เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกโรงแฉละเอียดยิบเส้นทางการจ่ายเงินจ้างคนลงสมัครรับเลือกตั้งของแกนนำพรรคไทยรักไทย แถมกกต.บางคนสมคบ 3 แกนนำตัดต่อรายชื่อ
(18มีนาคม) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แถลงแฉเส้นทางการจ้างคนลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมแผนผังการจ่ายเงินของพรรคไทยรักไทยว่า ตามที่มีข่าวว่านายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย จะฟ้องดำเนินคดีตนโดยเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง 100 ล้านบาท และจะดำเนินคดีถึงขั้นยุบพรรคประชาธิปัตย์ว่า คิดว่านายพงษ์ศักดิ์อาจจะสำคัญผิดในข้อเท็จจริงบางอย่าง เพราะถ้าจะเอากันถึงขั้นยุบพรรค ตนควรจะเป็นคนทำไม่ใช่นายพงษ์ศักดิ์ เนื่องจากพฤติกรรมของคณะนายพงษ์ศักดิ์ ตนเห็นว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบบประชาธิปไตยคือใช้อำนาจ อิทธิพลเข้าไปทำการทุจริตเลือกตั้ง
ส่วนที่นายพงษ์ศักดิ์ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำไม่เกี่ยวข้อง บางทีอาจนึกไม่ถึงว่า ตนมีพยานหลักฐานอะไรอยู่ในมือทั้งนี้ขอบอกว่าระหว่างกับพล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมว.กลาโหม รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายพงษ์ศักดิ์และนพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เคยชอบพอกันและไม่ใช่ศัตรูกัน แต่วันนี้สถานการณ์ถึงขั้นตะลุมบอล ติดดาบปลายปืน ประจันบานกันแล้ว ก็ให้ถือว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ การทำหน้าที่ของตนและเพื่อน ๆ ในพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในกฏเกณฑ์กติกาทั้งใจ ปากและการกระทำ ไม่ใช่ปากอ้างว่ายึดกติกา แต่มือทำอีกอย่าง
ผมขอเอื้อเฟื้อสำหรับคนที่เคยรู้สึกดี ๆ ต่อกันจะได้ไปเตรียมคดี ผมขอเสนอแผนผังสายการปฏิบัติการเฉพาะในส่วนที่คนเหล่านี้เกี่ยวข้องทำร่วมกับพรรคพัฒนาชาติไทย ว่าอยู่ในขั้นตอนไหนอย่างไร เพราะบุคคลเหล่านี้ทำกับหลายพรรค ผมขอร้องว่าเมื่อเปิดเผยชื่อและตัวบุคคลไปแล้ว อย่าไปฆ่าตัดตอนพยานเพราะเป็นคนที่เคยเป็นลูกน้อง รับใช้คนที่กล่าวมา ทำไปก็บาปและช่วงนี้ ผมขอเตือนไว้ว่า เป็นปลายยุคของระบอบทักษิณแล้ว ทำไปก็คงไม่พ้นผิดและผมขอความกรุณาประชาชนที่สนใจคิดตามเรื่องนี้ได้ช่วยกันตรวจสอบไปพร้อมกันด้วยเพื่อประชาชนจะได้เห็นว่าระบอบทักษิณ อันตรายต่อประเทศอย่างแท้จริง ถ้าระบอบทักษิณยังอยู่อย่างนี้เลือกตั้งไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่จะสนับสุนนให้ระบอบทักษิณหยั่งรากลึกชอนไช้ลงไปในองค์กรต่างๆ จนกระทั่งเราไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ นายสุเทพกล่าว
จากแผนผังดังกล่าวเริ่มต้นวันที่ 2 มีนาคม 2549 ณ ที่ทำการพรรคไทยรักไทย ชั้น 4 เวลา 20.30 น. ที่ห้องประชุมข้างห้องทำงานของพล.อ.ธรรมรักษ์ ในการประชุม พล.อ.ธรรมรักษ์ นั่งหัวโต๊ะ นายพงษ์ศักดิ์นั่งขวามือและมีลูกน้องนั่ง 4 คน ชื่อ นายทวี นายชวการ นายพงษ์ศรี และนายต้อย ในวันนั้นมีการพูดคุยกันถึงนโยบายการทำงานและเป้าหมายในการทำงาน บอกว่าต้องการเอาพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัคร เป็นคู่ต่อสู้กำมะลอที่จะสร้างขึ้น โดยให้ลงสมัครในพื้นที่ที่ฝ่ายค้านมีเสียงอยู่ทุกพื้นที่ ระบุว่ามีที่จังหวัด สระแก้ว ปราจีนบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง และ 14 จังหวัดภาคใต้ นั้นคือเป้าหมาย
