royal coronation
วันที่ 22 สิงหาคม 2562
เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง

"เกษตรวิสัย"เตรียมโครงการ"ข้าวแลกผลไม้"ช่วยสหกรณ์ใต้ 

วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 - 04:05 น.
ข้าวแลกผลไม้
Shares :
เปิดอ่าน 4,346 ครั้ง

 "ไทยนิยมยั่งยืน"เสริมแกร่งสหกรณ์เกษตรวิสัย เตรียมโครงการ"ข้าวแลกผลไม้"ช่วยสหกรณ์ใต้ 

  

            อานิสงค์จากโครงการ“ไทยนิยมยั่งยืน”ตามนโยบายรัฐบาลชุดที่แล้วเริ่มส่งผลความสำเร็จให้เห็นเป็นรูปธรรมในกลุ่มสหกรณ์การเกษตร หลังกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนองนโยบายด้วยการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการผลิตของสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน 2561 ได้ทำให้หลายสหกรณ์สามารถยกระดับการทำธุรกิจสู่ความเข้มแข็ง หนึ่งในนั้นได้แก่สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จในการดำเนินนโยบายดังกล่าวเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกรในการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรสมาชิก

        เชิดชัย พรหมแก้ว  รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

 

            “โครงการพัฒนาศักยภาพให้กับสหกรณ์การเกษตรที่รับซื้อข้าวเปลือกและแปรรูปข้าวนี้เป็นประโยชน์มาก ซึ่งรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อให้สหกรณ์นำไปสร้างโกดังเพื่อเป็นแก้มลิงเก็บชะลอข้าวเปลือกไว้ระยะเวลาหนึ่งก่อนทยอยออกสู่ตลาด ทำให้สามารถรักษาเสถียรภาพราคาข้าวหอมมะลิไม่ให้ตกต่ำ"

              เชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด  ภายใต้การสนับสนุนงบโครงการ ไทยนิยมยั่งยืน ปี 2561 วงเงิน 30 ล้านบาท ซึ่งสหกรณ์แห่งนี้ทำธุรกิจรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิ105 และแปรรูปเป็นข้าวสารคุณภาพดีเพื่อจำหน่ายทั่วประเทศ ปัจจุบันมีเกษตรกรเป็นสมาชิกสหกรณ์ประมาณ 8,900 คน โดยสมาชิก 80% ขายข้าวเปลือกให้กับสหกรณ์ และจากกระบวนการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ทำให้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จากสหกรณ์การเกษตรแห่งนี้ ได้รับการตอบรับทั่วประเทศ และจำเป็นต้องมีการขยายธุรกิจ เพื่อรองรับผลผลิตของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

             โดยสหกรณ์จึงได้เสนอโครงการขอการสนับสนุนงบไทยนิยมยั่งยืนเพื่อปรับปรุงศักยภาพในการแปรรูป ขณะนี้การก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จมีกำลังการผลิต ข้าวสารหอมมะลิจาก 30,000 ตันเพิ่มเป็น 80,000 ตันต่อปี ซึ่งสามารถเริ่มเปิดดำเนินการได้มาตั้งแต่ปลายปี2561 ที่ผ่านมา

              รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เผยต่อว่าในปี 2559-60 ที่ผ่านมา จะเห็นว่าราคาข้าวเปลือกตกต่ำ รัฐบาลได้ขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ประสานกับสหกรณ์การเกษตร หลายพื้นที่ช่วยซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคานำตลาด เพื่อดึงข้าวเปลือกมาเก็บในโครงการชะลอข้าวเปลือกของรัฐบาล ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้ผล ทำให้ราคาข้าวในตลาดขยับสูงขึ้น และเป็นที่มาของโครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่จะสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรทำหน้าที่เป็นแก้มลิงรวบรวมสินค้าการเกษตรหลัก ๆ ของประเทศ 

              บุญเกิด ภานนท์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด กล่าวเสริมว่า สหกรณ์แห่งนี้เป็นสหกรณ์ ที่มีการซื้อขายข้าวเปลือกและแปรรูปข้าวหอมมะลิมากที่สุดของประเทศ เดิมมีกำลังการผลิตเพียง 30,000 ตัน แต่เมื่อได้รับงบไทยนิยมฯ 30 ล้านบาทมาปรับปรุง ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มเป็นสามารถรองรับข้าวหอมมะลิได้ปีละ 80,000 ตัน ซึ่งงบจากโครงการไทยนิยมได้นำมาก่อสร้างโกดังเป่าลมเย็นพื้นที่ 2,500 ตารางเมตร ขนาด 40,000 ตัน เพิ่มจากปัจจุบัน ที่สหกรณ์มีโรงสีสีข้าวได้ 120 ตันต่อวัน มี ไซโลเก็บข้าวสารได้ 200 ตัน โกดังเก็บข้าวสารได้ 5,000 ตัน

              “ขณะนี้สหกรณ์มีทุนหมุนเวียนในการซื้อขายข้าวประมาณ 600 ล้านบาทเป็นเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) และมีกำไรจากการขายข้าวสารประมาณ 400-600 ล้านบาทในแต่ละปี ไม่รวมรายได้จากธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกในฤดูเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะขนข้าวมาขายให้สหกรณ์ประมาณ 1,500 ตันต่อวัน รถติด 3- 5 กม. แต่สหกรณ์จะเปิดรับซื้อทุกวันไม่มีเวลาปิดทำการจนกว่าสมาชิกจะเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกจนหมด เพราะสมาชิกฝากความหวังไว้กับเรา ซึ่งการขยายศักยภาพการผลิตจากงบโครงการไทยนิยมยั่งยืนทำให้สามารถรองรับผลผลิตของสมาชิกได้เพิ่มมากขึ้น”

             บุญเกิดเผยอีกว่าสำหรับการรับซื้อข้าวเปลือก ปี 2560 ได้ประมาณ 60,000 ตัน  ส่วนปี 2561 ตั้งเป้าซื้อไว้ที่ 80,000 ตัน แต่ผลกระทบจาก ภัยแล้ง ทำให้เกษตรกรนำข้าวมาขายได้เพียง 40,000 ตันเท่านั้น และในปี 2562 นี้ ตั้งเป้าจะซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้ประมาณ 90,000 ตัน ซึ่งฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะเริ่มในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ โดยในปีที่ผ่านมาสหกรณ์รับซื้อข้าวเกี่ยวสดความชื้น 30% ราคา 14,000 บาทต่อตัน เป็นราคานำตลาดประมาณ 500 บาทต่อตัน

            “ข้าวเปลือกส่วนหนึ่งแบ่งขายให้กับเอกชน และอีกส่วนหนึ่งสหกรณ์นำมาแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่าย โดยได้ทำตลาดข้าวสารทั้งของสหกรณ์เองและผลิตเพื่อจำหน่ายในยี่ห้อของลูกค้า โดยยี่ห้อของสหกรณ์คือ TK ทุ่งกุลาฟาร์ม ยี่ห้อคนหาบข้าว ยี่ห้อ 101 สีทอง ในขณะเดียวกันก็ได้ผลิตข้าวสารส่งให้ห้างบิ๊กซี โลตัส และสยามพารากอน ไปจำหน่ายภายใต้ยี่ห้อของตนเอง แต่จะระบุว่ามาจากเกษตรกรทุ่งกุลาร้องไห้ สำหรับเป้าหมายจากนี้ไปสหกรณ์พัฒนาธุรกิจไปสู่การขายข้าวสุกที่พร้อมวางขายให้ผู้บริโภคซื้อไปรับประทานได้ทันที”ผู้จัดการสหกรณ์คนเดิมเผย

             เธอย้ำด้วยว่านอกจากสหกรณ์จะรับซื้อข้าวในราคาที่จูงใจแล้ว สิ้นปีจะมีปันผลให้กับสมาชิกอีกประมาณ 6% นอกจากนั้นยังมีระบบสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ เช่น สร้างห้องพักให้กับโรงพยาบาลประจำอำเภอเกษตรวิสัย กรณีสมาชิกเจ็บป่วยไปใช้บริการนอนที่ห้องนี้ โดยไม่ต้องรอเตียงว่างเหมือนคนไข้ทั่วไป นอกจากนั้น ยังมีสวัสดิการในเรื่องทุนการศึกษาของบุตรสมาชิกเบิกได้ 1,500 บาทต่อปี และค่าทำศพ กรณีสมาชิกเสียชีวิต เป็นต้น

              “สิ่งสำคัญคือการสร้างให้สมาชิกรู้ถึงประโยชน์ของการร่วมตัวกันเป็นสหกรณ์ ที่ร่วมกันผลิต ร่วมกันขาย สหกรณ์แห่งนี้จึงเป็นสหกรณ์ที่ใหญ่และสำเร็จจากความร่วมมือของสมาชิก เรามีทุนประมาณ 200 ล้านบาท เงินกู้ 650 ล้านบาท ทุนสำรอง 100 ล้านบาท และไม่มีหนี้เสีย นอกจากธุรกิจของสหกรณ์แล้ว แต่ละปีจะมีโครงการพิเศษ ในช่วงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เช่น เร็วๆนี้จะเตรียมช่วยเหลือเครือข่ายสหกรณ์ภาคใต้ โดยทำโครงการข้าวแลกมังคุดในพื้นที่ พังงา นครศรีธรรมราช ยะลา และเงาะในจังหวัดสุราษฏร์ธานี เป็นต้น เพื่อช่วยกระจายผลไม้ออกสู่ตลาด และเมื่อราคาผลไม้ขยับขึ้นสหกรณ์ก็จะถอยออกมา ซึ่งจะเห็นว่าทึกสหกรณ์เราทำงานแบบเกื้อกูลกัน”ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัยกล่าวย้ำทิ้งท้าย 

                

 

     กว่าจะมาเป็น"ข้าวหอมทุ่งกุลา" 

             ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้เป็นข้าวจีไอ หรือมาตรฐานข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือข้าวจีไอ (Geographical Indication ย่อว่า GI) ถือเป็นมาตรฐานข้าวที่ถูกขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์พ.ศ. 2546  มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว เป็นข้าวเปลือกมีสีฟาง เมล็ดข้าวยาว เรียว และเมล็ดข้าวไม่มีหางข้าว เมล็ดข้าวที่ผ่านการสีแล้ว จะมีความเลื่อมมันจมูกข้าวเล็ก เมื่อหุงจะมีกลิ่นหอมนุ่ม คุณค่าทางโภชนาการ มีอมิโลส ร้อยละ 14 – 16 มีความหอมที่เกิดจากสารระเหย 2 acetyl 1 pyroline (2AP) ทำให้เมื่อรับประทานจะรู้สึกหอมกว่าข้าวสายพันธุ์อื่น

            โดยพื้นที่ปลูกหลักอยู่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ใน 5 จังหวัด ได้แก่ อำเภอเกษตรวิสัย สุวรรณภูมิประทุมรัตต์ โพนทราย และอำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอท่าตูม อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ อำเภอราศีไศล และอำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม และอำเภอมหาชัยชนะ อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร และผลิตข้าวทุ่งกุลาร้องไห้ในระบบ GAP  

              ทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นทุ่งใหญ่ของภาคอีสาน มีพื้นที่อยู่ในเขต 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร ศรีสะเกษ และ จังหวัดสุรินทร์ จำนวนพื้นที่ทั้งสิ้น 2,107,690 ไร่ เดิมมีชื่อว่า ทุ่งหมาหลง หรือ ทุ่งปู่หลาน ที่ได้ชื่อ “ทุ่งกุลาร้องไห้” นั้นมีตำนานกล่าวว่า มีพ่อค้าชาวกุลาเดินเร่ขายสินค้าผ่านเข้ามาในทุ่งกว้างแห่งนี้จนเมื่อยล้ายังไม่พ้นทุ่งกว้างแห่งนี้สักที ทุ่งนี้จึงมีชื่อว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้”

       พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแอ่งขนาดใหญ่ เป็นดินร่วมปนทราย ในดินมีโซเดียมและซิลิก้ามีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ลักษณะสภาพภูมิประเทศมีความเค็มในดิน ความแห้งแล้งของพื้นที่ สภาพอากาศธาตุ อาหารในดิน ส่งผลให้เกิดความเครียดและหลั่งสารหอม

Shares :
เปิดอ่าน 4,346 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended