ปลูก“ข้าวสาลี”หลังนาบนที่สูง!

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  12 ม.ค. 2560

โดย - โต๊ะข่าวเกษตร

         ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่างการครองราช ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช รัชกาลที่ 9พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพในการทรงหาแนวทางที่จะแก้ปัญหาความยากจนของพสกนิกร โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดาร รวมถึงชาวไทยภูเขาบนที่สูง ซึ่งเดิมทีมีจำนวนไม่น้อยที่มีอาชีพปลูกถิ่ง ทำให้พระองค์มีพระราชดำริในด้านการส่งเสริมให้ปลูกพืชเมืองหนาว รวมถึงพัฒนาข้าวนาที่สูง หรือข้าวไร่ และธัญพืชเมืองหนาว อาทิ ข้าวสาลี และข้าวบาร์เลย์ เป็นต้น

 

ปลูก“ข้าวสาลี”หลังนาบนที่สูง!

 

         กรมการข้าวเป็นหนึ่งหน่วยงานที่ได้ร่วมบูรณาการส่งเสริมและพัฒนาการทำเกษตรบนพื้นที่สูงตามแนวพระราชดำริ ไปสู่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชาวเขาบนพื้นที่สูง ทั้งยังลดปัญหาการรุกล้ำป่าต้นน้ำและลดการทำไร่เลื่อนลอย ทำให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอ ทำให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยเฉพาะหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ชาวเขาได้มีการปลูกข้าวสาลีหลังนา สามารถเพิ่มแหล่งอาหารในชุมชน ที่สำคัญยังสร้างรายได้เสริมช่วงหน้าแล้ง

         อำนาจ ภูวินสกุล เกษตรกรชนเผ่าปกาเกอะญอหรือกะเหรี่ยง วัย 33 ปี จากบ้านทุ่งหลวง ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ก็อีกครอบครัวหนึ่งที่หันมาปลุกข้าวสาลีหลังนา บอกว่า ปกติชาวบ้านทุ่งหลวงจะปลูกข้าวเป็นหลัก แต่ต้องอาศัยน้ำฝนปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง ส่วนใหญ่ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์บือพะโด่หรือข้าวเม็ดใหญ่ บือเนอมูหรือข้าวหอมดอย บือซอมีหรือข้าวไก่ป่า แต่อก็มีบางส่วนที่ปลูกข้าวพันธุ์ กข6 ผลผลิตข้าวที่ได้ส่วนหนึ่งเก็บไว้บริโภคเองภายในครัวเรือน ที่เหลือส่งขายให้กับพี่น้องชาวเขาเผ่าม้งซึ่งอยู่ใกล้กัน 

 

ปลูก“ข้าวสาลี”หลังนาบนที่สูง!

 

          กระนั้น การทำนาบนที่สูง หลังเก็บเกี่ยวแล้วชาวบ้านมีเวลาว่างมาก จึงได้รวมกลุ่มกัน ประมาณ 50 ราย ปลูกข้าวสาลีพันธุ์ฝาง 60 รวมพื้นที่กว่า 40 ไร่ โดยศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้การสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตข้าวสาลีที่เหมาะสม หลังจากที่ผลิตได้แล้วจะจำหน่ายศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวางทั้งหมด ทำเกษตรกรผุ้ปลุกจะมีรายไร่ละราว 1.2-1.4 หมื่นบาท

         อนาคต อำนาจ บอกว่า ทางกลุ่มฯมีแผนที่จะนำข้าวสาลีที่ผลิตได้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า อาทิ แป้งขาวสาลี โฮลวีท คุกกี้ และขนมปังใส่ไส้ถั่วแดงหลวง เป็นต้น เน้นจำหน่ายในชุมชนเป็นอันดับแรก จากนั้นจะขยายสู่แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่และใกล้เคียง เช่น ดอยขุนวาง ซึ่งกลุ่มฯได้ขอความอนุเคราะห์องค์ความรู้ด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการแปรรูปจากศูนย์วิจัยข้าวสะเมิงไปแล้ว คาดว่า จะเป็นรูปธรรมชัดเจนภายใน 2 ปี และช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวสาลีของสมาชิกได้

 

ปลูก“ข้าวสาลี”หลังนาบนที่สูง!

 

        ด้าน อนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ทางกรมการข้าวได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง ร่วมกับศูนย์วิจัยข้าวภาคเหนือตอนบน ดำเนินการส่งเสริมการปลูกข้าวบนพื้นที่สูง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พร้อมขยายผลการพัฒนาข้าวนาที่สูง ข้าวไร่ และธัญพืชเมืองหนาวเหล่านี้ไปสู่เกษตรกร ทั้งพัฒนายกระดับคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวบนพื้นที่สูง ที่สำคัญเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารในชุมชนบนด้วย

       ที่ผ่านมาทั้ง 2 ศูนย์ ได้ค้นคว้าวิจัยจนรับรองพันธุ์ข้าวไร่ 5 สายพันธุ์ แยกเป็น ข้าวเหนียว 3 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ซิวแม่จัน พันธุ์อาร์258 และพันธุ์ขาวโป่งไคร้ และข้าวเจ้า 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์เจ้าฮ่อ และพันธุ์น้ำรู ขณะเดียวกันยังรับรองพันธุ์ข้าวสาลี 4 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์สะเมิง1, สะเมิง2, แพร่60 ,ฝาง60 รับรองพันธุ์ข้าวบาร์เลย์ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์สะเมิง1 สะเมิง2 ซึ่งเป็นพืชทางเลือกสำหรับเกษตรกรบนพื้นที่สูงสามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

 

ปลูก“ข้าวสาลี”หลังนาบนที่สูง!

 

        ปัจจุบันศูนย์วิจัยข้าวสะเมิงยังคงมุ่งวิจัยและขยายผลเทคโนโลยีด้านข้าวนาที่สูง ข้าวไร่ และธัญพืชเมืองหนาวไปสู่เกษตรกรบนพื้นที่สูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งพื้นที่โครงการหลวงเพื่อแก้ปัญหาการปลูกฝิ่นอย่างยั่งยืน และพื้นที่โครงการพระราชดำริต่างๆ ส่งผลให้เกษตรกรมีพันธุ์ข้าวที่เป็นทางเลือกของพื้นที่เพิ่มขึ้นต่อไป

        สำหรับข้าวสาลีนั้น ถือเป็นธัญพืชเมืองหนาวชนิดหนึ่งที่ปลูกง่าย ดูแลไม่ยาก ใช้น้ำไม่มากนัก ที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น

        ขั้นตอน คือจะเริ่มยกร่องราวเดือนตุลาคม จากนั้นจะปลูกข้าวสาลีกันในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม โดยใช้ไม้ปักเป็นหลุ่มหยอดเมล็ดพันธุ์อัตรา 15-20 กิโลกรัม/ไร่ ใช้ระยะเวลา ประมาณ 120 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

 

ปลูก“ข้าวสาลี”หลังนาบนที่สูง!

 

        ผลผลิตข้าวสาลีจะอยู่ที่ 450-600 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่มีต้นทุนการผลิตไร่ละ ประมาณ 2,000 บาท ผลผลิตทั้งหมดขายให้กับศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ในราคาประกัน กก.ละ 27-28 บาท พื้นที่ 1 ไร่ เพิ่มรายได้หลังการทำนาไร่ละ 1.2-1.4 หมื่นบาท

      

 


เปิดอ่าน