ท่องโลก‘เกษตร’ประเทศตุรกี ตะลุยสวนเชอร์รี่-ชิมน้ำทับทิมสด 

ท่องโลก‘เกษตร’ประเทศตุรกี ตะลุยสวนเชอร์รี่-ชิมน้ำทับทิมสด 

            มีเมืองและประเทศไม่กี่แห่งในโลกนี้ที่ผู้ไปเยือนรู้สึกว่า ไปมาแล้วอยากจะไปอีก หนึ่งในนั้นคือตุรกี ดินแดนแห่งสองทวีปที่เต็มไปด้วยสีสันความศิวิไลซ์ของอารยธรรมโบราณนับพันปี นอกจากมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวที่ดึงดูดคนทั่วโลกให้มาเยือนแล้ว ยังเป็นประเทศเกษตรกรรมที่สำคัญที่ทำรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับสองรองจากการท่องเที่ยว โดยมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ มะกอก ทับทิม เชอร์รี่ ลูกพีชและลูกแพร์   

           “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์จะพาไปตะลุยเกษตรต่างแดน ไปยลดินแดนอารยธรรมแห่งสองทวีปที่เชื่อมระหว่างยุโรปกับเอเชีย สาธารณรัฐตุรกี หลังจากลงเครื่องที่สนามบินอตาเติร์ก เมืองอิสตันบูล ซึ่งตั้งชื่อเป็นอนุสรณ์แก่ประธานาธิบดีมุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก ผู้ก่อตั้งและประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐตุรกี  โดยมีไกด์หนุ่ม “ออสก้า” มาถ่ายทอดความรู้ระหว่างเดินทาง เช้าตรู่ในฤดูใบไม้ร่วงลมหนาวพัดมากระทบผิวกายรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บในอุณหภูมิที่ 7 องศา

            ก่อนที่คณะผู้ร่วมทางกว่า 30 ชีวิตรีบขึ้นรถโค้ชเพื่อออกเดินทางไปชมแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญตามเมืองต่างๆ ของตุรกี ตามโปรแกรมที่กำหนด ซึ่งการเดินทางผ่านแต่ละเมืองต้องใช้เวลานั่งรถค่อนข้างนานเฉลี่ย 3-4 ชั่วโมง แต่ก็ไม่รู้สึกเบื่อเมื่อมองลอดหน้าต่างรถที่เต็มไปด้วยสีสันจากสองข้างทาง ที่เต็มไปด้วยพืชพันธุ์ทางการเกษตรที่ปลูกสลับกันไปตลอดทาง

          พร้อมกับรับฟังข้อมูลดีๆ จาก "ออสก้า" ไกด์ท้องถิ่นระหว่างการเดินทาง ออสก้าบอกว่าผลผลิตทางการเกษตรของตุรกีนั้นสามารถทำรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับสอง รองจากการท่องเที่ยว ประชากรของประเทศกว่า 80% ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยพืชเศรษฐกิจที่ปลูกได้แก่ ข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เลย์ มันฝรั่ง มะกอก ส่วนผลไม้ได้แก่ทับทิม เชอร์รี่ ลูกพีช ลูกแพร์และแอปเปิ้ล  แต่มีปัญหาในช่วงฤดูหนาว ตุรกีไม่สามารถผลิตผลไม้ได้เป็นเวลาถึง 2 เดือนเต็ม

            เขาเผยต่อว่าเกษตรกรในตุรกีส่วนใหญ่เป็นรายย่อยและถือครองที่ดินไม่มาก แต่มีการรวมกลุ่มในรูปของสหกรณ์ที่เข้มแข็งมากสำหรับการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกส่งจำหน่ายให้แก่พ่อค้า ขณะเดียวกันยังมีนักลงทุนต่างชาติก็มาเช่าที่ดินเพื่อผลิตสินค้าเกษตรส่งไปจำหน่ายยังยุโรป เนื่องจากตุรกีสภาพพื้นที่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม เพราะมีสภาพภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนเหมาะแก่การเพาะปลูก ที่สำคัญค่าจ้างแรงงานถูก ทำให้นักลงทุนต่างชาติจากฝั่งยุโรปมักนิยมเข้ามาเช่าที่ดินเพื่อลงทุนด้านเกษตรกรรมที่นี่

