ปลูกข้าวให้ได้กำไร สไตล์ “ชาวนาขี้เกียจ”

ลูกข้าว, กำไร, สไตล์, ชาวนา, ขี้เกียจ, ปลูกข้าวให้ได้กำไร, ชาวนาขี้เกียจ, กระดูกสันหลังของชาติ, ทำนาอินทรีย์, พี่จุก, หมอดินอาสา, ขวัญชัย

ปลูกข้าวให้ได้กำไร สไตล์ “ชาวนาขี้เกียจ”

          หากจะเอ่ยถึงอาชีพเก่าแก่ของคนไทยที่คนจะนึกถึงเป็นลำดับแรก คือ ชาวนา  “กระดูกสันหลังของชาติ” ที่คอยปลูกข้าวมาเป็นอาหารให้คนไทยและคนทั้งโลก  ภาพของชาวนาที่หลายคนนึก คงจะสวมเสื้อแขนยาว กางกางขายาว สวมหมวก งุ่นง่านอยู่กลางทุ่งนาท่ามกลางอากาศร้อนทุกเช้าเย็นจนไม่มีเวลาว่างไปทำกิจอื่นๆ ได้ ขณะเดียวกันด้วยสภาพเศรษฐกิจ สังคม ที่เปลี่ยนไป ทำให้ชาวนามีหนี้สินท่วมตัว จากค่าปุ๋ย ค่ายา เ รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย  และค่าครองชีพในแต่ละวัน

ปลูกข้าวให้ได้กำไร สไตล์ “ชาวนาขี้เกียจ”

            แต่กับ ประเสริฐ พุ่มพวง และ ขวัญชัย เอี่ยมสะอาด ชาวนาตำบลลาดชะโด อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เขาเลือกที่จะเป็น “ชาวนาขี้เกียจ”  ไม่ต้องไปสนใจแปลงนาของตัวเองมากนัก ด้วยแนวคิดการ “ทำนาอินทรีย์”คิดค้นและผลิตน้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยและดินชีวภาพ ไปใช้ในแปลงนาของตนเอง ได้ผลผลิตอย่างงาม มีกำไรเหลือมากกว่าการทำนาแบบเคมี นอกจากนี้ยังเผยแพร่ความรู้นี้ไปยังเพื่อนๆ ชาวนาด้วยเช่นกัน

            ประเสริฐ พุ่มพวง หรือ “พี่จุก”  บอกว่า นอกจากตัวเองจะทำนาแล้วยังมีอาชีพรับจ้างพ่นยา ทีนี้เราอยากทำนาแบบลดต้นทุน ก็เลยมาศึกษาเรื่องของน้ำหมักชีวภาพมานานกว่า 8 ปี ศึกษาจากคนที่เคยๆ ทำ ใครชวนไปดูไปหมด แล้วเอามาประยุกต์เป็นสูตรของตัวเอง ลองผิดลองถูก จนตอนนี้ ได้สูตรน้ำหมักชีวภาพมากมายหลายชนิด เช่น สมุนไพรไล่แมลง ไล่เพลี้ย จุลินทรีย์ขุยไผ่ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ซุปเปอร์ฮอร์โมน ปุ๋ยปลาหมัก ฮอร์โมนไข่เป็นต้น  และทดลองใช้บนผืนนาขนาด 2 ไร่ของตัวเอง ก่อนจะไปใช้กับที่นาอื่นๆ

ปลูกข้าวให้ได้กำไร สไตล์ “ชาวนาขี้เกียจ”

 น้ำหมักชีวภาพช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร พี่จุก บอกว่า ต้นทุนทำน้ำหมักใช้เงินไม่ถึง 300 บาท แต่ได้ปริมาณเยอะ เอาไปใช้ได้ทั้งบำรุงข้าว บำรุงดิน บำรุงน้ำ และไล่แมลง แต่ถ้าเราไปซื้อยาเคมีจะแพงมากถึงลิตรละ 300 กว่าบาท หรือจะไปจ้างคนฉีดเขาก็จะคิดไร่ละ 50 บาท แล้วลองคิดดู หากมีที่เยอะก็ต้องใช้เงินเยอะ  และต้องพ่นหลายรอบ อย่างที่นา 10 ไร่ถ้าไปจ้างเขาฉีดก็ต้องเสียไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท แต่ใช้น้ำหมักชีวภาพของผมที่ขายลิตรละ 50 บาท ก็เสียไม่ถึง 300 บาท หรือจะหมักทำเองก็ได้ ไม่ยาก

