เจาะลึกชีวิตชาวนาเงินล้าน“ชัยพร พรหมพันธุ์”

ชัยพร พรหมพันธ์, เจาะลึก, ชีวิต, ชาวนา, เงิน, ล้าน, ชัยพร, พรหมพันธุ์, ชัยพร พรหมพันธุ์

ชีวิตชาวนาเงินล้าน“ชัยพร พรหมพันธุ์”ปลูกข้าวเบาเอาชนะธรรมชาติ 

              ตลอดชั่วอายุเท่าที่จำได้ ชัยพร พรหมพันธุ์" เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2538 ชาว ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เขาบอกว่ายึดอาชีพการทำนาตลอด ซึ่งเดิมก็ทำนาเหมือนกับชาวนาทั่วไป ทำให้ช่วงฤดูฝนเกิดความเสียหายเนื่องจากบางปีเกิดภาวะน้ำท่วม ในที่สุด ชัยพร สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยวิธีง่ายๆ หาแนวทางหนี้น้ำท่วมด้วยการเลือกปลูกข้าวพันธุ์เบา จนทำให้เขาตั้งฉายาว่า "ชาวนาเงินล้าน"

              ชัยพร บอกว่า เหตุการณ์มหาอุทกภัยพิบัติเมื่อปี 2554 ชาวนาประสบปัญหาข้าวเกิดความเสียหายเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ ทุกคนอยู่ในภาวะขาดทุน สูญเสียทรัพย์สิน เงินทองและกำลังใจ แต่เขาเป็นชาวนามาแต่กำเนิดและเรียนรู้วิธีการทำนามาทุกรูปแบบ จึงหันมาปลูกข้าวหนีน้ำ หรือที่เรียกกันว่าข้าวเบา ใช้ระยะเวลาในการปลูกเพียง 3 เดือน ก็เก็บเกี่ยวข้าวได้แล้ว เป็นแนวทางการรับมือน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นอีก แต่คนอื่นส่วนใหญ่หรือเกือบ 100 %ปลูกข้าวหนัก ที่ต้องใช้เวลาในการปลูก 4 เดือน เพราะเห็นแก่ราคาดีกว่าข้าวเบาเกวียนละ 1,000 บาท แต่พอน้ำท่วมกลับหายยับเยิน

               “ผมและคนในชุมชน หมู่ 1 หมู่ 2 หมู่ 8 ของ อ.บางปลาม้าทั้งทุ่ง กว่า 50 % จึงหันมาปลูกข้าวเบากัน ใช้ระยะเวลาในการเติบโตสั้นเราจะสามารถเก็บเกี่ยวข้าวภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะหนีน้ำทัน และเรายังขายข้าวให้กับโรงสีข้าวได้ เราจึงไม่เสี่ยงกับการขาดทุนด้วย" ชัยพร กล่าว

             จากความสำเร็จในการปลูกข้าวหนีน้ำหรือข้าวเบาของ ชัยพร ทำให้หลายหน่วยงานขอเข้าศึกษาข้อมูล อย่างเช่นกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลงสังคม (นปปส.) ก็ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานที่ง อ.บางปลาม้า เพื่อเรียนรู้การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในภาคเกษตรกรรมโดยมี ชัยพร ช่วยบรรยายให้

             สำหรับข้าวเบานั้น ปัจจุบันในประเทศมีมีให้เกษตรกรเลือกหลายสายพันธุ์ อาทิ ข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ได้แก่ กข15 น้ำสะกุย 19 , ข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ได้แก่ สุพรรณบุรี 2 ชัยนาท 2 พัทลุง บางแตน กข29 , ข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสง ได้แก่ หางยี 71 เหนียวอุบล 2 กข 12 เป็นต้น

              ชัยพร พื้นเพเดิมเป็นคนตำบลบ้านแหลม จังหวัดสุพรรณบุรี สมัยเด็ก ๆ ไม่ได้เรียนหนังสือ บิดาจึงส่งไปทำงานอยู่อู่ซ่อมรถกว่า 3 ปี แล้วกลับมาช่วยที่บ้านทำนาเมื่อปี พ.ศ. 2525 หลังจากแต่งงานแล้วจึงย้ายมาอยู่กับภรรยาและทำนาด้วยการใช้สารเคมีมาโดยตลอดในพื้นที่ 25 ไร่ ได้ข้าวเปลือกเพียง 13 เกวียน ทำให้ขาดทุน ทุกปี จึงคิดหาทางออกให้กับตนเองด้วยการหาความรู้จากหนังสือและการเข้าอบรมจากที่ต่าง ๆ

          จนในปี 2532 อาจารย์เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ ได้ขอที่ 5 ไร่ ของบิดาเพื่อทำการทดลองปลูกข้าวโดยใช้สารสกัดจากพืชสมุนไพรควบคุมแมลงและบิดาไม่มีเวลาดูแลแปลงนาดังกล่าว เขาจึงต้องไปดูแลเองผลปรากฏว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการทำนาโดยใช้สารเคมี พบว่ารายได้ที่ได้รับมากกว่าการปลูกข้าวโดยใช้สารเคมีและยังสังเกตเห็นแปลงข้าวที่ฉีดสมุนไพรไม่มีเพลี้ยรบกวน จากประสบการณ์และการเรียนรู้ครั้งนั้นจึงเป็นที่มาของการลดการใช้สารเคมีและเริ่มใช้วิธีผสมผสานกับสมุนไพรในที่นาตนเอง 8 ไร่ และขยายไปจนถึง 108 ไร่ ในปัจจุบัน 


เปิดอ่าน