"กล้วยไม้"กับความรักไร้พรมแดน ตอน17

โดย- ศ.ระพี สาคริก

 

ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว

หวนกลับไปนึกถึงงานแสดงดอกไม้ ซึ่งคุณมาร์ค กอนเญ่ เป็นผู้อำนวยการจัดขึ้นที่เมืองดิจอง ประเทศฝรั่งเศส อยู่ห่างจากกรุงปารีสออกไปประมาณ 300 กิโลเมตร ส่วนการเดินทางไปนั้นสามารถไปได้ทั้งทางรถไฟและทางรถยนต์โดยผ่านหุบเขาที่สวยงาม ช่วงนั้นมีร้านคนผิวดำที่นำมาจากแอฟริกาใต้อยู่ร้านหนึ่ง คนกลุ่มนั้นเขาถูกอัธยาศัยกับฉันมาก ไม่เพียงเท่านั้นในบรรดาลูกศิษย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในห้าคนเขาเป็นคนรู้ใจฉันดี และรู้ด้วยว่าฉันเป็นคนสนใจให้ความสำคัญแก่กลุ่มคนที่ด้อยโอกาสเป็นพิเศษ ดังนั้นเมื่อฉันไปอยู่ที่ร้านคนผิวดำ เขาจึงใช้กล้องถ่ายรูป Nikon AF ของฉันถ่ายภาพเก็บเอาไว้ให้

เราทั้งสองคนเดินชมงานกันต่อไปด้วยการรู้ใจซึ่งกันและกัน

อนึ่ง เรารู้นโยบายของรัฐบาลฝรั่งเศสดีว่า การจัดแสดงดอกไม้ก็ดี การจัดแสดงเรื่องอาหารการกินก็ดีที่ศูนย์การแสดงนานาชาติแห่งนี้ของเขานั้น ก็เพื่อให้คนของเขามีรายได้และอยู่ดีกินดี

ดังนั้นเมื่อฉันกลับมากรุงเทพฯ แล้ว ก็พอดีมีจดหมายเชิญให้ไปเป็นกรรมการตัดสินในงานพืชสวนโลกที่จัดขึ้นที่เกาะรียูเนียนไอส์แลนด์ (Reunion Island) ขณะนั้นเรายังไม่รู้ว่าเกาะนี้มันอยู่ที่ไหน รู้ได้แต่เพียงว่าอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย นอกจากนั้นลูกศิษย์ฉันคนนี้เขายังมีความเห็นที่จะสนับสนุนให้ฉันไป โดยที่คิดว่ามันคงจะมีที่มาที่ไปเป็นแห่งเดียวกัน

มันประจวบเหมาะพอดีที่กรมประชาสัมพันธ์ทำเหมือนกับตบหน้าตัวเอง เนื่องจากการออกโทรทัศน์ช่องสิบเอ็ดของฉันนั้น เริ่มแรกอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เป็นคนมาเชิญให้ฉันไปออกรายการเอง แต่ครั้นบอกเลิกกลับกลายเป็นกรรมการกบว. ซึ่งแต่ก่อนก็ยังไม่ได้มีการจัดตั้ง แสดงให้เห็นว่ากรรมการกบว.ชุดนั้นไม่ได้สนใจที่จะดูที่มาที่ไปมากไปกว่าการใช้อารมณ์มองที่ภาพเฉพาะหน้า

แต่ฉันเป็นคนไม่สนใจต่อความยาวสาวความยืดกับใครทั้งนั้น อย่างไรก็ตามการกระทำของกรมประชาสัมพันธ์ครั้งนั้นฉันถึงกับน้ำตาร่วง เพราะทำงานโครงการนี้ให้กับแผ่นดินมาตลอด ไม่ใช่ให้กับกรมหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ฉันจึงตัดสินใจทำจดหมายถึงอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ รวมสามหน้ากระดาษพิมพ์ เพื่อขอลาออกจากการจัดรายการดังกล่าว

ในใจก็นึกอยู่ว่า นี่หรือที่แผ่นดินไทยทำกับฉัน

คนกลุ่มนี้เพียงแต่ทราบว่าฉันจะเดินทางไปร่วมกิจกรรมงานพืชสวนโลกที่เกาะรียูเนียนไอส์แลนด์ เขาจึงโทรศัพท์มาหาพร้อมทั้งพูดว่า “คุณพ่อคะ ไปเที่ยวนี้เอาอะไร ๆ กลับมาฝากพวกเราบ้างนะคะ” ฉันฟังแล้วพูดไม่ออกว่าฉันได้ลาออกจากการทำรายการแล้ว เพราะถ้าบอกความจริงก็จะทำให้เขาเสียขวัญและเสียกำลังใจ

อย่างไรก็ตามการปฏิบัติของฉันก็ยังลังเลใจ เพราะยังอุตส่าห์คว้ากล้องวิดีโอสำหรับถ่ายทำรายการติดมือไปด้วยเช่นเคย สิ่งที่แฝงอยู่ในหัวใจขณะนั้นก็คือความห่วงใยในพี่น้องประชาชนที่ฉันเคยบริการความรู้บนพื้นฐานความจริงมาตลอด

การบริหารงานของคนกลุ่มนี้ เท่าที่ฉันเห็นมันเป็นวิธีการแก้ตัวหรือที่โบราณเรียกกันว่า “ขายผ้าเอาหน้ารอดมากกว่า” อย่างไรก็ตามบนพื้นฐานความคิดของคนที่ติดอยู่กับอำนาจนิยม เมื่อคิดอะไรไม่ออกก็มองที่ปลายเหตุโดยให้เด็กเมื่อวานซืนมาค้นแฟ้มที่บ้านฉัน เพื่อจะดูว่ามีจดหมายอะไรบ้างจากประชาชนที่เกี่ยวกับกล้วยไม้อยู่ในนั้น ทั้ง ๆ ที่ฉันพูดอยู่เสมอว่า ฉันทำรายการนี้ไม่ใช่อยู่ที่กล้วยไม้ แต่มันอยู่ที่พื้นฐานในด้านคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งผู้ชมทั่ว ๆ ไปเขาสังเกตเห็นได้กันแทบทั้งนั้น

นอกจากนั้นการให้เด็กเมื่อวานซืนมาค้นแฟ้ม ฉันถือว่าเป็นการเสียมารยาทอย่างแรง ฉันต้องขอโทษที่ไม่ได้นำเอาเรื่องนี้มาตำหนิติเตียนใครหรือคนกลุ่มไหน แต่เพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของประเทศได้รู้ความจริงว่าอะไรเป็นอะไร

นี่แหละเธอ ที่มันเป็นเหตุอันเป็นที่มาที่รายการนี้ต้องมีผู้อื่นมาเปิดรายการให้อยู่ในขณะนี้ ทั้งๆ ที่เนื้อหาสาระต่างๆ มันก็มาจากความรับผิดชอบของฉันอย่างเต็มตัว

                                              ...........................................................


เปิดอ่าน