แก้ท่วมเมืองเพชร ต้องขยาย"คลองระบาย"ไม่ใช่สร้างประตูกั้นน้ำ

 ยึดศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองเพชร ต้องขยาย"คลองระบาย"ไม่ใช่สร้างประตูกั้นน้ำ

 

 

          เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2547 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริแก่ นายสามารถ โชคคณาพิทักษ์ อดีตอธิบดีกรมชลประทาน และผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในขณะนั้น ความตอนหนึ่งว่า

          “...เรื่องวิธีปราบน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง...ที่เขื่อนเพชร เขื่อนเพชรนั้นรับน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรี แล้วก็ยกระดับน้ำขึ้น นี้เป็นวิชาการชลประทาน ยกระดับน้ำขึ้นสำหรับดันให้เข้าไปในคลองส่งน้ำ...ในคลองซึ่งส่งไปที่ที่ทำการเพาะปลูก แต่ตอนนี้น้ำมันมาก ไอ้คลองนั้นนะจะต้องเป็นคลองระบายน้ำ...ที่เพชรบุรีไม่มีคลองระบายน้ำและก็ไม่มีประตูควบคุมน้ำ ประตูกั้นน้ำทั้งนั้น ก็เลยทำให้วุ่นวาย...”

แก้ท่วมเมืองเพชร ต้องขยาย"คลองระบาย"ไม่ใช่สร้างประตูกั้นน้ำ

         ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่(ครม.สัญจร)ที่ จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 5-6 มีนาคม ที่ผ่านมา มีการหารือถึงแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัยใน จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ อย่างเป็นระบบ แม้จะไม่อาจแก้ไขปัญหารวดเร็วได้ทันที แต่อย่างน้อยรัฐบาลรับรู้ปัญหาอุทกภัยของเมืองเพชรบุรี และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้น

         แม่น้ำเพชรบุรี ความยาว 400 กิโลเมตร ไหลผ่าน อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง สุดทางลงทะเลที่ อ.บ้านแหลม

          ในอดีตเมื่อถึงเวลาน้ำหลากจะล้นตลิ่งเจิ่งนองอยู่ตามท้องไร่ท้องนา หนักเข้าก็ท่วมชุมชน จนเดือดร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุด อบต. เทศบาล ของชุมชนนั้นๆ จัดสรรงบประมาณก่อสร้างพนังกั้นน้ำเพื่อลดผลกระทบน้ำท่วมเป็นระยะๆ ต่อเนื่องหลายปี พื้นที่ อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด ท้ายเขื่อนเพชรบุรี เครื่องมือจัดจราจรทางน้ำตัวหลักก็เริ่มเบาลง

            น้ำส่วนเกินจะไหลต่อไปยัง อ.เมืองเพชรบุรี ก่อนลงทะเลที่อ.บ้านแหลม เมืองเพชรบุรี จึงเป็นข้อสังเกตว่า น้ำท่วมได้อย่างไรทั้งที่ในอดีตไม่เคยท่วม ที่จริงคำตอบง่ายนิดเดียวคือ อ.เมือง ไม่มีเครื่องมือรองรับน้ำเช่นพนังกั้นน้ำมากเท่าสองอำเภอข้างต้น 

แก้ท่วมเมืองเพชร ต้องขยาย"คลองระบาย"ไม่ใช่สร้างประตูกั้นน้ำ

           ขนาดของแม่น้ำเพชรบุรีในเขต อ.เมืองเพชรบุรี รับน้ำได้ 150 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ในขณะที่น้ำจากเขื่อนทดน้ำเพชรบุรีมารวมกัน 400-500 ลบ.ม./วินาที แล้วจะเหลืออะไร เคยสูงสุดถึง 800 ลบ.ม./วินาที จึงไม่แปลกที่เมืองเพชรจะกลายเป็นเมืองบาดาล

        เขื่อนเพชรบุรี ซึ่งเป็นเขื่อนทดน้ำในลำน้ำเพชรบุรี รับน้ำจากเขื่อนหลัก 3 แห่ง คือ แก่งกระจาน ความจุ 710 ล้าน ลบ.ม. ห้วยผาก ความจุ 27.5 ล้าน ลบ.ม. และแม่ประจันต์ 42 ล้าน ลบ.ม.