อย่างไรก็ตามได้เกิดปัญหาขึ้นคือหาคนที่จบปริญญาตรี มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นหาได้ แต่เรื่องใหญ่คือข้อกฎหมายที่บอกว่า จะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นไม่น้อยกว่า 90 วันจะทำอย่างไร ซึ่งพล.อ.ธรรมรักษ์ได้ถามในที่ประชุมว่าจะทำได้หรือไม่ ซึ่งลูกน้องก็ขานรับว่าทำได้ มีการพูดกันว่าทำได้โดยวิธีไหน มีคนหัวแหลมชื่อนายชวการ เสนอว่าจะใช้วิธีตัดต่อพันธุกรรมไม่ใช่ใส่ชื่อเข้าไปเฉย ๆ เมื่อพูดคุยขั้นตอนกันแล้ว ก็มีการตกลงกันว่าบุคคลเหล่านี้จะไปทำงาน โดยมีลูกน้องของพล.อ.ธรรมรักษ์ 3 คนดังกล่าวเป็นตัวแทนไปกำกับการแสดง โดยมีนายชวการเป็นผู้รับจ้าง
นายสุเทพกล่าวอีกว่า ถัดจากฉากที่หนึ่ง ตนขอเปิดฉากที่ 2 ในคืนเดียวกันที่โรงแรมกาญจณ์มณี ย่านสะพานควาย เวลา 23.00 น.เมื่อรับงานมาแล้วนายชวการ ก็มาเปิดห้องพักที่โรงแรมกาญจณ์มณี โดยมีนายทวีและนายพงษ์ศรี นายต้อย มาร่วมด้วย โดยบอกกับโรงแรมว่าต่อไปนี้มีแฟกซ์และโทรศัพท์ให้ต่อมายังห้องของนายชวการและก็ได้เรียกคนสำคัญมาคนหนึ่งชือนายสุขสันต์ เป็นผู้อำนวยการพรรคพัฒนาชาติไทย เพื่อมารับคำสั่งพร้อมด้วยหัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทยคือนายบุญทวีศักดิ์ มาหารือวิธีทำงานกำหนดพื้นที่เป้าหมาย กำหนดสายที่จะเข้าไปควบคุมคัดเลือกคนในเบื้องต้นเช่น หัวหน้าสายในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนคือ นาวาเอกดิษฐาและสารวัตรเสงี่ยม ส่วนหัวหน้าสายภาคใต้ตอนล่างคือคุณพงษ์ศรี เป้าหมายคือหาคนที่จบปริญญาตรีและส่งแฟกซ์บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน คุณวุฒิการศึกษามาที่ห้องของนายชวการที่ โรงแรมกาญมณี
นายสุเทพ กล่าวว่า ต่อไปเป็นขั้นตอนของการรับสมัครเริ่มตั้งแต่วันที่ 4-6 มีนาคม 49 จากจังหวัดต่าง ๆ มีการส่งข้อมูลมาให้นายชวการ โดยนำแฟกซ์ข้อมูลไปถ่ายสำเนาที่ร้านข้างธนาคารกรุงไทย เพราะใบแฟกซ์ใช้เป็นหลักฐานประกอบใบสมัครไม่ได้จึงต้องไปถ่ายเอกสารมาให้และนำไปแนบกับใบสมัครเจ้าตัวยังมากไม่ถึงเลย มีคนเขียนใบสมัครไว้ให้แล้ว ชื่อ บัว เป็นลูกน้องของนายสุขสันต์ โดยเขียนใบสมัครทั้งหมดแต่เว้นว่างวันที่ และหมายเลขรหัสสมาชิกเอาไว้
จากนั้นในวันที่ 6 มีนาคม 49 ได้เดินทางไปรับแผ่นดิสจากกกต. โดยผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์ลบชื่อสมาชิกคนเดิมออก แต่เก็บเลขและวันที่สมัครของคนเดิมไว้ แล้วใส่ชื่อคนใหม่ที่ต้องการส่งลงสมัครลงไป พร้อมด้วยหมายเลขบัตรประชาชนและที่อยู่ โดยมีเทคนิคเอาชื่อที่ใส่ลงไปใหม่ไปใส่สลับไว้หน้าโน้นหน้านี้บ้าง แต่อยู่ที่รหัสระหว่าง 07101-07601 ซึ่งเป็นจำนวน 500 ชื่อสุดท้ายที่ได้แจ้งต่อกกต.เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ตอนที่นำแผ่นดิสมาจากกกต. ได้นำเอกสารใบทพ.6 มาด้วย และฉีกใบเก่าทิ้งเขียนใบสมัครใหม่ที่เตรียมไว้ใส่เข้าไปใหม่ ทำเสร็จในคืนวันที่ 6 มีนาคม และเอาแผ่นดิสไปคืนที่กกต.
