“กล้วยไม้”กับความรักไร้พรมแดน ตอน22

โดย - ศ.ระพี สาคริก

 

ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว

ขณะนั้นฉันรู้สึกเสมือนว่า ตัวเองกำลังถูกปล่อยไว้อย่างโดดเดี่ยว แม้กระทั่งจะมีคนพาไปที่งาน

ฉันถือกล้องวิดีโอมาที่หน้าโรงแรม โดยที่คิดว่าจะหารถแท็กซี่ไปเอง แต่ครั้นเดินออกไปไกลเรื่อยๆ จากถนนสายหนึ่งถึงอีกสายหนึ่ง ก็ไม่เห็นมีรถยนต์ผ่านไปมาแม้แต่คันเดียว ในที่สุดก็ต้องเดินย้อนกลับมาเข้าโรงแรมตามเดิม

ฉันได้แต่รำพึงอยู่ในใจว่า เหตุใดบรรยากาศที่นี่มันถึงได้เงียบเหงาเสียนี่กระไร จะหาความพร้อมต่างๆ ก็ยากแสนยาก

ฉันได้พยายามโทรศัพท์ไปหาบริษัทที่จัดงาน จึงทราบว่าวันพรุ่งนี้จะมีการตัดสินดอกไม้ แล้วเขาจะส่งรถมารับที่โรงแรมในเวลาเช้า เพื่อไปบริเวณงาน เป็นอันว่าในวันนี้ เวลาหมดไปเปล่าๆ หนึ่งวันอย่างปราศจากความหมาย

ช่วงนั้นฉันมีข้อมูลเพิ่มเติมขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งว่า มีนิสิตเกษตรหญิงคนหนึ่ง ซึ่งกำลังเรียนอยู่ปริญญาโทจะเดินทางมากับบริษัททัวร์ แล้วมาพักอยู่ที่โรงแรมเดียวกัน เธอชื่อ ชลทิชา ทิชาชาติ (เอ) ซึ่งฉันได้พิจารณาเห็นว่า ผู้หญิงคนนี้มีลักษณะแปลกมาก เธอเป็นคนที่มีความคิดอิสระพอสมควร แม้แต่การไปร่วมทัศนาจรเธอก็ยังไปคนเดียว รวมทั้งสนใจไปศึกษาหาความรู้ ในสถานที่ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่ใคร่จะสนใจไปกัน เพราะเหตุว่าในสภาพเช่นนั้นแทบไม่มีคนไทยคนไหนเดินทางไปท่องเที่ยวไกลถึงที่นั่น

ทว่าการไปที่นั่นของเธอไม่ได้ช่วยผ่อนคลายความรู้สึกโดดเดี่ยวของฉันมากนัก นอกจากมาแล้วก็ผ่านพ้นไป

เย็นวันนั้นฉันถือโอกาสเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่เธอ เรานั่งคุยกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดเรื่องคุย แล้วในที่สุดก็จากกันไป

คืนวันนั้นมันช่างเงียบเหงาเหมือนกับคืนก่อนๆ หรืออาจเป็นเพราะฉันกำลังคิดถึงคนที่เมืองไทยมากเกินไปก็ได้ บรรยากาศที่นั่นมันทำให้ฉันคิดมาก และคิดต่อไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็นั่งเขียนจดหมาย เพื่อจะส่งโทรสารกลับไปยังกรุงเทพฯ เพราะไม่รู้จะระบายกับใคร ก็คงต้องระบายกับคนที่เข้าใจกันได้เป็นอย่างดี

เช้าวันรุ่งขึ้นประมาณ 7 โมงครึ่งก็มีรถมารับ ถ้าฉันจะพูดว่านานๆ จะได้เห็นรถยนต์สักคันหนึ่งก็คงไม่ผิด หลังจากไปถึงบริเวณงานแล้ว ก็มีการประชุมกรรมการตัดสินอยู่ระยะหนึ่ง ฉันได้พบเห็นการจัดแสดงพรรณไม้บนเวทีต่างๆ ซึ่งก็ไม่มีความหลากหลายอะไรมากนัก แต่ที่เห็นได้อย่างเด่นชัดก็คือ แต่ละเวทีเป็นการจัดแสดงวัฒนธรรมและชีวิตที่เกี่ยวกับชุมชนคนผิวดำซึ่งมีรกรากอยู่ที่นั่น อย่างสอดคล้องกันกับพรรณไม้ซึ่งมีแหล่งกำเนิดอยู่ที่นั่นด้วย

ฉันได้พบกับพรรณไม้เมืองร้อนอย่างหลากหลาย ที่กระจัดกระจายกว้างขวางมากที่สุด เห็นจะได้แก่พรรณไม้จำพวก “เฮลีโคเนีย” (Heliconia) กล้วยพันธุ์ต่างๆ และพรรณไม้อื่นๆ ที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งก็ไม่แตกต่างไปจากพรรณไม้ที่พบเห็นอยู่ในประเทศไทย แสดงว่าพรรณไม้เมืองร้อนเหล่านี้ มนุษย์ได้นำไปปลูกในที่ต่างๆ ภายในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งไม่ทราบว่าเป็นพรรณไม้ท้องถิ่นของที่ไหนกันแน่ ดังตัวอย่างเช่นต้นจามจุรี หรือที่เราเรียกกันว่าต้นก้ามปู บางคนก็เรียกกันว่าต้นฉำฉา ซึ่งพบขึ้นอยู่ในเมืองไทยอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งทำให้หลายคนคิดว่าเป็นพรรณไม้ท้องถิ่นของไทย แต่แท้จริงแล้วมีผู้นำมาจากทวีปอเมริกาใต้   


เปิดอ่าน