ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ช่วงนี้บรรดาน้องๆ หนูๆ วัยเรียนทั้งหลายอยู่ในช่วงปิดภาคเรียนกันแล้ว คุณพ่อคุณแม่อย่าปล่อยให้น้องๆ ใช้เวลาว่างให้เปล่าประโยชน์นะครับ
ผมขอแนะนำให้ท่านผู้ปกครองนำลูกจูงหลานหันหน้าเข้าสู่เรื่องของการกีฬากันดีกว่า รับรองว่าเวลาว่างในช่วงปิดเทอมจะไม่เสียเปล่าแน่นอน
การเล่นกีฬาน่ะดีทั้งนั้นแหละครับ ไม่ต้องไปคิดมากถึงขั้นว่าต้องให้เล่นเป็นเลิศ เอาเป็นว่าให้น้องๆ หันมาเล่นกีฬาเพื่อสร้างสุขภาพร่างกายและให้แข็งแรง และรู้จักสปิริตนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ก็พอแล้ว
แต่ถ้าใครมีแววที่จะพัฒนาสู่ความเป็นเลิศได้ ผมว่าอย่ารีรอที่จะรีบสนับสนุนให้เต็มที่ไปเลยครับ แล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไปกระทบต่อการร่ำเรียนอันเป็นหน้าที่หลักที่เยาวชนต้องพึงกระทำอยู่แล้ว
เชื่อผมเหอะ การเรียนกับการเล่นกีฬาสามารถเดินไปควบคู่กันได้
ขอยกตัวอย่างให้เห็นเลยก็แล้วกัน เผอิญว่าผมมีโอกาสคุยกับพวกพ้องคนหนึ่งที่เป็นทนาย ซึ่งลูกชายของเขาคือ ด.ช.พุฒิ ถือเป็น เด็กมหัศจรรย์ คนหนึ่งเลยทีเดียว
คุณพ่อทนายคนนี้เล่าให้ฟังว่า น้องพุฒิ สนใจเล่นกีฬากอล์ฟมาตั้งแต่อายุขวบกว่าๆ พออายุ 5 ขวบก็เริ่มหัดเรียนกอล์ฟอย่างเป็นจริงเป็นจัง
กระทั่งตอนนี้อายุ 8 ปีขวบแล้ว และที่ผมได้ยินแล้วต้องตะลึงคือ คุณพ่อทนายคนนี้บอกกับผมว่า พุฒิเคยตีโฮล อิน วัน มาแล้วถึง 16 ครั้ง
มหัศจรรย์ไหมล่ะครับ ขนาด ไทเกอร์ วู้ดส์ ยังทำไม่ได้ขนาดนี้เลย ผมว่าใครเอาไปบันทึกเป็นสถิติของ กิสเนสส์บุ๊ค ได้เลยนะ
ที่สำคัญคือการเรียนของน้องพุฒิก็ไม่ธรรมดา สอบได้ที่ 1 ทุกเทอม เรียกว่าเก่งทั้งเรียน เก่งทั้งกอล์ฟ
จริงๆ แล้ว พื้นฐานครอบครัวของน้องพุฒิไม่ใช่เป็นนักกอล์ฟที่เก่งกาจและช่ำชองกอล์ฟอะไรเลยนะครับ พ่อเป็นทนาย แม่ทำงานทั่วไปไม่ได้กินนอนอยู่กับกอล์ฟ
แต่ด้วยการวางพื้นฐานที่เริ่มต้นมาอย่างดีตั้งแต่เด็กๆ ทำให้น้องพุฒิสามารถที่จะพัฒนาการเล่นกอล์ฟของตัวเองได้อย่างดี
ตรงนี้ผมมองว่าพื้นฐานเป็นสิ่งที่สำคัญ หากเด็กได้รับการวางพื้นฐานการกีฬาที่ดีตั้งแต่เล็กๆ ก็สามารถที่จะพัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศได้
ส่วนเรื่องการเรียนก็ไม่มีปัญหา หากมีการจัดสรรเวลาทำตารางแบ่งแยกช่วงเวลาของการเรียน และการกีฬาให้ชัดเจน
กรณีตัวอย่างของน้องพุฒิ รับประกันได้เลยครับว่า การเล่นกีฬาสู่ความเป็นเลิศสามารถเดินควบคู่ไปกับการเรียนได้เลย
ขอเพียงจัดตารางเวลาให้ดีแบ่งแยกความรับผิดชอบให้ลงตัว รับรองได้ดีทั้งสองอย่างครับ