"กล้วยไม้"กับความรักไร้พรมแดน ตอน 20

โดย -ศ.ระพี สาคริก

 

ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว

              แต่ก็ยังเหลืออีกเปลาะหนึ่งว่ากระเป๋าส่วนตัวที่ฉันเช็กขึ้นเครื่องตั้งแต่กรุงเทพฯ นั้น มันจะไปโผล่ขึ้นที่ไหน เพราะถามเจ้าหน้าที่สายการบินครั้งใด ก็ได้รับคำตอบอย่างเดียวว่า “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ พอถึงสิงคโปร์เจ้าหน้าที่เขาจะจัดการถ่ายไปขึ้นเครื่องมาดากัสการ์เอง”

           จนในที่สุดเวลาตีสามก็มาถึง เจ้าหน้าที่สายการบินได้เรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง ฉันเดินไปด้วยความรู้สึกไม่ค่อยจะมั่นใจอะไรนัก หลังจากขึ้นเครื่องไปแล้วฉันก็เดินไปนั่งลงตรงที่นั่ง ซึ่งอยู่ริมหน้าต่างค่อนไปทางข้างท้ายของตัวเครื่อง

         หลังจากนั้นก็เปิดกระเป๋าถือนำเอากระดาษฟุลสแก๊ปที่พกติดตัวไปหลายโหล ออกมานั่งเขียนหนังสือตามแบบฉบับที่เคยทำมาในอดีต แม้จะครึ่งหลับครึ่งตื่นแต่มันก็นอนไม่หลับ เช่นที่เคยปฏิบัติมาในระหว่างการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศที่อยู่แดนไกล

        ขณะนั้น ถ้าฉันเหลียวมองไปรอบด้านก็จะพบคนผิวดำนั่งกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วไป และบรรยากาศที่พบเห็นอยู่ในขณะนั้นมันก็แทบไม่มีอะไรให้มั่นใจได้สักอย่าง คงได้แต่รู้สึกถึงเงาของลูกศิษย์ที่คอยเป็นกำลังใจให้ฉันอยู่ข้างหลัง

            คืนวันนั้นถ้าจะถามว่านอนหลับหรือเปล่า ความกังวลใจย่อมทำให้นอนไม่หลับแน่นอน แต่ฉันก็นั่งขดตัวไปในเครื่องบิน ส่วนสายตาก็มองผ่านหน้าต่างออกไปสู่ความมืด และสภาพทางจิตใจในขณะนั้นดูเหมือนจะกำลังรอคอยดวงอาทิตย์ที่โผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า โดยที่รู้สึกว่าเครื่องบินมันบินออกจากสิงคโปร์ตอนตีสาม

          ซึ่งแท้จริงแล้วฉันคงไม่ได้คิดว่าเที่ยวบินเที่ยวนั้นมันกำลังบินตามตะวัน เพราะฉะนั้นจะนับจำนวนชั่วโมงก่อนสว่างเหมือนกับอยู่ที่พื้นดินคงไม่ได้ อย่างน้อยก็คงต้องใช้เวลาในการบินไปสู่แสงสว่างในยามรุ่งอรุณไม่ต่ำไปกว่า 6-8 ชั่วโมง ถ้าจะฆ่าเวลาของการรอคอย คงไม่มีอะไรดีไปกว่าหันมานั่งเขียนหนังสือเช่นที่เคยทำมาแล้วในอดีต แต่แม้ว่านั่งเขียนหนังสือก็คงอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งขณะนั้นบริเวณภายนอกก็ยังคงมืดสนิท

          ลองคิดดูก็แล้วกันว่าความกังวลใจของคนมันทำให้เกิดความยากลำบากแค่ไหน !

          ในที่สุดแสงทองก็เริ่มสาดขึ้นมาจากขอบฟ้า ทำให้จิตใจฉันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาอีกหน่อย โดยที่คิดว่าเครื่องบินกำลังจะถึงเป้าหมายอยู่แล้ว

            ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากสว่างแล้วยังจะต้องนั่งนับชั่วโมงบินทบเข้าไปอีก คอยแล้วคอยเล่ากว่าเครื่องบินจะลดระดับลงถึงสนามบินของเกาะรียูเนียน มันก็เกือบบ่ายโมงพอดี

            อย่างว่าแหละ ขณะนั้นใจฉันก็อดที่จะหวนกลับไปนึกถึงนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เกิดในชนบทคนหนึ่ง ซึ่งคอยเป็นกำลังใจให้ฉันเดินทางไปในครั้งนั้น

นิสิตคนนี้มีพฤติกรรมพิเศษที่ไม่เหมือนใคร และการปฏิบัติของเขาครั้งนั้นมันก็ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจมากที่สุด แม้เขาจะเข้ามาเรียนเกษตรในช่วงที่ฉันพ้นหน้าที่ผู้บริหารมาแล้ว

           ระหว่างที่เขาเข้ามาเรียนชั้นปีที่ 1 ในพิธีไหว้ครู เขาเตรียมพวงมาลัยดอกมะลิที่จะมามอบให้กับมือฉันด้วยตัวเอง แต่ก็ยังไม่มีโอกาส

             ครั้นเขาขึ้นชั้นปีที่ 2 ในขณะที่มีการประกอบพิธีไหว้ครู ซึ่งได้กำหนดไว้ให้นิสิตปีที่ 1 เท่านั้นที่เข้าร่วมพิธีได้ แต่เขาก็ถือพวงมาลัยดอกมะลิมายืนรออยู่ข้างนอก และพยายามขออนุญาตรุ่นพี่ที่ควบคุมพิธี ให้เขาได้มีโอกาสเดินเข้ามามอบพวงมาลัยใส่มือฉันด้วยตัวเอง ในขณะที่ฉันเดินลงจากเวที ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ!

                                                   ................................................................................


เปิดอ่าน