ข่าว

เลขาฯทส.ชงปลุกกระแส "หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก"

เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

เลขานุการ รัฐมนตรี ทส.ชงปลุกกระแส "หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก"

             "ธเนศพล" ชงปลุกกระแส "หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก" ตัวการภัยพิบัติทางธรรมชาติ พร้อมสั่งศึกษาออกกฎหมาย "ลดโลกร้อน" รับมือเป็นการเฉพาะ มอบ อบก. หัวหอกปลุกพลังความร่วมมือ ภาครัฐ-เอกชน- ประชาชนตื่นตัวเหมือน “ขยะพลาสติก”

เลขาฯทส.ชงปลุกกระแส "หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก"

 

 

             นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่าจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ที่เน้นสร้างการมีส่วนร่วม และการบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและนอก  เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและผลกระทบของ "ก๊าซเรือนกระจก" ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้อุณหภูมิโลกเฉลี่ยสูงขึ้น ส่งผลต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติ และเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น พายุ น้ำท่วม และ ภัยแล้งฉับพลันและรุนแรงจะเห็นได้จาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคเหนือ ที่ในช่วง 1-2 เดือนก่อนที่เผชิญปัญหาภัยแล้ง แต่เพียงเดือนเศษกลับประสบปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน

เลขาฯทส.ชงปลุกกระแส "หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก"

              “ดังนั้น เพื่อให้เกิดการแก้ไขและพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนนั้นตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีฯ จึงต้องเร่งสร้างกระแสให้เกิดการตื่นตัวในการร่วมมือกัน “ลดก๊าซเรือนกระจก” ให้เหมือนกับการลดปัญหา "ขยะพลาสติก" ที่ส่งผลร้ายต่อสัตว์ทะเลและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  โดยต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคประชาชน ให้ร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกรูปแบบทั้งในรูปแบบทั้ง "กึ่งบังคับ" และ "สมัครใจ"

              ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการโดยเฉพาะความร่วมมือกับผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมนำนวัตกรรม และ เทคโนโลยีอันทันสมัยมาร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งด้านการใช้วัสดุ หรือ พลังงานสะอาด เพื่อนำไปสู่การเป็น Low Carbon City  ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศไทยต้องดำเนินการ เพราะได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) หรือ อนุสัญญา UNFCCC ปัจจุบันมีประเทศเข้าร่วมกว่า 196 ประเทศทั่วโลก ร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะภาวะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นย่อมเกิดอันตรายต่อระบบนิเวศ และความเป็นอยู่ของประชาชน ตัวอย่างเช่น  ธารน้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น หรือ อุ่นขึ้น ส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเลเปลี่ยนแปลงไปอาจทำให้สัตว์หรือปะการังทะเลได้รับอันตรายและเสียหาย รวมถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังส่งผลร้ายต่อความหลากหลายทางชีวภาพสัตว์ หรือ พืชสายพันธุ์ต่างๆ ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อีกด้วย

              นายธเนศพล กล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานภายใต้กำกับกระทรวงฯ คือ "องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)" หรือ อบก. รับผิดชอบหลักเรื่องการรณรงค์ลดก๊าซเรือนกระจกผ่านการสร้างความร่วมมือต่อภาคเอกชนและสร้างการรับรู้แก่ภาคประชาชน พร้อมกับเร่งผลักดัน "เชิงกฎหมาย" เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เช่น ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด  หรือ การลดผลกระทบฝุ่นผลกระทบขนาดเล็ก หรือ PM2.5 ตัวการสำคัญของปัญหาก๊าซเรือนกระจก แนวทางการรับมือสถานการณ์หมอกควันจากไฟไหม้ป่าบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ที่ปกคลุมในหลายพื้นที่ของภาคใต้ยังคงวิกฤต โดยเฉพาะที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ณ ขณะนี้

     

           “ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเตรียมศึกษาข้อกฎหมายจากประสบการณ์ในต่างประเทศประกอบการพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพประเทศไทย เพราะ "กฎหมายลดก๊าซเรือนกระจก" จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะบังคับใช้เพื่อให้การดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศมีความเข้มข้นมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ การสร้างความตระหนักในสังคม และในระดับนโยบาย ควรมีการทำงานที่เชื่อมโยงกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ต้องดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการลดโลกร้อนอย่างจริงจัง ตลอดจนภาคประชาชนที่ต้องร่วมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมที่พิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเชื่อว่าหากภาคส่วนต่างๆ ร่วมใจกัน ก็จะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจก และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืน”

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่น่าสนใจ