ข่าว

จ่อย้ายชุมชน8พันแห่งขวางทางน้ำ

จ่อย้ายชุมชน8พันแห่งขวางทางน้ำ

17 พ.ค. 2560

เกษตรฯชง กนช.แก้ปัญหาน้ำท่วม เสนอย้ายชุมชนบุกรุกเขตลุ่มเจ้าพระยากว่า 8,000 แห่ง

               วันที่ 16 พ.ค. 60 มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำและการบูรณาการแผนดำเนินการสิ่งกีดขวางทางน้ำ” โดยเห็นร่วมกันว่าจำเป็นต้องแก้ปัญหาการกีดขวางทางน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นิ

             นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตร กล่าวว่าที่ผ่านมากรมชลประทานมีแผนบริหารจัดการน้ำ 12 ปีอยู่แล้ว แต่ในแผนไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องสิ่งกีดขวางทางน้ำ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบให้จัดทำยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ 20 ปี ดังนั้นจึงต้องทบทวนแผนบริหารฯ12 ปีของกรมชลประทานใหม่ทั้งหมดโดยให้มีแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำรวมอยู่ด้วย

            ทั้งนี้ สิ่งกีดขวางทางน้ำสามารถแยกออกเป็น 2 ประเภทคือ 1.การบุกรุก และ 2.ระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานภาครัฐ ดังนั้นการแก้ไขปัญหานี้จึงต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง 

              ในกรณีผู้บุกรุกที่เป็นสิ่งปลูกสร้างและที่อยู่อาศัยชุมชน จะต้องหารือกับกระทรวงมหาดไทย ว่าจะย้ายออกได้หรือไม่ กรณีที่ไม่สามารถย้ายออกได้ต้องมีวิธีที่จะทะลวงน้ำผ่านไปให้ได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม เช่นเดียวกับระบบสาธารณูปโภคที่ขวางกั้นอยู่จะต้องหารือถึงเทคนิควิธีการเจาะระบายน้ำรอดออกไป

            นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งขวางกั้นทางน้ำขึ้นมาอีกในอนาคต โดยจะเกี่ยวข้องกับการวางแผนงานก่อสร้างต่างๆที่ต่อจากนี้ไปต้องวางแผนร่วมอย่างชัดเจน สอดคล้องกันและประหยัดงบประมาณ 

           “แนวทางแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำนี้ต้องแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.นี้หลังจากนั้นจะเสนอให้กนช. และคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป” 

             นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำนี้จะต้องพิจารณาเป็นภาพรวมของประเทศ แต่จากการประเมินด้วยสายตาหรือเมื่อเกิดน้ำท่วมแล้วพบว่าเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ ที่มากสุดคือเขตภาคกลางหรือลุ่มเจ้าพระยา และจำเป็นต้องเร่งในกลุ่มที่เป็นสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเขตคลอง แยกเป็นชุมชนกว่า 8,442 ชุมชน และที่เป็นสาธารณูปโภค 221 แห่ง

              ในส่วนที่เป็นชุมชนนั้นแยกเป็นผู้รุกล้ำเขตตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา 5,290 ชุมชน และฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา 3,152 ชุมชนมีเป้าหมายต้องย้ายออกอย่างน้อย 50% ภายในปี 2564 โดยยึดตามรูปแบบของปทุมธานีโมเดล ด้วยการสร้างที่อยู่ใหม่ให้ผ่อนจ่ายในอัตราที่เหมาะสม ส่วนงบประมาณนั้นต้องหารืออีกครั้ง

              “การแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำกรณีที่แม่น้ำลำคลองตื้นเขิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องขุดลอกด้วยโดยบริเวณตลิ่ง ต้องสามารถระบายน้ำได้2,500 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที และที่คันกั้นน้ำต้องระบายน้ำได้ 1,800 ลบ.ม.ต่อวินาที ปัจจุบันสามารถรับน้ำได้เพียง 700-800 ลบ.ม.ต่อวินาทีเท่านั้น ซึ่งกรมเจ้าท่าต้องเร่งขุดลอกด้วย เพื่อให้น้ำสามารถระบายได้เร็วขึ้น “นายสมเกียรติ กล่าว 

                นายคณพศ วรรณดี ผู้อำนวยการสำนักเลขานุการคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ (กนช.) กล่าวว่า การเปลี่ยนสภาพการใช้ที่ดินที่เป็นคอนกรีต เมื่อฝนตกทำให้น้ำไหลไปหมดไม่ซึมลงดิน เกิดปัญหาน้ำท่วมแรง เร็วและมากกว่าเดิม ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงการใช้สภาพดินเป็นเรื่องใหญ่ การออกแบบสิ่งก่อสร้างต้องคิดถึงอนาคต

               นายสมเกียรติ สิริพิทักษ์เดช ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมโยธา กรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า ในเขตภาคกลางมีการเปลี่ยนแปลงที่ดินจากกิจกรรมด้านการเกษตร เป็นที่อยู่อาศัยที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม และยังเป็นสาเหตุให้ท่วมมากขึ้นเข้าไปอีก 

                ดังนั้นกรมโยธาฯมีพระราชบัญญัติ 3 ฉบับที่สามารถควบคุมได้ คือ พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ.ขุดดินถมดิน แต่ต้องวางแผนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นด้วยเพื่อผังจังหวัดอย่างลงตัวทั้ง 22 ลุ่มน้ำ 

                      ที่ผ่านมามีแผนสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแล้ว 500 กม. ส่วนใหญ่เพื่อป้องกันแม่น้ำตามเขตแดนเพื่อลดการสูญเสียอาณาเขตประเทศ และตั้งแต่ปี 2561 มีแผนจะดำเนินการอีก 1,500 กม. ภายใต้แผนบริหารจัดการน้ำ 20 ปี หรือเฉลี่ยปีละ 75 กม. โครงการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน ออกแบบแล้ว 14 โครงการ 69 ชุมชน แผนที่อยู่ระหว่างออกแบบ 134 โครงการ แล้วเสร็จ 90 โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ 42 โครงการ 

                     นายนพดล ยิ้มประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 13 กล่าวว่า เมื่อเกิดน้ำท่วมกรมทางหลวงสามารถดำเนินการได้เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้น คือการสูบน้ำออก และระยะกลางคือต่อท่อปั๊มน้ำออกเท่านั้นไม่สามารถทุบหรือทำลายถนนเพื่อเป็นทางระบายน้ำได้ เนื่องจากความเสียหายที่ตามมาจะมีมากกว่า โดยเฉพาะการคมนาคมขนส่ง จึงจำเป็นต้องอาศัยหน่วยงานอื่นช่วยระบายน้ำ