เมื่อครั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับ "ปฏิรูปการเมือง" บังคับใช้ หลายฝ่ายก็เชื่อว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง และหลายฝ่ายก็มีความคาดหวังอย่างสูงต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ทว่า ! ความจริงที่ปฏิเสธมิได้ก็คือ เมื่อบังคับใช้มากว่า 8 ปี ผลก็กลับกลายแทบจะเป็นด้านตรงกันข้าม
ความจริงก็คือ ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด จากการใช้ประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีเพียงการเมือง ระบอบทักษิณ
ไม่ใช่การเมืองภาคประชาชน เช่นที่ควรจะเป็น
โดยเฉพาะในช่วงเวลา 5 ปี ของ "ทักษิณ ชินวัตร" ที่สามารถปิดประตูล็อก ไม่ให้กลไกการตรวจสอบใดๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"ระบอบทักษิณ" ยังผลให้มีการผุดโครงการ "เมกะโปรเจคท์" หลายหมื่นล้านขึ้นมา ขณะที่ระบบการตรวจสอบ โดยเฉพาะองค์กรอิสระต่างๆ แทบจะกลายสภาพเป็นพิกลพิการหมดสิ้น
กกต. ถูกครหาถึงความเอียงข้าง เข้าหาฝ่ายรัฐบาล
ป.ป.ช. ถูก "ตัดตอน" และสะดุดเท้าตัวเอง จนต้อง "เว้นวรรค" พ้นตำแหน่ง พร้อมกับภาวะ "สุญญากาศ" ในการตรวจสอบ อันเนื่องจากปัญหาของกระบวนการสรรหา
ศาลรัฐธรรมนูญ ถูกครหาถึง "มาตรฐาน" การตัดสิน ที่คล้ายกับเลือกเดินในแนวทาง "ดับเบิลสแตนดาร์ด" เสมอ
ไม่เว้นแม้กระทั่ง สตง. ที่เกิดปัญหา ผู้ว่าการ สตง. ซึ่งถูกดองเรื่องและยืดเยื้อ จนทำให้การตรวจสอบแทบจะหยุดชะงักไปโดยสิ้นเชิง
กลไกองค์กรอิสระ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับ "ปฏิรูปการเมือง" ออกแบบไว้ ถูกทำให้ "พิกลพิการ" แทบจะใช้การไม่ได้
สังคมโดยรวม แทบไม่เหลือศรัทธาและความคาดหวังใดๆ ต่อกลไกต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ
และทั้งหมดนี้ ก็เป็น "เงื่อนไข" สำคัญ ที่นำมาสู่การปฏิเสธ "ระบอบทักษิณ"
รวมไปถึงข้อเรียกร้องสำคัญของสังคม ให้มีการ "ปฏิรูปการเมือง" รอบสองอีกครั้ง
ทว่า ! ในขณะที่เกิดภาวะหมดศรัทธาเช่นว่านี้ ก็ยังมีความจริงอีกประการหนึ่งที่ดำรงคงอยู่
เป็นความจริงขององค์กรตามรัฐธรรมนูญองค์กรหนึ่ง ที่ยังยืนหยัดทำหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด ตรงไปตรงมา และยังเป็นที่พึ่งพิงของสังคมได้
องค์กรที่ว่านี้ก็คือ ศาลปกครอง
ห้วงเวลาที่ผ่านมาของศาลปกครอง ได้แสดงให้ประจักษ์ถึงความเป็นกลไกในการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
ผลงานการตัดสินคดีของศาลปกครองหลายเรื่อง ยืนยันความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง รวมไปถึงความเที่ยงธรรมและความยุติธรรม
อาจกล่าวได้ด้วยซ้ำว่า ที่ผ่านมา ศาลปกครอง ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของมหาชนมากกว่าที่จะตัดสินคดีเพื่อการเมือง
แม้กระทั่งในภาวะการเผชิญหน้าของสังคม ที่สุกงอมเพราะเหตุการบ่มเพาะของ "ระบอบทักษิณ"
ศาลปกครอง ก็ยังแสดงความเด็ดเดี่ยว ความกล้าหาญ และความเป็นอิสระอย่างมากในการตัดสินคดีภายใต้แรงกดดัน
ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินคดีสรรหาคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) รอบที่สอง
ที่ศาลปกครองกลางพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนการสรรหาใหม่ทั้งหมด
หรือคดีการฟ้องเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาแปรรูปรัฐวิสาหกิจ บริษัทการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2549 ทั้ง 2 ฉบับ
ที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาสั่งเพิกถอนทั้งหมด
เพราะเหตุที่กระบวนการตรากฎหมายนั้น "บกพร่อง" ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
และพร้อมกันนั้น ศาลปกครองยังชี้ให้เห็นถึง "วาระซ่อนเร้น" ว่าด้วย "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ระหว่างบุคคลภาครัฐกับบริษัทเอกชน
ปฏิเสธมิได้ว่า ผลของการพิพากษาคดีดังกล่าว ไม่ต่างกับผลงานดีเด่น ซึ่งสะท้อนถึงปัญหา "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ใน "ระบอบทักษิณ" ที่เห็นได้ชัด
และผลของการยืนยัน "หลักการ" เช่นว่านี้ ทำให้กรณีปัญหาหลายประการถูกทยอยส่งสู่ศาลปกครองจำนวนไม่น้อย
ไม่เว้นแม้แต่การใช้อำนาจของ กกต. ที่เป็นปัญหาคาบเกี่ยว ระหว่างรัฐกับเอกชนหลายประการ
ทั้งเรื่อง "ตรายาง"
ทั้งเรื่องการจัดเลือกตั้ง โดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม
ทั้งเรื่อง การปรับเปลี่ยนรูปแบบ "คูหาเลือกตั้ง"
ทั้งเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง และการประกาศรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. 38 เขตใหม่
หรือแม้กระทั่งการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ถูกส่งเข้าสู่ศาลปกครอง เพื่อให้พิจารณาตัดสินให้เป็นโมฆะ
กรณี "ตรายาง" ชัดเจนแล้วว่า บังคับใช้ไม่ได้ และประชาชนสามารถใช้ปากกาในการกากบาทได้เช่นเดิม
กรณี "คูหาเลือกตั้ง" กกต.ก็ยินยอมกลับไปใช้รูปแบบเดิม
ขณะที่คดีการรับสมัคร ส.ส.แบ่งเขตใหม่ ก็เข้าคิวรอฟังคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
นี่เป็น "ปรากฏการณ์" ที่เกิดขึ้นกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งแตกต่างแทบจะสิ้นเชิงกับองค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นๆ
อย่างน้อยที่สุด ศาลปกครอง ก็แสดงให้เห็นว่า หากจะเลือกทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเป็นไปโดยเที่ยงธรรมและชอบธรรม
ก็ยังสามารถทำได้ และทำได้ดีแม้กระทั่งในภาวะกดดัน โดยกลไกของ "ระบอบทักษิณ"
ห้วงเวลานี้ การเมืองกำลังเดินหน้า เข้าสู่การ "ปฏิรูปการเมือง" ครั้งใหม่
ท่ามกลางความกังขา ถึงความชอบธรรมในการดำเนินการ ซึ่งยังแอบอิงอยู่กับอำนาจรัฐ
ไม่ใช่เรื่องแปลก หากจะมีการจัดการกับกลไกองค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหา
แต่จะแปลกอย่างยิ่ง หากการจัดการที่ว่านั้น จะหมายรวมไปถึงบางกลไก เช่น ศาลปกครอง ที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ในการตรวจสอบอำนาจรัฐ
และการบ้านของสังคมก็คือ การจับตา "วาระซ่อนเร้น" ที่อาจจะมีแอบแฝงดำเนินการ !!!
...........
เกศินี แตงเขียว