             ลำพังแก่งกระจานและห้วยผาก ความจุอ่างเก็บน้ำเพียงพอกับปริมาณน้ำท่า แต่แม่ประจันต์ น้ำท่ามาก ตัวอ่างฯ เก็บน้ำแค่ 42 ล้าน ลบ.ม. จึงทะลักลงมาสมทบแม่น้ำเพชรมากมาย และเป็นส่วนสำคัญทำให้น้ำท่วมเพชรบุรี

แก้ท่วมเมืองเพชร ต้องขยาย"คลองระบาย"ไม่ใช่สร้างประตูกั้นน้ำ

               ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน แจงแนวทางการแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองเพชรบุรีว่า แนวทางที่วางแผน คือก่อสร้างขยายคลองระบายน้ำคือคลอง D1 และคลอง D1 ให้รับน้ำได้ 100 ลบ.ม./วินาที และ 550 ลบ.ม./วินาที เพื่อนำน้ำลงสู่ทะเล เท่ากับช่วยตัดยอดน้ำเข้าเมืองเพชรบุรี

              “เมื่อรวมกับขีดความสามารถของแม่น้ำเพชรบุรีในเขต อ.เมือง รับน้ำผ่านอัตรา 150 ลบ.ม./วินาที ก็จะเท่ากับ 800 ลบ.ม./วินาที เท่ากับสถิติน้ำสูงสุดในรอบ 30 ปี”

             อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ที่กรมชลประทานทำได้คือคลอง D9 พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของกรมชลประทานอยู่แล้ว แม้จะเสร็จสมบูรณ์ได้ในปีสองปีข้างหน้า แต่ตัดยอดน้ำได้เพียง 100 ลบ.ม./วินาทีเท่านั้น รวมกับที่ อ.เมือง 150 ลบ.ม./วินาที ก็ยังไม่อาจรับมือกับอัตราการไหลของน้ำเฉลี่ย 400-500 ลบ.ม./วินาทีได้ คลองระบาย D1 สำคัญมาก เพราะถ้าก่อสร้างขยายได้ อย่างน้อยก็ประกันความมั่นคงให้พื้นที่ อ.เมือง ได้ยาวนาน 

             ดังนั้น กรมชลประทานจึงต้องมีแผนสองรองรับกรณีคลอง D1 ขยายได้เพียง 300 ลบ.ม./วินาที ส่วนเหลือ 250 ลบ.ม./วินาที ต้องหาทางไปใหม่คือขยายคลอง D18 ซึ่งอยู่ท้ายเขื่อนเพชรบุรี และมีขีดความสามารถระบาย 100 ลบ.ม./วินาทีอยู่แล้ว ขยายให้เป็น 250 ลบ.ม./วินาที

          แผนนี้กรมชลประทานไม่พูดถึง แต่แนวทางปฏิบัติอาจหยิบฉวยมาใช้เมื่อยามจำเป็น

             เฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทานเผยว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาระยะสั้นในฤดูน้ำหลากที่จะมาถึง คงต้องบริหารจัดการน้ำบริเวณต้นน้ำ คือ อ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน ห้วยผาก และแม่ประจันต์ อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อลดผลกระทบท้ายน้ำ ขณะเดียวกันก็ต้องเก็บกักน้ำไว้ใช้ฤดูแล้งด้วย

บริเวณกลางน้ำ ต้องอาศัยคลองส่งน้ำ 4 สาย แปรสภาพเป็นคลองระบายน้ำ โดยเพิ่มขีดความสามารถจาก 50 ลบ.ม./วินาที เป็น 100 ลบ.ม./วินาที และดำเนินการขยายคลองระบายน้ำทั้ง คลอง D1 คลอง D9 รวมถึง คลอง D18 อีกแนวทางหนึ่งที่ยังเป็นแค่ความคิด คือแก้มลิง

              “ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ตั้งแต่เขต อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด เดิมทีเป็นพื้นที่รองรับน้ำหลากโดยธรรมชาติอยู่แล้ว อาจจะลองหารือถึงแนวทางการทำแก้มลิง โดยเปิดให้น้ำเข้าไปเก็บไว้ชั่วคราว แล้วเลี้ยงปลาและใช้น้ำทำนาปรังหรือพืชฤดูแล้ง ซึ่งเท่ากับเพิ่มโอกาส เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เหมือนแก้มลิงทุ่งบางระกำและเจ้าพระยาที่นำร่องประสบความสำเร็จมาแล้ว” เฉลิมเกียรติกล่าว