            ถ้าเราทำนาแบบอินทรีย์จะชวยลดต้นทุนไปได้เยอะ อย่างนาเคมีจะมีต้นทุนไร่ละประมาณ 5,000-6,000 บาท แต่นาอินทรีย์จะมีต้นทุนเพียงประมาณ 2,000 บาท เท่านั้น ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่การเตรียมดินเราก็หมักซังข้าวให้เป็นปุ๋ยบำรุงดินด้วยการใช้น้ำหมักสลายตอซัง ซึ่งเมื่อดินดีมีแร่ธาตุก็จะช่วยลดอัตราการใช้ปุ๋ยอื่นๆ เมื่อหว่านข้าวแล้วก็ฉีดพ่นฮอร์โมนต่างๆ ตามช่วงเวลา และอาการที่พบ เช่น ฮอร์โมนสังเคราะห์แสง ช่วยแร่งการเจริญเติบโต  เวลาฉีดแต่ละครั้งใช้น้ำหมักสมุนไพรผสมน้ำหมักไล่แมลงต่างๆ ฉีดคลุ่มและบำรุงในคราวเดียวกัน ถ้าไม่มีราก็ไม่ต้องใช้กันรา ฉีดเหมือนทั่วไปๆ ปลอดภัยไม่ต้องกลัว ไล่แมลงได้แทบจะ 100%

ปลูกข้าวให้ได้กำไร สไตล์ “ชาวนาขี้เกียจ”

            ผมทำนาแบบขี้เกียจ เพราะผมไม่ต้องไปดูแลแปลงนาให้มากมาย บางคนเห็นข้าวไม่เขียว ก็รีบฉีดยา ยิ่งไปบำรุงให้ข้าวงามเท่าไหร่ แมลงก็ยิ่งมามากขึ้นเรื่อยๆ พอแมลงมาก็ต้องพ่นยาฆ่าแมลงอีก เสียเงินหลายรอบ ทำให้เป็นต้นทุนสูง ขาดทุนอีก ต้องปล่อยให้ข้าวมีสีเขียวกลางๆ ไม่ต้องให้เขียวสดมาก เวลามีแมลงผมก็แค่ใช้น้ำหมักสมุนไพรไล่เขาไป ไม่ต้องไปฆ่า เพราะถ้าเราใช้ยาฆ่าแมลงจะทำให้แมลงทุกชนิดตายเสียหมด ซึ่งจริงๆ แล้วในแปลงนาจะมีแมลงที่เป็นทั้งศัตรูและเป็นมิตรกับต้นข้าว เช่น แมลงปอกินหนอน มุมมุมน้ำกินเพลี้ยกระโดด มันจะเป็นวงจรแมลงที่คอยดูแลนาข้าวโดยอัตโนมัติ

              “เมื่อกลไกในนาทำหน้าที่ของมันเอง ผมก็ไม่ต้องไปดูแล ผมไม่ต้องไปดูแปลงนาทุกวัน ไปเป็นรอบๆ ก็พอ ผลผลิตที่ได้ขอแค่ 70-80 ถังต่อไร่ก็พอ ไม่ต้องถึงไร่ละเกวียนเหมือนนาเคมีที่คาดหวัง เพราะต้นทุนเราต่ำกว่า เงินก็จะเหลือมากกว่า เวลาว่างที่ไม่ต้องเข้านาบ่อยๆ ก็ไปรับจ้างทำอย่างอื่นดีกว่า จะอยู่ว่างเปล่าทำไม หวังรอเงินจากนาอย่างเดียวไม่พอ ต้องกินต้องใช้ทุกวัน ดังนั้นต้องมีอาชีพเสริมและมีรายได้จากหลายๆ ทาง” พี่จุก กล่าว 

