"เอกชัย ศรีวิชัย" แจงสื่อน้ำตาท่วม ประกาศไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ด้านแม่ยกร่ำไห้ระงม ระบุ ใครดูคอนเสิร์ตรู้อยู่ฝ่ายไหน อัดพ่อค้าเทปผีมีเอี่ยวผสมโรง
(20มีนาคม) ที่โรงแรมทวินโลตัส อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช นายเอกชัย ศรีวิชัย นักร้องลูกทุ่งชื่อดังขวัญใจชาวปักษ์ใต้ เปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชนชี้แจงถึงกรณีที่เป็นข่าวคึกโครมในการขึ้นเวทีปราศัยเมื่อวันที่
15 มีนาคม ที่ผ่านมา บริเวณสวนจตุจักร กรุงเทพมหานคร จนเป็นเรื่องราวบานปลายถึงขั้นมีการบอยคอตเทปและซีดีเพลงของนายเอกชัย รวมทั้งการแสดงความไม่พอใจที่เกิดขึ้นที่ จ.ระนอง เมื่อถูกกลุ่มวัยรุ่นใช้หนังสติ๊กยิงใส่บนเวทีคอนเสิร์ต
โดยบรรยากาศของการแถลงข่าวปรากฎว่า ได้มีบรรดาแม่ยกและแฟนเพลงจำนวนหลายสิบคนมารอมอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจ ท่ามกลางทีมงานของนายเอกชัย ที่มาคอยดูแลความสงบเรียบร้อยทำให้บรรยากาศของการแถลงข่าวเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีนายสมพร รักหวาน นักจัดรายการวิทยุคนสนิทของนายเอกชัย เป็นผู้ดำเนินงานในการแถลงข่าวครั้งนี้ ส่วนทางด้านนายเอกชัย ได้เปิดแถลงข่าวครั้งนี้พร้อมด้วยนางเรียง ศรีวิชัย มารดาที่แสดงสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
นายเอกชัย ได้แถลงในเรื่องการได้รับอนุมัติปริญญาดุษฎีมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ หรือปริญญาโท จากสภามหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช และจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในวันที่ 22 มีนาคม นี้ เป็นเรื่องแรกว่า เป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวศรีวิชัย พร้อมทั้งชาวใต้ทั้งหมด ความเป็นเอกชัยของตนเองในวันนี้ อยากประกาศให้คนไทยทั้งประเทศทราบถึงการได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีมหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช ซึ่งในการรับปริญญาดุษฎีนั้น ไม่ได้มีขอบเขตในการวัดด้วยผลการศึกษา แต่ต้องใช้ความดีความสามารถจนเป็นที่ประจักษ์และยอมรับจากสังคมอย่างกว้างขวางทุกวงการ และตนน่าจะเป็นนักร้องลูกทุ่งคนแรกของชาวใต้ที่ได้รับ การทำความดีให้สังคมเห็นส่วนหนึ่งมาจากแฟนเพลง และปริญญานี้เป็นของชาวใต้ทุกคน ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะได้เป็นแบบอย่างให้กับเยาวชน จึงต้องนำมาบอกให้ทุกคนรับรู้และเชื่อว่ากาลเวลาจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้รับรู้ นี่คือบทพิสูจน์ของการต่อสู้เพื่อประชาชนตลอดมา
