศูนย์อพยพ ส่วนใหญ่เป็นเด็ก เพศหญิง และผู้สูงอายุ ส่วนชายวัยหนุ่มจะมีน้อย เพศหญิงที่เคยแต่งงานส่วนใหญ่จะเป็นม่าย เพราะสามีที่เป็นทหารมักจะเสียชีวิตในสนามรบ ประกอบกับหญิงชาวกัมพูชา ขาดความอบอุ่น ขาดผู้นำครอบครัว ส่วนหนึ่งจึงต้องการมีสามีเป็นคนไทย และส่วนหนึ่งสมัครใจค้าประเวณี เพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว และผู้ใช้บริการมักจะเป็นชายไทย ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน และชายไทยไม่น้อยที่ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ที่เป็นโรคเอดส์ในระยะแรกๆ เป็นที่รังเกียจของคนทั่วไปอย่างยิ่ง

          หลายรายที่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวี พยายามฆ่าตัวตาย และชายไทยที่เป็นโรคเอดส์ มักไม่ไปพบแพทย์และเสียชีวิตที่บ้าน ดังนั้นสถิติชายไทยที่ติดเชื้อเอชไอวีจึงไม่ชัดเจน แต่จากการสอบถามคนตามหมู่บ้านที่อยู่ติดชายแดนพบว่า ชายไทยที่เสียชีวิตจากโรคเอดส์ มีอยู่เกือบทุกหมู่บ้าน อายุระหว่าง 20-60ปี

          จากการสอบถามกลุ่มชาย ที่เดินทางไปฝั่งกัมพูชาเพื่อใช้บริการ เช่น ที่บ้านบึงตากวน ติดกับอ.ตาพระยา บ้านโจกเจีย หรือชมรมหนองจาน ติดกับอ.โคกสูง บ้านปอยเปต ติดกับตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จะเสียค่าบริการ 500-1,500 บาท ส่วนสถานที่ มีทั้งที่บ้านของฝ่ายหญิง โรงแรมม่านรูด และโรงแรมขนาดเล็กราคาถูก

          สำหรับหญิงกัมพูชาที่เข้ามาค้าบริการทางเพศ ที่ตลาดโรงเกลือ สังเกตจากหญิงชาวกัมพูชา จะยืนจับกลุ่มกัน 2-3 คน ตามจุดต่าง ๆ เช่น มุมทางโค้ง ศาลาพักร้อน ตามเกาะกลางถนน โดยนายหน้าเข้ามาสอบถามนักท่องเที่ยว ว่าสนใจหรือไม่ หากสนใจจะพาไปแนะนำตัว หรือนัดพบตามจุดต่าง ๆ อาจเป็นบังกาโลหรือโรงแรมม่านรูด ที่มีอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับตลาดโรงเกลือ ซึ่งเป็นที่รู้กันในกลุ่มนายหน้า แม่เล้าและผู้ค้าประเวณี

ลามเข้ามาถึงอรัญประเทศ

          การค้าประเวณีมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดโรงเกลือเท่านั้น แต่เข้าไปถึงตลาดเทศบาลเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ตามหัวเมืองต่างๆ จนถึงเมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว จะพบว่ามีความต้องการแรงงานชายหญิงกัมพูชาจำนวนมาก โดยเฉพาะขบวนการค้าหญิงข้ามชาติ จะแอบแฝงในรูปของแรงงานเถื่อนด้วย

          น.ส.เอือน กาว (นามสมมติ) อายุ 20ปี หญิงบริการชาวเวียดนาม ในตลาดโรงเกลือ เปิดเผยว่า ที่เข้ามาขายบริการ เพราะไม่มีงานทำ ไม่มีที่ทำกิน ไม่มีที่นา เห็นชาวกัมพูชาหลายคน เดินทางเข้ามาในตลาดโรงเกลือแล้วมีเงินทองใช้ จึงเข้ามาเสี่ยงดวงโดยไม่มีจุดหมายอะไร ต่อมามีผู้หญิงวัยกลางคนชาวกัมพูชาด้วยกัน เข้ามาตีสนิทและชักชวนหาเงิน พร้อมแนะนำให้ขายบริการทางเพศ พร้อมเสนอรายได้ จึงตัดสินใจขายบริการทางเพศ บางวันก็มีชายไทยมาใช้บริการ 2-3คน บางวันไม่มีเลย ถ้าวันเสาร์-อาทิตย์ จะมากกว่าวันอื่นๆ ชายไทยที่เข้าซื้อบริการ ส่วนใหญ่อายุตั้งแต่ 30-70 ปี

