สรุปผลเสวนาสารเคมี การใช้ไม่ถูกวิธีทำร้ายเกษตรกร

 สรุปผลเสวนาสารเคมีไม่ใช่ผู้ร้าย แต่การใช้ไม่ถูกวิธีทำร้ายเกษตรกร

           สรุปผลสัมมนาสารกำจัดศัตรูพืช  ตัวช่วยหรืออุปสรรคไทยแลนด์ 4.0 จัดโดยสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ระบุสารเคมีไม่ใช่ผู้ร้าย แต่การใช้ไม่ถูกวิธีต่างหากที่ทำร้ายเกษตรกร พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมมือแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป

           เปรม ณ สงขลา เจ้าของสวนคหเกษตร อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ในฐานะตัวแทนเกษตรกรกล่าวตอนหนึ่งในการเสวนา โดยระบุว่าสารกำจัดศัตรูพืชยังมีความจำเป็นต่อการเพาะปลูก และเป็นวิวัฒนาการของสังคมตั้งแต่ยุคเกษตร 1.0 จนถึง 3.0 และด้วยความมุ่งหวังให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางเป็นรายได้สูง การเกษตรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาคการผลิตจึงต้องมีการพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่การเกษตร 4.0 อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต  

      ซึ่งที่ผ่านมาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมักถูกมองในแง่ลบมาโดยตลอดและถูกองค์กรเอกชนหรือเอ็นจีโอนำข้อมูลไปขยายผลอย่างไม่เป็นธรรมต่อภาคเกษตรที่มีประชากรร่วม 20 ล้านคน กลายเป็นการขัดแข้งขัดขาต่อสู้กันเอง โดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ขณะเดียวกัน เกษตรกรไทยเองก็มีปัญหา ไม่เป็นสังคมวิทยาศาสตร์ที่มุ่งแสวงหาความรู้และคำตอบใหม่ๆ ในการผลิตเพื่อคุณภาพและการแข่งขัน เทียบกับไต้หวันที่เคยมีประชากรเกษตร 23 ล้านคน ขณะนี้เหลือประมาณ 8 แสนคน กลายเป็นสังคมเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการผลิต มีรายได้สูงและมีฐานะดี

      “สารเคมีกำจัดศัตรูพืชยังไงก็จำเป็นต้องใช้ ถ้าเลิกใช้คนก็ไม่พอกิน ยิ่งอีก 3-4 ปี คนงานเขมรกลับประเทศ เราจะเป็นง่อยเลย เราก้าวพ้นการปฏิวัติเขียวด้วยการปรับปรุงพันธุ์ การชลประทาน และการเขตกรรม วันนี้จะหวนกลับไปเป็นแบบดั้งเดิมเก่าๆ ไม่ได้อีกแล้ว ยังจะต้องพัฒนาไปสู่การใช้ระบบดิจิทัลแทนระบบอนาล็อก สามารถตรวจสอบย้อนกลับกระบวนการผลิตได้ทั้งหมด”

      เขากล่าวอีกว่า ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันแทนการขัดขาต่อสู้กันเอง และเสนอให้สำนักงานกองทุนเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) ซึ่งรับจัดสรรเงินทุนจากภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ เข้ามีบทบาทในการให้ความรู้เรื่องสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้เกษตรกร เพื่อผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น

       ดร.วีระวุฒิ กตัญญูกุล อดีตนายกสมาคมคนไทยธุรกิจการเกษตรหลายสมัย มองว่า สารกำจัดศัตรูพืชเป็นเครื่องมือสำคัญของเกษตรกร ถ้าปลูกในพื้นที่เล็ก ๆ เป็นสวนครัวหลังบ้านสามารถจัดการกับแมลงศัตรูพืชได้ แต่เมื่อผลิตในเชิงพาณิชย์ สารเคมีกำจัดศัตรูพืชกลายเป็นสิ่งจำเป็นทันที แต่ก็ต้องใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งประเทศไทยสามารถลดการใช้ได้ทันทีไม่น้อยกว่า 30% ของปริมาณที่ใช้อยู่ปีละ 90,000 ตัน มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท หากถ่ายทอดข้อมูลให้เกษตรกรมีความรู้เพียงพอ 

