การปฏิวัติครั้งที่สาม (ตอนแรก)

คอลัมน์...  ตำข่าวสารกรอกหม้อ  โดย...  จักรกฤษณ์ สิริริน

 

 

          มีหนังสือที่น่าสนใจชองสำนักพิมพ์ GREAT idea ในเครือสำนักพิมพ์ปัญญาชนเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์และการบริหารประเทศจีน ซึ่งนอกจากจะกำลังทะยานขึ้นสู่มหาอำนาจของโลกยุคใหม่แล้ว ยังเป็นแบบเรียนและกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับนักบริหาร ไม่ว่าจะเป็นนักบริหารในวงการใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่น่าอ่าน “การปฏิวัติครั้งที่สาม” เป็นอย่างมาก

 


          The Third Revolution เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านจีนระดับโลกอย่าง “เอลิซาเบท อีโคโนมี” นักวิชาการอาวุโส ที่ สถาบัน คอร์เนเลียส สตารร์ (C.V.Starr) และเป็นผู้อำนวยการให้สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations: CFR) เป็นนักเขียนที่ได้รับรางวัลมากมายโดยเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเมืองภายในประเทศจีน และนโยบายทางด้านต่างประเทศของจีน โดยเธอได้เขียนหัวข้อต่างๆ มากมายเช่นปัญหาด้านมลภาวะในจีน และบทบาทของจีนบนเวทีโลก เธอยังเป็นแขกรับเชิญให้แก่สถานีวิทยุและโทรทัศน์ต่างๆ มากมาย และยังเป็นที่ปรึกษาให้หน่วยงานของรัฐบาลและองค์กรเอกชนของสหรัฐอเมริกา


          “การปฏิวัติครั้งที่สาม” ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งที่กำลังเกิดขึ้น โดยจีนภายใต้ผู้นำ “สี จิ้นผิง” กำลังผนึกอำนาจเพื่อทำการปฏิรูปจีนทั้งทางภาคการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดย “สี จิ้นผิง” ผู้ซึ่งในขณะนี้ได้รวบอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารประเทศ ด้วยการขยายบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ส่งผลต่อภาคการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของจีนจากนี้ไป รวมถึงการสร้างกำแพงเสมือนจริงที่ควบคุมกิจการต่างๆ ในสังคมจีน เช่น การหารือแลกเปลี่ยนความคิด และการทำธุรกรรมการเงินในจีนก็จะถูกควบคุมเข้มงวดมากขึ้นทั้งในจีนและต่อคนจีนที่อยู่ต่างประเทศ


          โดยจีนภายใต้การนำของ “สี จิ้นผิง” ต้องการที่จะนำจีนให้มีบทบาทที่ยิ่งใหญ่บนโลกอย่างที่จีนเคยทำในอดีตมาก่อน และกำลังวางยุทธศาสตร์ของจีนบนเวทีโลกจากนี้ไป การกระทำดังกล่าวทำให้นโยบายจีนที่เคยมีมาภายใต้ผู้นำอย่าง “เติ้ง เสี่ยวผิง” (The Second Revolution: การปฏิวัติครั้งที่สอง) ที่ต้องการให้จีนมีนโยบายเปิดประตูสู่ต่างประเทศนั้น จะไม่เป็นจีนอย่างที่เคยเป็นเช่นในอดีตเมื่อสามสิบปีที่ผ่านมา


          นอกจากจะนำเสนอการบริหารประเทศของ “สี จิ้นผิง” ต่อการบริหารจีนทางภาคการเมือง ภาคเศรษฐกิจ และนโยบายต่างประเทศ แล้ว ยังรวมถึงการจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชั่น การบริหารจัดการกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของจีน การปรับปรุงคุณภาพอากาศและสภาพแวดล้อมของประเทศให้ดีขึ้น การส่งเสริมภาคนวัตกรรมเพื่อทำให้จีนเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมของโลก รวมถึงการชี้จุดอ่อนและจุดแข็งของ “สี จิ้นผิง” จากการบริหารประเทศห้าปีที่ผ่านมา และทั้งหมดนี้มันมีนัยต่อทิศทางโลกอย่างไร และให้ข้อแนะนำว่าสหรัฐอเมริกาและชาติอื่นๆ ควรเตรียมตัวรับมือต่อนโยบายของจีนอย่างไรในอนาคต


          เป้าหมายสูงสุดของ “สี จิ้นผิง” คือการสร้างความฝันของเขาให้กลายเป็นความจริง!