ภาคเกษตรไทยได้อะไรจากกลุ่ม"ซีแอลเอ็มวี"ตอน 26

คอลัมน์ - ทำกินถิ่นอาเซียน โดย - รศ.ดร.พิชัย ทองดีเลิศ  drpichai@yahoo.com

 

ต่อจากเสาร์ที่แล้ว

        ครั้งที่แล้วเราได้มีโอกาสไปพบปะและพูดคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในกรุงเนปิดอว์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของเมียนมาร์เลยก็ว่าได้ อย่างที่ได้กล่าวในคราวที่แล้วว่าในแง่ความมั่นคงทางอาหารนี่ถือได้ว่าเมียนมาร์สามารถผลิตผลผลิตทางการเกษตรที่ใช้เป็นอาหารเพื่อการบริโภคได้หลายประเภทและเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศได้อย่างสบายๆ

 ภาคเกษตรไทยได้อะไรจากกลุ่ม"ซีแอลเอ็มวี"ตอน 26

      แต่ในแง่ของคุณภาพและความปลอดภัยก็ต้องยอมรับว่ามีมาตรฐานยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ควรจะเป็น ในพื้นที่แถบเนปิดอว์พื้นที่รอบๆ บริเวณนี้ถือเป็นแหล่งผลิตอาหารขนาดใหญ่และมีผลผลิตที่ดีและถูกส่งไปจำหน่ายทั่วทุกภูมิภาคของเมียนมาร์ 

      ดังนั้น เพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงตามคำร่ำลือ ทีมเราจึงขอให้ทางผู้นำทางชาวเมียนมาร์พาเราไปเยี่ยมชมตลาดสินค้าเกษตรที่อยู่ชานเมืองเนปิดอว์เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงกัน ซึ่งก็สมคำร่ำลืออย่างที่เขาว่ากันไว้ ตลาดสินค้าเกษตรที่นี่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ขายผลผลิตทางการเกษตรทั้งสดและแห้ง ทั้งขายปลีกขายส่งและมีผู้คนเข้ามาจับจ่ายกันค่อนข้างหนาตา เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในแถบบริเวณนี้ ผมคาดเดาเอาว่าตลาดแห่งนี่ราคาสินค้าเกษตรน่าจะถูกกว่าตลาดค้าปลีกขนาดเล็กทั่วไป สินค้าที่เห็นมาก ก็จะเป็นพวกหอมกระเทียมทั้งสดและแห้ง มะเขือเทศ ลูกจัน มะเขือ พริก แครอท กะหล่ำปลี ใบพลู หมาก กล้วย แต่ขนาดจะใหญ่กว่าบ้านเราเกือบทุกชนิด 

     แต่ที่สะดุดตาผมก็จะมีกระหล่ำปี ซึ่งมีมากเป็นพิเศษทำให้ผมนึกถึงภูทับเบิกในบ้านเราที่ปลูกกะหล่ำปลีกันเป็นล่ำเป็นสัน ซึ่งกะหล่ำปลีของเมียนมาร์เองก็ปลูกกันบนพื้นที่สูงในบริเวณแถบนี้ดูจากขนาดและน้ำหนักก็ใกล้เคียงกับบ้านเรา ถ้าดูจากสายตาก็จะเห็นมีศัตรูพืชกัดเจาะบริเวณด้านนอกพอควร ทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นเรื่องของการใช้สารเคมี เพราะอย่างที่เราๆ ท่านๆ ทราบกันดีว่ากะหล่ำปลีนี่ถือเป็นพืชที่ใช้สารเคมีป้องกันศัตรูพืชกันค่อนข้างมาก เราก็เลยลองถามพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้น ซึ่งก็ได้ความว่าการใช้สารเคมีถือเป็นเรื่องของการทำการเกษตร มิเช่นนั้นผลผลิตจะเสียหายและเกษตรกรจะไม่มีผลผลิตที่ดีมาส่งที่ตลาด แต่ว่าจะใช้มากหรือใช้น้อยก็ขึ้นอยู่กับเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ 

    ภาคเกษตรไทยได้อะไรจากกลุ่ม"ซีแอลเอ็มวี"ตอน 26

 พืชอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือใบพลู เพราะในตลาดแห่งนี้มีการขายใบพลูที่จัดเรียงอย่างสวยงามในเข่งเล็กๆ กันเป็นจำนวนมากอีกเช่นกัน ถามไปถามมาก็ได้ความว่าคนเมียนมาร์นิยมกินหมากกันทั้งประเทศทุกเพศทุกวัย จึงทำให้ใบพลูและหมากกลายเป็นสินค้าที่ใช้กันในชีวิตประจำวันกันเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นความต้องการของตลาดจึงมีสูง เรียกว่าใครปลูกไว้ก็ขายได้หมด 

 

 ภาคเกษตรไทยได้อะไรจากกลุ่ม"ซีแอลเอ็มวี"ตอน 26

      ลูกจันก็ถือเป็นผลไม้ยอดนิยมของที่นี่ เพราะคนเมียนมาร์ยังกินกันและใช้เป็นสมุนไพรในการทำยา ซึ่งถ้าดูจากจำนวนผลผลิตแล้วก็คงมีคนปลูกกันเยอะพอควร นอกจากนี้ก็จะมีกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ที่มีผลขนาดใหญ่และสีสันแปลกๆ วางขายอยู่ทั่วไป ส่วนผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อสัตว์ก็จะมีแต่ของแห้งเช่นปลาแห้ง กุ้งแห้ง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปพื้นบ้านของคนเมียนมาร์เอง 

      จริงๆ แล้วผมว่าสินค้าเกษตรอีกประเภทหนึ่งที่มีค่อนข้างมากก็คือไม้ดอกไม้ประดับเพื่อความสวยงาม ซึ่งในตลาดแห่งนี้จะมีค่อนข้างมาก เนื่องจากอยู่ในพื้นที่การผลิต ที่เห็นมากก็คือ ดอกกุหลาบทุกสีทุกขนาด ดอกลิลลี่หลายสีหลายขนาด ดอกไม้ตระกูลว่านต่างๆ ดอกกล้วยไม้ และยังมีพวกพันธุ์ไม้ป่าต้นเล็กๆ ซึ่งก็มีการค้าขายคึกคักไม่ต่างไปจากตลาดของกินเลยทีเดียว เนื่องจากในช่วงหลังๆ มีนักท่องเที่ยวและนักลงทุนเข้ามาในแถบนี้มาก จึงทำให้ธุรกิจการบริการเติบโตขึ้น

     ดังนั้นผลผลิตทางการเกษตรและอาหาร จึงมีความต้องการในการใช้เพื่อบริโภคที่มากขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นผลดีต่อเกษตรกรเมียนมาร์ที่มีตลาดรองรับผลผลิต แต่ถ้าพัฒนาไปเป็นการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและยกระดับให้มีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้นก็ยังอยู่บนแนวทางที่เป็นไปได้ด้วยความพร้อมในด้านพื้นที่และสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม ดังนั้นเมียนมาร์เองยังคงเป็นอีกประเทศหนึ่งในกลุ่ม CLMV ที่น่าจับตา

                                                ...........................................................................


เปิดอ่าน