          “จะได้ค่าตอบแทนครั้งละ 500บาท หลังจากรับเงินจากผู้ใช้บริการแล้ว แม่เล้าหรือนายหน้าจอขอส่วนแบ่ง 200 บาท ก็เหลือ 300บาท แต่ถ้าเป็นขาประจำ เขาจะมาติดต่อเราโดยตรง ก็จะได้เต็ม 500บาท”

          น.ส.เอือน กาว กล่าวต่อว่า หญิงที่เข้ามาขายตัวมีทั้งหญิงชาวกัมพูชา และชาวเวียดนาม สำหรับหญิงชาวเวียดนาม จะมีนักท่องเที่ยว ติดต่อผ่านแม่เล้าหรือติดต่อโดยตรงจากฝั่งปอยเปต และพามาเช่าโรงแรมที่ตลาดโรงเกลือ พอตกเย็นก็จะกลับเข้าไปฝั่งกัมพูชา บางคนที่มีบัตรผ่านแดน ก็อยู่ตามโรงแรมในตลาดอรัญประเทศ 7วัน บางคนคนไทยชวนไปทำงานที่กรุงเทพฯ ก็มี

ทำเป็นขบวนการแม่เล้า-หญิงบริการ-คนซื้อ

          นางเนียง สะเร็ย  (นามสมมุติ) อายุ 47 ปี แม่เล้า ชาวกัมพูชา เปิดเผยว่า ลูกค้าที่เป็นชายไทย ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ คุ้นเคยกันดี เมื่อเห็นหน้าเพียงพยักหน้าก็รู้กัน จากนั้น ตนก็จะโทรศัพท์หาหญิงชาวกัมพูชา ให้มาที่จุดนัดพบ 2-3 คน จากนั้นให้ลูกค้าเลือกหรือชี้ตัวหญิงสาว จากนั้น ให้ลูกค้าไปจองห้อง หรือให้หญิงสาวไปจองห้องไว้ก่อน โรงแรมที่นัดพบจะอยู่ในบริเวณตลาดโรงเกลือ มีอยู่หลายแห่ง จะไม่ออกไปไกล เพราะชาวกัมพูชาที่ซื้อใบผ่านแดน ราคา 10 บาท จะอยู่ในบริเวณตลาดโรงเกลือเท่านั้น ถ้าออกไปพ้นเขตตลาดโรงเกลือ จะถูกจับกุม

          ส่วนผู้ที่มีบัตรผ่านแดนจะสามารถเดินทางไปถึงตลาดเทศบาลเมืองอรัญประเทศได้ จากการติดต่อหญิงสาวให้กับชายไทย หรือนักท่องเที่ยว คิดค่าบริการ 500 บาท หัก 200 บาท ถ้าเป็นหญิงหน้าตาสวย ค่าตัวจะอยู่ที่ 1,500 บาท หัก 500 บาท ส่วนค่าห้องลูกค้าออกเอง ห้องพักชั่วคราว ราคา 250 บาท

          “หญิงชาวกัมพูชา ที่เจ้ามาบริการทางเพศ ที่เคยจัดหาให้กับนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่จะมีเฉพาะในตลาดโรงเกลือ ยังไม่พบว่า มีพ่อเล้าหรือนายหน้า พาไปประเทศที่ 3 นอกจากนี้ยังมีชาวต่างชาติ เข้ามาแต่งงานกับหญิงกัมพูชาหรือหญิงไทย จากนั้นก็พาไปอยู่ต่างประเทศ และมีการชักชวนใหญ่ญาติๆ ที่เป็นผู้หญิงในหมู่บ้านเดียวกันไปอยู่ต่างประเทศด้วย หลังจากไปอยู่ต่างประเทศแล้ว จะส่งเงินมาให้พ่อแม่ที่อยู่ในกัมพูชา สร้างบ้าน ซื้อที่ดินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ทราบว่า หญิงเหล่านี้เมื่อไปอยู่ต่างประเทศแล้ว ประกอบอาชีพอะไร และเมื่อหญิงเหล่านี้กลับภูมิลำเนา ก็ไม่เปิดเผยอาชีพที่ทำในต่างประเทศ และส่วนใหญ่บอกว่า ประกอบอาชีพเป็นแม่บ้าน” นางเนียงสะเร็ยกล่าว

แบ่งเกรดปั่นค่าตัวเพิ่ม

          ส่วนเจ้าหน้าที่ไทยที่ดูแลอยู่ในตลาดโรงเกลือนายหนึ่ง เล่าว่า หญิงชาวกัมพูชา ที่เข้ามาค้าบริการทางเพศ ในตลาดโรงเกลือมีหลายระดับ หรือหลายเกรด เกรด A มีราคาค่าบริการ 1,500– 3,000 บาท ส่วนเกรดต่ำลงมา ราคา 500 -1,000 บาท

          “ผู้ค้าบริการทางเพศ ระดับเกรด Aส่วนใหญ่จะเป็นลูกครึ่งญวนหรือสาวญวน เมื่อมีชายไทยขอใช้บริการทางเพศ จะติดต่อผ่านแม่เล้าสั่งจากฝั่งกัมพูชาโดยตรง จากนั้นจะเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยนัดแนะกับลูกค้าตามโรงแรมในตลาดโรงเกลือ และหญิงค้าบริการทางเพศระดับดี ส่วนใหญ่จะไม่เปิดเผยตัว แต่จะรับแขกเฉพาะผู้ชายที่มีฐานะดี”

          ส่วนหญิงชาวกัมพูชาที่มีหน้าตาไม่สวย จะจัดอยู่ในเกรดระดับต่ำกว่า ระยะแรกที่เข้ามาในตลาดโรงเกลือ จะเข้ามาในรูปเป็นกรรมกรรับจ้างทั่วไป ต่อมามีเพื่อนหญิงชักชวน ประกอบกับมีนายหน้าชาวกัมพูชา มาติดต่อและหาแขกให้ และเป็นวิธีหาเงินได้โดยง่าย จึงตัดสินใจค้าบริการ ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลในตลาดโรงเกลือ หากพบหญิงกลุ่มนี้จะจับกุม จับปรับ ทำประวัติ และส่งตัวกลับฝั่งประเทศกัมพูชาผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ต่อมาในวันรุ่งขึ้น หญิงกลุ่มนี้ก็กลับมาในตลาดโรงเกลืออีก เพราะอยู่ในกัมพูชาไม่มีงานทำ จึงต้องกลับมาอยู่และหาลูกค้าในตลาดโรงเกลือ

ภูมิประเทศเอื้อหนีเข้าไทย

          เส้นทางค้าหญิงข้ามชาติ อีกทางหนึ่งมาจาก การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เนื่องจากชายแดนไทย-กัมพูชาด้าน จ.สระแก้ว มีสภาพทางภูมิศาสตร์ เป็นที่ราบ ไม่มีสิ่งกีดขวางตามธรรมชาติ การลักลอบเข้าเมืองทำได้ง่าย ประกอบกับระยะทางติดเขตแดนยาวถึง 165 ก.ม. เจ้าหน้าที่ดูแลได้ไม่ทั่วถึง

          ชาวกัมพูชา ที่เป็นนายหน้า หาคนงาน ค้าเด็กและหญิงข้ามชาติ ส่วนใหญ่เป็นหญิงวัยกลางคน สามารถพูดภาษาไทยได้ชัดเจน มีหนังสือเดินทาง สามารถเข้าเมืองได้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยนายหน้าหญิงหรือแม่เล้าชาวกัมพูชา จะเดินทางจากปอยเปต อ.โอโจรว จ.บันเตียเมียนเจย ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ เข้ามาในตลาดโรงเกลือ จากนั้น จะติดต่อกลุ่มค้าแรงงานเถื่อนคนไทยว่า ต้องการคนงานเป็นชายหญิงกี่คน

          จากนั้นนายหน้าคนกัมพูชา จะเก็บเงินจากนายหน้าล่วงหน้าหัวละ 500 บาท เมื่อได้ครบตามจำนวนแล้ว นายหน้าคนไทยกับกัมพูชาจะนัดแนะจุดรับส่ง อาจเป็นโรงแรม ข้างทางตามป่าละเมาะบ้าง จากนั้นนายหน้าคนไทยจะเก็บเงินจาก แรงงานชาวกัมพูชา รายละ 1,500-3,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทาง ที่นำไปส่ง ถ้าจังหวัดใกล้เคียงคนละ 1,500  บาท ถ้าส่งตามหัวเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองพัทยา หรือโรงงานต่างๆ ในกรุงเทพฯ รายละ 3,000  บาท

จ่ายส่วยรายทาง-หวังมาขุดทอง

          สำหรับพาหนะนำส่ง ส่วนใหญ่จะเป็นรถกระบะบรรทุกได้ 10-20 คน รถเก๋ง 5-8 คน โดยเดินทางระหว่างเวลา 20.00-23.00 น. จะถึงปลายทางก่อนพระอาทิตย์ขึ้น นายหน้าคนไทยจะมีรายได้ เที่ยวละ 10,000-20,000 บาท เดือนละประมาณ 10เที่ยว หากอยู่ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว เช่น สงกรานต์  ตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ จะรับส่งทั้งขึ้นทั้งล่อง เดือนละประมาณ 30เที่ยว รายได้หลักแสนถึงหลักล้านต่อเดือน ดังนั้นการขนแรงงานเถื่อนและค้าหญิงข้ามชาติและใช้ระยะเวลาเพียงสั้น ๆ จึงเป็นแรงดึงดูดให้กลุ่มมิจฉาชีพประเภทนี้ มีมาก ประกอบกับเจ้าหน้าที่บางคน รู้เห็นเป็นใจด้วย กิจการขนแรงงานเถื่อนและค้าหญิงข้ามชาติจึงเฟื่องฟู

          โดยคนทำหน้าที่ส่งจะเสียค่าผ่านทางให้กับเจ้าหน้าที่ตามด่านจุดตรวจที่วิ่งผ่าน มีทั้งจ่ายรายเดือนและเป็นครั้งคราว ถ้าจ่ายเป็นเดือนๆ ละ 30,000 บาท หากจ่ายเป็นครั้ง หรือจ่ายให้เจ้าหน้าที่ขาจรครั้งละ 3,000-5,000 บาท จากขบวนการค้าแรงงานเถื่อน ที่เชื่อมโยงถึงการค้ามนุษย์และค้าหญิงข้ามชาติ ที่ทำได้โดยสะดวก

          จึงไม่แปลกเลยว่าในประเทศไทยมีแรงงานเถื่อน ทั้งชาวกัมพูชา ชาวพม่า และชาวลาว นับล้านคน จากสถิติการจับกุมแรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา และมีการผลักดันนำส่งกลับภูมิลำเนาผ่านด่านคลองลึก อ.อรัญประเทศ วันละ 200-300 คน หรือเดือนละ 6,000-9,000 คน หรือปีละ 72,000 – 108,000 คน และยังมีส่วนที่หลบซ่อนอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงงาน สถานประกอบการ ร้านอาหาร อาบอบนวด ร้านคาราโอเกะ โรงแรม ร้านค้าทั่วไป และกรรมกรขายแรงงาน ที่หลบซ่อนอยู่ตามสวนไร่นาอีกจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมได้

          จากการสอบถามแรงงานเถื่อนชาวกัมพูชาทั้งหญิงและชายที่ถูกจับกุม และถูกผลักดันกลับภูมิลำเนา ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศทราบว่า ชาวกัมพูชา ไม่กลัวการถูกจับกุม โดยให้เหตุผลว่า เมื่อจับแล้วก็นำส่งกลับกัมพูชา หลังจากนั้นไม่กี่วันก็กลับมาใหม่ โดยเสียเงินคนละ 1,500 - 3,000 บาท ก็มีคนนำพาเข้าไปทำงานในประเทศไทยได้