นี่คือเรื่องที่ชี้ให้เห็นว่ามีการประสานและอำนวยความสะดวกให้กันอย่างดีมาก โดยกกต.ทำงานล่วงเวลาให้เลยครับ หาข้อมูลให้เสร็จ แก้เสร็จแล้วเอากลับไปคืนกกต. รุ่งขึ้นตอนเช้าฉลองกันเลยครับ ทำงานกันดึกตื่นมาสายหน่อย 09.00 น.ก็ไปตรวจรายชื่อที่ร้านอิเตอร์เน็ตที่อยู่ข้างโรงแรม ตรวจสอบว่าผลงานที่ทำมาเมื่อคืนเรียบร้อยหรือไม่ ปรากฎว่าชื่อที่เตรียมมาทั้งหมดอยู่ในอินเตอร์เน็ตของกกต.เรียบร้อยแล้ว จึงออกหนังสือรับรองจากหัวหน้าพรรคให้กับผู้สมัครเหล่านั้นและจ่ายเงินให้คนละ 20,000 บาทเป็นค่าสมัคร โดยสัญญาว่าเมื่อสมัครเรียบร้อยแล้วให้มารับเงินตามอัตรา 100,000 - 300,000- 500,000 หรือ 1-3 ล้านบาท นี้คือขั้นตอนย่อ ๆ ที่ให้เห็นชัดเจน ท่านพงษ์ศักดิ์ นพ.พรหมมินทร์ ท่านธรรมรักษ์ ก็ไปดูแล้วกันว่าท่านเกี่ยวข้องอยู่ตอนไหน เพราะผมก็ใส่รูปท่านไว้แล้ว ท่านจะได้ไม่สับสนหลงลืมอีก
นายสุเทพยังได้กล่าวถึงขั้นตอนการจ่ายเงินว่า เริ่มต้นเมื่อวันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา เป็นการจ่ายเงินสำหรับการไปสมัครบัญชีรายชื่อ พรรคพัฒนาชาติไทยส่งผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อ 5 คน เขาให้คนละ 10,000 บาท สำหรับเป็นค่าสมัครโดยมีนายทวี นายชวการ นายพงษ์ศรี และนายต้อย ไปหาพล.อ.ธรรมรักษ์ ที่กระทรวงกลาโหม ไปนั่งรอที่โซฟาหน้าห้องรมว.กลาโหม เมื่อพล.อ.ธรรมรักษ์เดินขึ้นมาทุกคนก็ลุกขึ้นยกมือไหว้ทักทายกันว่า เรียบร้อยมั้ย แล้วนายทวีก็เดินตามเข้าไป เอาเงิน 50,000 บาท ออกมาส่งให้พรรคพวก นายชวการก็ถือเงิน 50,000 นั่งนับไปในรถนับเสร็จ โอโอ้ พอดีเลย ไม่เหลือให้เราใช้บางเลย แล้วรีบเอาเงินไปให้หัวหน้าพรรคที่นั่งรออยู่ที่อาคารนิมิบุตร ไปจ่ายค่าสมัครเป็นพรรคสุดท้ายเกือบจะหมดเวลาแล้ว เสร็จแล้ว พวกนายชวการก็มานั่งทานอาหารที่โรงแรม เซ็นจูรี่ แล้วหัวหน้าพรรคก็โทรมาถามว่า พรรคเรามีเบอร์ 7 กับเบอร์ 8 จะเอาเบอร์อะไร นายชวการ บอกเอาเบอร์ 7 คนปักษ์ใต้ชอบเบอร์ 7 ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่ทราบขนาดเป็นคนปักษ์ใต้แท้ๆ ยังไม่ทราบว่าคนใต้ชอบเบอร์ 7
ส่วนขั้นตอนการจ่ายเงินให้กับผู้สมัครส.ส.เขต นายทวีเป็นคนนำเงินจากเสธฯมาให้ งวดแรก 240,000 บาท ในวันที่ 7 มี.ค. โดยใส่กระเป๋าผ้าสีน้ำเงินและอีก 3 ชั่วโมง นำเงินมาให้อีก 520,000 บาทโดยเอาไปให้ห้อง 503 โรงแรมกาญมณี นายทวีเป็นคนนับเงินใส่ซองโดยซองซื้อจากร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น ที่อยู่หน้าโรง ซึ่งใส่ซองทั้งหมด 38 ซอง ให้กับผู้สมัครไป 33 คน 33 เขต เหลืออีก 5 ซอง บอกว่าเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ไม่แน่ใจว่านายทวี หยิบไป3 ซองหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของตน คนที่คุมซองเวลาจ่ายคือนายต้อย ซึ่งนายต้อยเป็นคนคุมคิวรถตู้อยู่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งนายต้อยมาจากเสธฯ