             แต่สิ่งที่กรมชลประทานไม่กล่าวถึงคือการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่บริเวณต้นน้ำ โดยเฉพาะลุ่มน้ำแม่ประจันต์ซึ่งมีเขื่อนแม่ประจันต์ตัวเดียว และมีความจุเพียง 42 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาโครงการ อีกทั้งยังเห็นว่าไม่ง่ายดาย เนื่องจากพื้นที่เหมาะสมก่อสร้างเขื่อน ถ้าไม่มีชุมชนหมู่บ้านอยู่ก็เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งล้วนยุ่งยากและต้องใช้เวลาดำเนินการยาวนาน

           อย่างไรก็ตาม ในวงสนทนาอย่างไม่เป็นทางการ มีการหยิบยกแนวทางอื่นๆ ที่แหวกกรอบไปจากวิถีเดิมๆ ที่กรมชลประทานเคยทำ เช่น การเพิ่มค่าเวนคืนให้เท่ากับราคาที่กรมทางหลวงชนบทชดเชยให้ผู้ที่ถูกเวนคืน ซึ่งมีอัตราสูงกว่าที่กรมชลประทานจ่ายให้ผู้ถูกเวนคืนเพื่อสร้างอาคารชลประทาน

“สภาพัฒน์เป็นคนกำหนดอัตราสูงต่ำ โดยมองว่าเวนคืนถนนทำให้เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงกว่า ซึ่งไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องทุกมิติ ตรงข้าม คนที่ถูกเวนคืนที่ดินก็ไม่อยากร่วมมือด้วย”

             เช่นเดียวกัน ในบางครั้งไม่จำเป็นต้องเวนคืนที่ดินเพื่อเอาราษฎรออกจากพื้นที่ หรือพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่รัฐอาจลงทุนโดยใช้วิธีการดีดบ้านหรือยกบ้านชาวบ้านให้สูงขึ้น แล้วทำสะพานเป็นทางเชื่อมถึงกัน

            ที่หยิบยกขึ้นมาเป็นเพียงไอเดียความคิด ซึ่งเกิดขึ้นในบางประเทศ และเป็นการแหวกกรอบการแก้ไขปัญหาแทนการใช้วิธีการเวนคืนที่ดินเพียงอย่างเดียว

            สำหรับอุทกภัยเพชรบุรี ประเมินขีดความสามารถของเมืองเพชรบุรีเปรียบเทียบกับแผนงานแก้ปัญหาของกรมชลประทาน เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ยังคงมีโอกาสที่น้ำจะท่วมเมืองอีกระยะหนึ่ง จนกว่ามาตรการหรือแนวทางต่างๆ สามารถลงมือเป็นผลสำเร็จ

           “ถึงจะท่วมแต่โอกาสจะท่วมโดยมีน้ำมากถึง 800 ลบ.ม./วินาที ก็คงไม่ขนาดนั้น เพราะเป็นสถิติในรอบ 30 ปี แต่แผนงานหรือโครงการที่กรมชลประทานคิดไว้เผื่อรองรับถึง 800 ลบ.ม./วินาที หรือไม่ก็ต้องหาวิธีการอื่นเสริม เพื่อรักษาเมืองให้ได้ เพราะมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเมืองนั้นสูงมาก ยิ่งช้าก็ยิ่งสูญเสีย” แหล่งข่าวกล่าว

 “พนังกั้นน้ำ”ต้นเหตุน้ำท่วมตัวเมืองเพชร

             คนเพชรบุรีเองยังสงสัยว่า ทำไมน้ำถึงท่วม อ.เมืองเพชรบุรี ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยท่วมหนักขนาดนี้ เขาไม่รู้ว่าการสร้างพนังกั้นน้ำของเทศบาลหรือ อบต. หรือกรมโยธาธิการและผังเมือง ในพื้นที่ อ.ท่ายาง และ อ.บ้านลาด กลายเป็นอาวุธสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อน้ำท่วมตัวเมืองเพชร

             เพราะพนังกั้นน้ำเหล่านั้น ช่วยให้พื้นที่ทั้งสองข้างทางไม่ท่วมหรือลดปริมาณการท่วมในช่วงฤดูน้ำหลาก อย่าลืมว่า ไม่ได้สร้างเพียงเล็กๆ น้อยๆ แต่จุดไหนเสี่ยงก็สร้างตรงจุดนั้น และทยอยสร้างไปเรื่อยๆ เหมือนสองริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ เรื่อยลงมาจนถึงกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ

             “เขาไม่เพียงแต่ป้องกันน้ำท่วมชุมชนที่มีบ้านเรือนชาวบ้านเท่านั้น หากยังป้องกันน้ำท่วมพื้นที่สวน พื้นที่นา ซึ่งเคยเป็นที่รองรับน้ำอีกด้วย” นี่เป็นความไม่ธรรมดาของพื้นที่ตรงนี้

             ปกติพนังกั้นน้ำที่สร้าง นอกจากระดับความสูงจะใกล้เคียงกับระดับน้ำในฤดูน้ำหลากแล้ว ยังแข็งแรง บางแห่งโครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กออกแบบคล้ายอัฒจันทร์ บางแห่งก็เรียงหินแข็งแรงสวยงาม พนังกั้นน้ำเหล่านั้นป้องกันพื้นที่บริเวณนั้นได้และแม้กระแสน้ำจะหักไปทางอื่น บ่าไปท่วมจุดอื่นที่เป็นจุดเสี่ยง แต่เมื่อ อบต. เทศบาล หรือกรมโยธาฯ ตามไปสร้างจุดเสี่ยงเพิ่มเติมเรื่อยๆ สุดท้ายกลายเป็นจุดพลิกผันทำให้น้ำท่วมเมืองเพชรแทน

            “ชาวบ้านงงว่า แต่ก่อนเคยท่วมแต่ อ.ท่ายาง กับ อ.บ้านลาด ตอนนี้ไม่ท่วมหรือท่วมแต่น้อย หลักๆ ไปท่วมเมืองเพชรแทน ซึ่งค่าความเสียหายมากกว่า เพราะเป็นเมือง มีบ้านเรือนหนาแน่นและเป็นเขตการค้าการลงทุน อีกอย่างประมาทว่า น้ำไม่เคยท่วม จึงไม่เตรียมการรับมือแต่อย่างใด น้ำจึงทะลักล้นเมืองเสียหายและมีทีท่าว่าจะยังท่วมอีกระยะหนึ่ง” ชาวบ้านรายหนึ่งให้ความเห็น

 วอนรัฐแก้ปัญหาเส้นทางลัดล่องใต้“บ้านลาด” 

              อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี เดิมทีเป็นอำเภอทางผ่าน รถราทั้งรถยนต์และรถบรรทุกใช้ถนนเพชรเกษมเป็นเส้นทางหลักในการขึ้น-ล่องภาคใต้กับกรุงเทพฯ

             แต่ในช่วงเทศกาลก็ดี ช่วงน้ำท่วมก็ดี มีการโฆษณาให้ใช้เส้นทางผ่าน อ.บ้านลาด เพื่อออกถนนเพชรเกษม แม้จะเป็นทางอ้อม แต่รถไม่ติด เลยกลายเป็นเส้นทางที่คนขับรถก็หันมาให้ความสนใจ

             ลำพังรถยนต์ไม่เป็นไร คนบ้านลาดยินดีต้อนรับ แต่ถ้าเป็นรถสิบล้อ คนบ้านลาดรังเกียจนัก เพราะเป็นตัวการทำให้คอสะพานทรุด เพราะไม่ได้ออกแบบรองรับอัตราการบรรทุก 20 ตันขึ้นไป จนเริ่มร้องเรียนให้หน่วยราชการออกมาตรการห้ามรถบรรทุกเข้าชุมชนบ้านลาด

           “นอกจากก่อปัญหาให้สะพานทรุดแล้ว เขาขับแบบไม่ปรานีปราศรัยว่า นี่เป็นเขตวัด เขตโรงเรียน ต้องลดความเร็วลง แต่ขับตามปกติทำให้เกิดอันตรายแก่เด็กๆ หรือทุกคนได้” ชาวบ้านบ้านลาดเล่าให้ฟังด้วยความทุกข์ใจ

             ถ้าหวนไปดูปัญหาก็พบว่า มีการเชิญชวนให้รถบรรทุกวิ่งเข้าบ้านลาดคือถนนยกระดับเลี้ยวเข้าบ้านลาดของกรมทางหลวง เชิญชวนเข้ามาโดยไม่คำนึงว่า ถนนหรือสะพานในเขตชุมชนบ้านลาดจะรองรับได้ไหม จะกระทบต่อชุมชนไหม โดยคำนึงมิติเดียวคือการอำนวยความสะดวกอย่างเดียวแท้ๆ อย่างอื่นไม่ขอรับรู้

               บูรณาการการทำงานกันมากมาย สุดท้ายก็ต่างคนยังต่างทำ ! 

                                                                 **********************


เปิดอ่าน