ส่งเงินกลับบ้านเป็นกอบเป็นกำ

          สำหรับการส่งเงินให้กับญาติหรือพ่อแม่ที่อยู่ในกัมพูชา เมื่อได้รับค้าจ้างแล้ว จะนำเงินส่งผ่านนายหน้าคนไทยและกัมพูชา โดยจะเก็บค่าส่งคนละ 500บาท ถ้าส่งจำนวนมา จะหักเพิ่มขึ้นอีก ส่วนใหญ่รายละไม่เกิน 10,000 บาท เพื่อหลบเลี่ยงการนำเงินออกนอกราชอาณาจักร เนื่องจากตามกฎหมายไทย จะพกพาเงินสดเข้า- ออกนอกราชอาณาจักรไทยได้ ครั้งละไม่เกิน  200,000 บาท ประกอบกับจังหวัดตามชายแดนกัมพูชา ชาวบ้านจะใช้เงินตราของไทย จึงไม่จำเป็นต้องแลกเป็นเงินสกุลเรียลของกัมพูชา

          นายหน้าชาวกัมพูชาที่รับเงินจากแรงงานกัมพูชาแล้ว จะพกเงินจากฝั่งประเทศไทยไม่มากนัก และไม่เกินตามที่กฎหมายไทยกำหนด  จากนั้นจะโทรศัพท์แจ้งให้ญาติมารับตามที่นัดหมายไว้ พร้อมหักเงินค่านำส่ง กลุ่มแรงงานเถื่อนเมื่อได้รับค่าจ้างแล้ว จะเก็บเงินไว้กับตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะกลุ่มแรงงาน เถื่อนรู้ดีว่าหากถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่ไทย จะถูกริบเงินทั้งหมด

          เวลาแห่งสงครามผ่านมาแล้วกว่า 20ปี การสู้รบตามแนวชายแดนมีบ้างประปราย การค้าระหว่างไทย-กัมพูชา เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งสินค้าทั่วไป รวมไปถึงการทำธุรกิจขนาดใหญ่ที่สัมพันธ์กัน ประกอบกับความเจริญทางด้านเศรษฐกิจที่สวนทางกับศีลธรรมจริยธรรมที่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง ทำให้การค้าประเวณีถูกมองเป็นเสมือนอาชีพที่ถูกกฎหมายและศีลธรรม โดยลืมถึงผลกระทบที่ตามมามากมาย ทั้งในระดับครอบครัวไปจนถึงระดับโลก อย่างน้อยเป็นจุดเริ่มต้นให้การค้ามนุษย์ได้รับการแก้ไขยากขึ้นไปอีกขั้น

          สถิติชาวกัมพูชาที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ณ บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก ด่านตรวจคนเข้าเมือง อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

          ช่วง มกราคม – กุมภาพันธ์ 2554 = 71,439 คน

          ช่วง มกราคม – กุมภาพันธ์ 2553 = 64,721 คน

          เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.38เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันระหว่างปี พ.ศ. 2553 กับปี พ.ศ.2554

          สถิติคนไทยและต่างชาติเดินทางออกไปกัมพูชา ณ บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว

          ช่วง มกราคม – กุมภาพันธ์ 2554 = 147,098 คน

          ช่วง มกราคม – กุมภาพันธ์ 2553 = 107,323 คน

          เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.06 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันระหว่างปี พ.ศ.2553 กับปี พ.ศ.2554

 

..................

(หมายเหตุ 1. : "เปิดโปงขบวนการค้ากามข้ามแดน ‘ไทย-กัมพูชา’ขยับจากแค่เลี้ยงปากท้อง-ขยายเป็นเครือข่ายค้ามนุษย์โจ๋งครึ่ม ส่งแหล่งท่องเที่ยวในไทย" โดย ผู้สื่อข่าวพิเศษ ศูนย์ข่าว TCIJ http://www.tcijthai.com/

หมายเหตุ 2. ภาพประกอบจากแฟ้มข่าว)

 


เปิดอ่าน