จากนั้นนายเอกชัย ได้กล่าวชี้แจงถึงประเด็นที่เป็นข่าวใหญ่โตอยู่ในขณะนี้ว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องของความเข้าใจผิด
ตลอดระยะเวลา 19 ปีที่ผ่านมา ตนเองไม่เคยเปลี่ยนอุดมการณ์ ด้วยความเป็นเอกชัย ไม่จำเป็นต้องบอกคนใต้ เพราะเห็นการกระทำของตนเองมาโดยตลอด
"ผมยืนยันว่า ผมไม่มีฝักฝ่าย ไม่ได้อยู่พรรคไหน มีเฉพาะเพื่อนและบุคคลที่ให้ความเคารพนับถือ ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากทุกคนคิดกันเอาเอง และปัญหาที่มีการรับฟังข่าวสารไม่ตลอด โดยติดยึดกับเขาว่า มาพูดกัน ถือว่าน่ากลัวมาก
เหมือนกับกรณีของดาราสาว อย่าง คุณกบ สุวนันท์ คงยิ่ง ข่าวลือถึงขั้นเผาสถานทูตเมื่อเจอเรื่องจริงก็ต้องมาเสียน้ำตา กรณีนี้ ผมประเมินตนเองผิดว่า ผมเป็นแค่นักร้องธรรมดาคนหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าผมจะเป็นคนในครอบครัวของทุกคนและเห็นผมเหมือนลูกหลาน และเป็นการใช้อารมณ์ของทุกคนตีลูกหลาน เพราะการบริโภคข่าวสารที่ไม่ตลอดเข้าใจว่า ผมเปลี่ยนไป ถูกซื้อตัวไป และเข้าใจว่า ไปอยู่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ทั้งที่ผมเป็นคนไม่มีฝ่าย ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ การคิดเอาเอง" นายเอกชัย กล่าวและว่า
"ความเป็นบุคคลสาธารณะนั้น เมื่อขึ้นเวทีจะไปเข้าข้างใดไม่ได้ แต่ถ้าเวทีของผมเองไม่ว่ากัน เพราะผมมีสิทธิที่จะพูด เพราะคนที่เข้าไปต้องเสียเงินดู และจะรู้ว่าผมอยู่ตำแหน่งไหน นักร้องเพลงลูกทุ่งขวัญใจชาวใต้ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกชัย เริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า น้ำเสียงสั่นเครือ ในขณะที่นางเรียง ศรีวิชัย ที่นั่งอยู่ข้างๆเริ่มร่ำไห้ ก่อนที่จะกล่าวทั้งน้ำตาว่า " การรับข่าวสารที่ไม่ครบถ้วนถึงขั้นจะต้องฆ่าผมเลยหรือ ผมขายยาบ้าหรือ ผมไปทำร้ายใครถึงตายก็ไม่มี เรื่องราวของสังคมกับการเมืองต้องแยกแยะให้ออกว่าสังคมกับการเมืองคนละแบบกัน ระยะเวลาที่ผ่านมาจะต้องแยกว่า เรื่องไหนการเมืองเรื่องไหนสังคม เรื่องของการสร้างและดูแลสังคมเป็นเรื่องของผม และเรื่องการเมืองไม่ใช่เรื่องและหน้าที่ของผม การออกไปรณรงค์ให้คนไปเลือกตั้งเป็นหน้าที่ทางสังคมและเป็นหน้าที่ของศิลปิน บางคนมองว่าผมไปขึ้นเวทีเชียร์นากยกทักษิณ นั่นคือความไม่เข้าใจ" เขากล่าว
