ส.ว.ฟิลิปปินส์เสียงข้างน้อยเดินทางมาไทย สังเกตุการณ์การชุมนุมขับไล่ "ทักษิณ" ชมเปาะไทยมีประชาธิปไตยมากกว่าฟิลิปปินส์ ขณะที่ผู้นำทั้งสองประเทศประสบกับชะตากรรมเช่นเดียวกันในข้อหา คอรัปชั่น และโกงเลือกตั้ง
ขณะนี้สถานการณ์การเมืองของประเทศไทยกับประเทศฟิลิปปินส์มีลักษณะไม่แตกต่างกัน โดยก่อนหน้านี้ชาวฟิลิปปินส์ได้ออกมาประท้วงกดดันให้ประธานบดีลาออก แต่ประธานาบดีประกาศภาวฉุกเฉินและสั่งเจ้าหน้าที่จับกลุ่มผู้ก่อการณ์ ส่วนประเทศไทยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ลาออก แต่ก็มีม็อบอีแต๋นและคาราวานคนจนร่วมกลุ่มสนับสนุนให้อยู่ต่อ
วันที่ 21 มี.ค. นายอากีลิโน พิเมนเทล ผู้นำวุฒิสมาชิกเสียงข้างน้อยของประเทศฟิลิปปินส์ ออกแถลงการณ์ชมประเทศไทยว่า มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องจากยอมให้มีการชุมนุมประท้วง โดยไม่ถูกตำรวจคอยรังควานกลั่นแกล้ง ตราบใดที่การชุมนุมเป็นไปโดยสันติ ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และประธานาธิบดีกลอเรีย อาร์โรโย ต่างเผชิญชะตากรรมเดียวกันนั่นคือ ถูกประชาชนรวมพลังกดดันให้ลาออกในข้อหาคล้ายๆ กัน นั่นคือ คอรัปชั่น และโกงเลือกตั้ง
ส.ว.พิเมนเทล เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำฝ่ายค้านที่เคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นเรียกร้องให้นางอาร์โรโยลาออกเมื่อปีที่แล้ว และได้เดินทางมาไทยเมื่อสัปดาห์ผ่านมาเพื่อเข้าร่วมการประชุมเอเชีย-แปซิฟิก และระหว่างอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ได้เดินทางไปสังเกตการณ์การชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย
สำหรับการประท้วงในฟิลิปปินส์นั้น ตำรวจปราบจลาจลได้ขัดขวางไม่ยอมให้ผู้ประท้วงไปชุมนุมใกล้ทำเนียบมาลากันยัง เป็นเหตุให้มีการปะทะกันหลายครั้ง และทำให้นางอาร์โรโยประกาศภาวะฉุกเฉินนาน 1 สัปดาห์ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ และเมื่อวันศุกร์ที่ 17 มีนาคม ตำรวจได้จับกุมนายคอราซอน โซลิแมน อดีตรมต.สวัสดิการสังคมขณะเป็นแกนนำม็อบเตรียมชุมนุม "การประท้วงศุกร์ทมิฬ" หรือ "แบล็ค ฟรายเดย์" แต่ได้รับการปล่อยตัวหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง