การปฏิวัติครั้งที่สาม (ตอนที่สาม)

คอลัมน์...  ตำข่าวสารกรอกหม้อ  โดย... จักรกฤษณ์ สิริริน


 

          มีหนังสือที่น่าสนใจของสำนักพิมพ์ GREAT idea ในเครือสำนักพิมพ์ปัญญาชน เกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์และการบริหารประเทศจีน ซึ่งนอกจากจะกำลังทะยานขึ้นสู่มหาอำนาจของโลกยุคใหม่แล้ว ยังเป็นแบบเรียนและกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับนักบริหาร ไม่ว่าจะเป็นนักบริหารในวงการใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่น่าอ่าน “การปฏิวัติครั้งที่สาม” เป็นอย่างมาก

 


          “สี จิ้นผิง” กำลังสร้างกำแพงเสมือนจริงสำหรับควบคุมกิจการต่างๆ ในสังคมจีน ทั้งภาคการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป้าหมายการปฏิวัติสูงสุดของ “สี จิ้นผิง” คือการสร้างความฝันของเขาให้กลายเป็นความจริง หรือการนำเอาความยิ่งใหญ่ของจีนกลับมาอีกครั้ง ที่ผู้นำของจีนก่อนหน้านั้นก็ต้องการให้ฝันดังกล่าวให้เป็นความจริงให้ได้ สิ่งที่สร้างความเด่นล้ำของ “สี จิ้นผิง” กับผู้นำก่อนหน้านั้น คือนโยบายการกระจายอำนาจของเขาที่ชัดเจนกว่าผู้นำคนอื่นๆ ในอดีตของจีน


          แผนการปฏิวัติของเขา โดยภายใต้การบริหารของเขา คือการนำเอาบทบาทของรัฐเข้าไปเกี่ยวของในทุกอณูของสังคมจีนอย่างเต็มกำลัง โดยการสร้างกำแพงเสมือนจริง ที่เข้าไปควบคุมการเคลื่อนไหวทางความคิดของสังคม ควบคุมความเป็นอยู่และวัฒนธรรมจีน และควบคุมการเคลื่อนไหวของเงินทุน ที่ไหลเข้าในประเทศ และไหลออกจากประเทศอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเข้มแข็งของรัฐ ทั้งทางภาคเศรษฐกิจและการเมืองต่อสังคมจีนแบบเบ็ดเสร็จ รวมถึง การเพิ่มบทบาทของจีนอย่างเต็มกำลังบทเวทีโลกมากขึ้น


          ความท้าทายทางความคิด และความสับสนที่โลกมีต่อจีน ก็ถูกผนวกซ้ำเข้าไปอีก จากการปรากฏตัวของ “สี จิ้นผิง” หลังจากที่เขาได้เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน (2012) และเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (2013) เพราะภายใต้การปกครองของ “สี จิ้นผิง” ได้มีการทบทวน ออกกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ ออกมาอย่างมากมาย และมีการนำกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เหล่านี้ ออกมาถูกนำใช้ภายใต้เวลาอันรวดเร็ว ถึงกับกล่าวได้ว่า กฎหมายและกฎระเบียบใหม่ๆ เหล่านี้ แทบจะล้มเลิกกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ทางด้านภาคเศรษฐกิจและการเมือง ที่ถูกนำใช้ในอดีตอันยาวนานให้หมดบทบาทไปแล้ว เพราะผู้นำจีน ในอดีต สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในต่างประเทศ ที่เป็นองค์กรกลางหรือองค์กรที่ไม่ใช่มาจากทางภาครัฐของประเทศต่างๆ


          แต่นโยบายของรัฐบาลของนายสี จิ้งผิง กลับมองว่า องค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรที่เป็นกลุ่มองค์กร “ที่ไม่เป็นมิตรกับจีน” มากไปกว่านั้น ทำให้ผู้สังเกตการณ์ต่างๆ จากทางต่างประเทศ มองว่า นโยบายของจีนขณะนี้ ไม่มีความชัดเจน และพวกเขาอยากรู้ว่า มันคืออะไรกันแน่ ตัวอย่างเช่น “สี จิ้นผิง” ต้องการวางบทบาทของตัวเองว่า เขาคือผู้นำทางด้านโลกาภิวัตน์ แต่ขณะเดียวกัน จีนมีนโยบายควบคุมการไหลของเงินทุนต่างประเทศสู่ตลาดการเงินของจีน รวมถึงควบคุมข้อมูลข่าวสาร และสินค้าต่างๆ ของโลกเข้าสู่จีน