      ดร.วีระวุฒิกล่าวเปรียบเทียบว่า ถ้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชไม่ดีคงไม่ขายดีกันทั่วโลก การห้ามใช้ (Ban)ก็พูดไม่ครบ พูดแต่มีจำนวนกี่ประเทศที่ห้าม แต่ไม่พูดถึงจำนวนประเทศที่ใช้กัน ซึ่งก็มีทั้งประเทศพัฒนาแล้วรวมอยู่ด้วย และละเลยความจริงว่า ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี โรคและแมลงรวมทั้งวัชพืชก็เกิดได้ทั้งปีเช่นกัน ดังนั้นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจึงเป็นเครื่องมือของเกษตรกรในการดูแลผลผลิตไม่ให้เสียหาย

“เรื่องยกเลิกหรือห้ามใช้ ผู้ประกอบการค้าสารเคมีไม่เดือดร้อนหรอก แต่คนที่เดือดร้อนมากที่สุดคือเกษตรกรต่างหากที่ไม่มีอะไรมาใช้ทดแทนในการกำจัดศัตรูพืช”

      ขณะที่ ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทยมองว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ยังใช้สารกำจัดศัตรูพืชไม่ถูกต้อง สิ้นเปลือง ทำให้เกิดปัญหาการใช้สารเกินความจำเป็น การควบคุมร้านขายสารเคมีกำจัดศัตรูพืชก็ยังมีความหละหลวม เพราะคนที่มาอบรมกับคนขายประจำร้านเป็นคนละคนกัน

  “สารเคมีกำจัดศัตรูพืชก็เหมือนยารักษาโรค ถ้าใช้ไม่ถูกต้องก็เป็นอันตราย เช่นเดียวกับมีด ถ้ารู้จักใช้ก็เกิดประโยชน์ ถ้าใช้ไม่เป็นก็เกิดโทษ ถูกคมมีดบาดมือได้ เหมือนความกังวลว่าเด็กเล็กจะได้รับอันตรายจากมีดบาด เลยไม่ให้ใช้มีด แต่หากเราสอนให้ใช้มีดด้วยความระมัดระวัง มีดอาจบาดมือบ้างในตอนแรก แต่ในที่สุดจะใช้มีดได้อย่างปลอดภัย เช่นเดียวกับความห่วงใยของคนบางกลุ่มที่ไม่ทำการเกษตร กลัวว่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นอันตรายต่อเกษตรกร เลยหาทางยกเลิกการใช้” 

     ส่วนการเข้าถึงข้อมูลความรู้เรื่องการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชนั้น หน่วยงานเกี่ยวข้องมีหลักสูตรอบรมเกษตรกร แต่เกษตรกรที่มาอบรมก็เป็นคนกลุ่มหน้าเดิมๆ พืชที่ปลูกก็ไม่ตรงกับหัวข้ออบรม จึงไม่แปลกว่าเกษตรกรตัวจริงเข้าไม่ถึงความรู้เหล่านี้ การใช้สารเคมีจึงไม่ถูกต้องเหมาะสมและไม่ปลอดภัย

    นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทยกล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกภาคส่วนมีความหวังดีทั้งสิ้น เอ็นจีโอก็หวังดีอยากให้สังคมตื่นตัว แต่อาจจะเกินเลยจนเป็นตื่นตระหนก ผู้ประกอบการก็ต้องการให้เกษตรกรมีเครื่องมือกำจัดศัตรูพืช ผู้ส่งออกหวังดีว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจการส่งออกดีขึ้น เช่นเดียวกับภาครัฐที่ออกกฎระเบียบต่างๆ เพื่อความปลอดภัย แต่ความหวังดีนี้จำเป็นต้องร่วมมือกัน และต้องร่วมกันผลักดันให้ภาคเกษตรก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งของไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป

                                                        ****************************


เปิดอ่าน