            ขณะที่ ขวัญชัย ถือเป็นชาวนามือใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำนาได้เพียง 4 ปี แม้จะไม่เคยทำมาก่อนเลยก็ตาม แต่ก็พยายามศึกษาหาความรู้อยู่เรื่อยๆ จนกลายมาเป็น “หมอดินอาสา”  ขวัญชัย กล่าวว่า อาชีพหลักของครอบครัว คือ ธุรกิจขายปลาย่าง แต่เพราะความชื่นชอบธรรมชาติ และเห็นที่นาของพ่อตา จึงขอแบ่งมาทำเอง แรกๆ ทำ 2 ไร่ ใช้ทุน 20,000 บาท ขาดทุนทุกปี ปีที่ 3 -4 ก็หันมาทำแบบชีวภาพ ปีที่ 4 ทำ 15 ไร่ ก่อนทำได้มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ คือ ทำก่อนที่อื่น เพื่อไม่ให้ผลผลิตออกมาพร้อมกัน  สุดท้ายได้ผลผลิต 13 ตัน ขายได้ตันละ 8,600 บาท ขณะที่คนอื่นขายทีหลังได้ 6,000 กว่าบาท

            นอกจากนี้แล้วยังมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น เครื่องไล่หนู ไล่แมลงที่ใช้ในบ้าน สามารถเอาไปใช้ในแปลงนาได้เช่นกัน  และนวัตกรรม “ระเบิดเวลา” สำหรับไล่นก ไล่แมลง โดยการใช้ประทัดผูกไว้ที่ปลายก้านธูป แล้วจุดธูป แขวนหรือวางไว้ทั่วแปลงนา เมื่อไฟจากก้านธูปหมดประทัดแตก เสียงก็จะไล่นก ไล่แมลงได้ เราจุดทีเดียวไม่ต้องไปนอนเฝ้า  4 ชั่วโมงค่อยไปดู ไปจุดอีกที อย่างคนอื่นๆ ต้องไปเฝ้าที่นาเป็นวันๆ คอยตีปื๊บไล่นก เสียเวลาไปทำอย่างอื่น แต่ระเบิดเวลาของเราจะช่วยได้ เคล็ดลับผลผลิตงามของขวัญชัย คือ ปุ๋ยมูลสัตว์อัดเม็ดที่ใช้หว่านก่อนหว่านมเมล็ดข้าว

             ปุ๋ยมูลสัตว์อัดเม็ดทำจากมูลสัตว์ 4 ชนิด ได้แก่ สุกร 60% นกกระทา 30” และไส้เดือน 10%  ซึ่งมูลสัตว์แต่ละชนิดจะมีแร่ธาตุสำคัญในการบำรุงดิน บำรุงต้นข้าวทั้งสิ้น  เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์ เป็นต้น จากนั้นเคล้ารวมกันใช้จุลินทรีย์สังห์เคราะห์แสง น้ำหมักฮอร์โมนต่างๆ ไป แล้วใช้เครื่องบดเป็นปุ๋ยอัดเม็ดแล้วไปตากแดด  

            “เราใช้ปุ๋ยหมักให้ผลดีเท่ากับปุ๋ยเคมี แต่ต้นทุนเราถูกกว่าเยอะ อย่างปุ๋ยเคมีตอนนี้กระสอบละประมาณ 500-600 บาท แล้ว แต่ปุ๋ยหมักเราใช้ต้นทุนเพียงไม่กี่ร้อยเท่านั้น”ขวัญชัย กล่าว

การทำนาแบบขี้เกียจของ “ประเสริฐ” และ “ขวัญชัย” สามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากถึงครึ่งหนึ่ง ทำให้มีกำไรเหลือ  ประกอบกับการทำอาชีพเสริม มีรายได้จากหลายทาง ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

            ทั้งน้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยชีวภาพ ปัจจุบันได้ถูกถ่ายทอดให้เพื่อนชาวนา ภายใต้ โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของชุมชน ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ซึ่งเปิดโอกาสให้ชาวจาก 10 ตำบล รวมกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นประจำทุกเดือน เผยแพร่และสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เป็นโครงข่ายให้เพื่อนเกษตรกร เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยื


เปิดอ่าน