เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ประเทศไทยจะได้มีโอกาสนำเสนอเอกลักษณ์วัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของคนไทยผ่านเมนูอาหารและแฟชั่นโชว์จากผ้าไหมแพรวาฝีมือ "เจี๊ยบ" พิจิตรา ในงานลา นุย เดอ ออคิเดส (La Nuit des Orchidees) หรือราตรีแห่งดอกกล้วยไม้ งานบอลล์ประจำปีที่ชื่อเสียงของสวิตเซอร์แลนด์
ที่อาคาร 1 สำนักงานใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) วสิงห์ กิตติกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์ บริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) มร.ไบรอัน ซินแคลร์ ทอมสัน ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย ลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา สายการบินสวิส อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์ไลนส์ และ พิจิตรา บุญยรัตพันธุ์ ร่วมแถลงข่าวการร่วมงาน เดอะ สวิส เรด ครอส บอลล์ ซึ่งเป็นงานบอลล์ประจำปีที่มีชื่อเสียงโดยจัดขึ้นมาเพื่อหาทุนมอบให้กับมูลนิธิการกุศลต่างๆ ที่สภากาชาดสวิตเซอร์แลนด์จัดอย่างต่อเนื่องเป็นที่ 4 แล้ว และปีนี้ถือว่าเป็นปีที่สภากาชาดสวิตเซอร์แลนด์ได้ดำเนินการมาครบ 140 ปี มีแนวคิดเฉลิมฉลองโอกาสนี้จึงจัดงานโดยใช้ชื่อว่า ลา นุย เดอ ออคิเดส หรืองานราตรีแห่งดอกกล้วยไม้ โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ ราชวงศ์ บุคคลชั้นสูง นักการทูต นักธุรกิจชั้นนำ ที่มีชื่อเสียงในยุโรปเข้าร่วมกว่า 900 คน และในการนี้ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี จะเสด็จเป็นองค์ประธานในงานนี้ด้วยในวันที่ 13 พฤษภาคม กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
และเพื่อร่วมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสวิตเซอร์แลนด์ ครบ 75 ปี สถานทูตไทยประจำสวิตเซอร์แลนด์จึงได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ โดยได้นำกล้วยไม้ไทยไปร่วมตกแต่งสถานที่จัดงาน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของงาน รวมทั้งนำอาหารไทยทั้งหมดจากโรงแรมโบริวาจไปร่วมงานในค่ำคืนดังกล่าวด้วย และที่สำคัญจะมีการแสดงแฟชั่นโชว์จากห้องเสื้อพิจิตรา ทั้งหมด 20 ชุด โดยผ้าที่นำมาตัดเย็บเป็นผ้าไหมจากศูนย์ศิลปาชีพฯ ทั้งหมด
"เจี๊ยบ" พิจิตรา กล่าวว่าผ้าไหมที่ใช้ในครั้งนี้เลือกใช้ผ้าแพรวาทั้งหมด เพราะอยากให้เห็นว่าผ้าแพรวาของไทยนั้นมีลวดลายที่สวยงาม เพราะแต่ละผืนใช้เวลาอย่างมากในการทอ รวมทั้งแต่ละผืนก็มีลวดลายที่แตกต่างกันไปไม่ซ้ำกันเลย อย่างผ้าแพรวาบางผืนนั้นมีถึง 16 ลายจึงต้องใช้เวลาในการทอนานกว่าปีจะได้เพียงผืนเดียวเท่านั้น จึงอยากให้ชาวต่างชาติเห็นความละเอียดสวยงามของผ้าไหมแพรวาของไทย
"ส่วนการดีไซน์นั้นนึกถึงเมื่อสมัยที่ต่างประเทศเข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยเมื่อกว่าร้อยปีที่ผ่านมา ที่คนไทยสมัยนั้นจะใส่ผ้าชิ้นบนเป็นสไตล์ต่างชาติ อย่างเสื้อแขนหมูแฮมแล้วนุ่งโจงกระเบน จึงนำมาประยุต์ให้เป็นแนวร่วมสมัยโดยชิ้นบนนั้นจะออกแนวสากล แต่ผ้าชิ้นล่างจะบ่งบอกความเป็นไทยอย่างกระโปรงจีบหน้านาง ซึ่งเน้นในแนวเออเกอตูร์และมีงานปักเข้าไปผสมผสาน ส่วนสีของชุดครั้งนี้เลือกสีน้ำตาลเพราะนึกถึงธรรมชาติ ต้นไม้ เปลือกไม้ที่ยิ่งมองก็จะเห็นสีสันของแตกต่างกันไป และที่สำคัญที่สุดคืออยากให้ชาวต่างประเทศเห็นฝีมือของคนไทยในการทอผ้าได้อย่างสวยงาม และมีเอกลักษณ์ของความเป็นไทย รวมทั้งสามารถหยิบมาใส่ได้อย่างหลากหลาย"
อย่างไรก็ตาม รายได้จากการจัดงานส่วนหนึ่งจะมอบให้กับสภากาชาดไทยเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมสำหรับเด็ก รวมทั้งจะนำไปช่วยเหลือในกิจกรรมสาธารณกุศลต่างๆ อีกด้วย