           โดยจะมี 3 ทางเลือกได้แก่ การเช่าที่ดินของรัฐซึ่งกำหนดระยะเวลาเช่าสูงสุด 49 ปี การเช่าที่ดินจากเกษตรกรหรือสหกรณ์การเกษตร และซื้อที่ดินจากเกษตรกร ในกรณีการลงทุนดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ที่ดินผืนใหญ่จำนวนมากก็จะเช่าที่ดินจากรัฐบาลมากกว่า  แต่หากจำเป็นต้องติดต่อเกษตรกรจำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินผืนใหญ่ก็จะเสียเวลาและอาจไม่คุ้มค่า 

          ขณะเดียวกันเกษตรกรตุรกีบางส่วนก็คงไม่ยินดีขายที่ดิน แต่ต้องการให้เช่าและอาจรับจ้างทำงานในไร่และรับจ้างผลิตมากกว่า ซึ่งจะได้ผลประโยชน์ 2 ต่อกล่าวคือ มีรายได้จากค่าเช่าที่ดิน และรายได้จากการรับจ้างหรือขายผลผลิตให้แก่บริษัทต่างชาติ 

            สำหรับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของตุรกีในปัจจุบันตุรกีได้แก่ มะกอกที่นิยมปลูกกันมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและน้ำมันมะกอกเป็นสินค้าออกที่สำคัญของตุรกี และเป็นที่กล่าวขานถึงสรรพคุณว่าน้ำมันมะกอกจากตุรกีมีคุณภาพดีที่สุดในโลก จึงไม่แปลกที่สองข้างทางระหว่างทางจะเต็มไปด้วยสวนมะกอกผืนใหญ่มองเห็นไกลสุดลูกหูลูกตา นอกจากนี้ ตุรกียังเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงมากในการปลูกและส่งออกผลทับทิมที่มีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกหรือที่รู้จัก “ราชอาณาจักรแห่งทับทิม” 

           ด้วยสรรพคุณที่โดดเด่นของทับทิมทั้งเปลือก เมล็ด และน้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดภาวะของการสะสมไขมัน ช่วยย่อยอาหารขจัดไขมันส่วนเกิน ช่วยฟอกโลหิตให้ระบบไหลเวียนของเลือดให้ผิวพรรณแลดูเปล่งปลั่งสดใส ชะลอภาวการณ์เสื่อมของเซลล์ ช่วยยืดอายุของเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินที่มีผลต่อความยืดหยุ่นของผิวหนัง ช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ จนได้ชื่อว่า “Queen of beauty fruit”  

           ดังนั้น อย่าได้แปลกใจ ถ้าจะเห็นผลไม้อันทรงคุณค่าอย่างทับทิมวางจำหน่ายตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในรูปของผลรับประทานสด น้ำทับทิม แยมทับทิม ชาทับทิม รวมถึงผลิตภัณฑ์ของขบเคี้ยวต่างๆ ล้วนมีทับทิมเป็นส่วนผสมเกือบทุกอย่าง

          ศักดิ์ชัย ผินนารี  กรรมการผู้จัดการบริษัท ดีไซน์ ทริป จำกัด กล่าวถึงไฮไลท์สำคัญของการท่องเที่ยวประเทศตุรกี โดยระบุว่านอกจากได้มาเยี่ยมชมสิ่งมหัศจรรย์อารยธรรมโบราณนับพันปีของโลกแล้ว การได้มาสัมผัสสวนเกษตรของประเทศนี้ นับว่าเป็นอีกเป้าหมายที่สำคัญของการเดินทางและทุกครั้งที่บริษัทจัดทริปมาตุรกีก็จะต้องมีโปรแกรมเสริมการเดินชมแปลงเกษตร สวนไม้ผลอย่างน้อย 1 แห่งให้แก่ลูกทัวร์ด้วย เพื่อจะได้เปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างสวนเกษตรบ้านเรากับตุรกี

          “ตุรกีก็เป็นประเทศเกษตรกรรมเหมือนบ้านเรา ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจ ทุกครั้งที่จัดทริปมาตุรกี เราก็จะเสริมแหล่งท่องเที่ยวในเชิงเกษตรเข้าไปในโปรแกรมหลัก อย่างการชมไร่มะกอก สวนเชอร์รี่ ถ้าไปตรงฤดูให้ผลผลิต เราก็จะได้ชิมผลไม้สดๆ จากสวนนั้นด้วย หากกลุ่มหรือคณะใดสนใจท่องสวนเกษตรในตุรกี โทร.0-2108-7851, 0-81622-5039 ทางเรายินดีให้บริการครับ” บอสใหญ่ดีไซน์ ทริปย้ำทิ้งท้าย

                                                         .....................................................................


เปิดอ่าน