นายเอกชัย กล่าวต่อไปว่า เวทีที่ตนเองไปขึ้นนั้น เป็นเวทีประชาธิปไตย ไม่ได้หนุนใคร มีการเล่นดนตรีนั่นก็ผิดกฎหมาย หากไปเชียร์ใคร และผมก็ไปร้องเพลงฆ่ากันทำไมเป็นการร้องเพลงเพื่อลดกระแสสังคม ซึ่งการรับข่าวสารที่ไม่ตรงกับใจ จึงเป็นที่มาของกระแสต่างๆ ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ระหว่างที่นายเอกชัย แถลงข่าวอยู่นั้น บรรดาแม่ยกที่เดินทางมาให้กำลังใจต่างพากันร่ำไห้กันระงม รวมทั้งทีมงานของเอกชัย ด้วยที่มีหน้าตาซึมหลายคน
นายเอกชัย กล่าวต่อไปอีกว่า ยังมีอีกประเด็นคือการผสมโรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่นำเอาเทป-ซีดีเอกชัย มาโยนทิ้งและใช้เท้ากระทืบหรือเผาทำลายนั้น เชื่อว่าทุกคนที่รักเอกชัย จะไม่ทำเช่นนั้นแน่นอน แต่เหตุการณ์นั้นมีแนวร่วม เพราะบ้านเมืองแบ่งเป็นหลายฝักหลายฝ่าย มีทั้งขายุยงในกลุ่มที่ไปเผานั้น เชื่อว่ามีพ่อค้าเทปผี ซีดีเถื่อนรวมอยู่ด้วย ได้สร้างภาพทำข่าวออกมาให้เอกชัย เสียหายกว่าเดิม และอีกกลุ่ม คือ ตามร้านน้ำชากาแฟ ที่มีคนพูดให้ตนเองเสียหาย อีกทั้งยังมีอีกหลายคนมองว่า ตนเองพูดแก้ตัว
ทั้งที่มีการฟังข่าวมาเพียงฝ่ายเดียว พอตนจะพูดบ้างก็บอกว่า แก้ตัว ถ้าไม่พูดจะให้ตนทำอย่างไร ซึ่งคนที่เข้าใจนั้นขอให้เข้าใจตนเองด้วย แต่คนไหนไม่เข้าใจก็ขอให้การเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าท้ายที่สุดแล้ว ตนเองเปลี่ยนอะไรไปบ้าง ยืนยันว่าชั่วชีวิตนี้ ย้ายสำมะโนครัวย้ายได้ แต่ถ้าให้ย้ายออกจากความเป็นลูกของแม่เรียง ให้ลาออกจากการเป็นคนใต้ไม่ได้เพราะวิญญาณเลือดเนื้อของภาคใต้ทำให้ตนเองเป็นอยู่ทุกวันนี้ ใครก็มาจูงจมูกตนไปไม่ได้ และจะอยู่กับภาคใต้ชั่วชีวิต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้ ถ้าไม่มีข่าวที่ผมได้ปริญญา แม่คงจะเป็นลมล้มพับอยู่อีก คุ้มหรือไม่กับชีวิตแม่
หลังจากนั้นนายเอกชัย ร่ำไห้อีกครั้ง พร้อมทั้งระบุว่า กับเรื่องที่ประชาชนได้รับข่าวสารมาเพียงเล็กน้อยแล้วมาลงโทษตนเอง คุณงามความดีที่ทำกับบ้านเมืองยังมีไม่พออีกหรือ ถ้าทุกคนรู้สึกเสียใจกับข่าวที่ได้รับไปผิดๆและรู้สึกเอาเองกับข่าวนั้น แล้วจะต้องมาลงโทษกับตนเองว่าผิด ลืมความเป็นคนใต้ ก่อนที่จะยกมือขึ้นพนมและประกาศกราบเท้าทุกคน
และระบุออกมาว่า " อย่างน้อยที่สุดผมไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้เปลี่ยนไปไหน อย่าเอาอารมณ์มาตัดสิน และผมจะไม่ไปไหนแม้ตายไปแล้วก็ตาม สงสารแม่ผม อย่าให้เรื่องลุกลาม ถ้าคิดว่าผมผิด ผมขอกราบอย่าโกรธผมอีกเลย" นายเอกชัย กล่าวทั้งน้ำตา
หลังจากนั้นปรากฎว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าเมื่อบรรดาแม่ยกต่างร่ำไห้ระงม ในขณะที่นางเรียง ศรีวิชัย ได้ประกาศฝากเอกชัย ไว้กับทุกคน ก่อนที่จะมีการปิดการแถลงข่าว โดยบรรดาแม่ยกที่เดินทางมาร่วมรับฟังการแถลงข่าวได้นำช่อดอกไม้มอบให้กับนักร้องขวัญใจ