นายสุเทพกล่าวต่อว่า ตอนเย็นหลังจากส่งผู้สมัครกลับไปหมดแล้ว นายสุรพงษ์ แว่นแก้ว หัวหน้าพรรคธรรมาธิปไตยได้โทรมาว่าให้นายสุขสันต์ พาหัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทยไปพบกันที่โรงแรมแอมบาสซี่ ซ.20 ถ.ประดิพัทธ์ ที่ไปพบกันมา 3 พรรค คือพรรคกฤชไทยมั่นคง พรรคธรรมาธิปไตย พรรคพัฒนาชาติไทย แต่พอไปถึงได้สร้างความผิดหวังต่อหัวหน้าพรรค 3 คนนี้มากเพราะมี ดร.แก่ ๆ คนหนึ่งอายุ 60 กว่าปี เอานามบัตรของเสธฯให้ดูว่าเป็นตัวแทนเสธฯ เอาเงินมาให้หัวหน้าพรรค คนละ 20,000 บาท หัวหน้าพรรคทั้ง 3 คน เลยอารมย์เสียมาก เพราะถือว่าดูถูกกันจึงไม่มีใครรับและทั้ง 3 คนก็กลับไป แล้วดร.คนนี้ก็นั่งรถเบนซ์ทะเบียน ภย 993 ออกไป
นายุสเทพ กล่าวว่ารอยร้าวเริ่มเกิดขึ้นในบรรดาผู้ปฏิบัติงานทั้งหลาย ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม นายชวการโอนเงินให้นายสขุสันต์ 140,0000 ผ่านธนาคารกสิกรไทยสาขาประดิพัทธ์ เข้าบัญชีนายสุขสันต์ ที่ จ.นครพนม จุดประสงค์ที่โอนเงินดังกล่าว นี้ก็เพื่อให้นายสุขสันต์หาผู้สมัครให้อีก 7 คนลงสมัคร ที่จ.นครพนมปรากฎว่านายสุขสันต์ทำงานไม่สำเร็จ เพราะวันที่ 8 มี.ค. มันกระทันหัน นายสุขสันต์จึงโอนเงินคืนให้นายชวการ ขบวนการเรื่องเงินทั้งหมด นายทวีได้แจ้งให้ทุกท่านทราบว่าเงินมาจากพล.อ.ธรรมรักษ์ แต่บางส่วน นายถั่ว หรือนายไพโรจน์เป็นคนเอามาจากนพ.พรหมมินทร์
โดยบอกว่าพวกที่แววดี ๆ ที่จะเป็นส.ส. 6-7 คน นพ.พรหมมินทร์จะเป็นผู้สมันสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างไม่อั้น ส่วนพวกไม้ประดับไม่ค่อยมีราคาลงประดับธรรมดาให้ไปใช้เงินทางท่อของพล.อ.ธรรมรักษ์ โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าจะให้พรรคเล็กเหล่านี้ได้เป็นส.ส.ทั้งปราร์ตี้ลิสต์และส.ส.เขต ประมาณ 100 คน และสัญญาด้วยว่าถ้าได้เข้าไปเป็นส.ส.จะให้เป็นกรรมาธิการให้มีหน้ามีตา และมีข้อแม้สำคัญว่า1.จะต้องไม่ร้องเรียนกกต.เลยไม่ว่ากกตงจะทำอะไรทั้งบัญชีรายชื่อและส.ส. 2.ห้ามไม่ให้แต่งตั้งตัวแทนผู้สมัครไปดูการนับคะแนนโดนนายเขาจะทำเอง เขามีวิธีการดำเนินการเอง
นายสุเทพกล่าวว่า ตอนสุดท้ายที่ทะเลาะใหญ่โตคือวันที่ 15 มีนาคม หลังจากไปสมัครเรียบร้อยแล้ว แล้วกกต.ตรวจสอบคุณสมบัติครบบ้างไม่ครบบ้างมีคุณสมบัติครบ 21 คน โดย 21 คนนี้มารอรับเงิน ซึ่งนัดจ่ายเงินกันที่ศูนย์ประสานงานชั่วคราวตึกชิโน บริด ข้างโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ถ.วิภาวดี นายพงษ์ศรี นายต้อย นายถั่ว นายดำ และผู้สมัครต่าง ๆ ก็ไปรอกันอยู่ปรากฏว่านายทวีไม่มาปัญหาที่สันนิฐานกันคือ เงินไม่มาหรือ มาแล้วเบี้ยว สมาชิกที่กกต.ไม่รับรอง 4 คนก็มาร้องเรียนโดยมา จ.สระแก้ว แพร่ ประจวบฯ และกทม.เขต 13 ขอให้ช่วยแก้ปัญหา นายสุสันต์มาตรวจสอบแล้วบอกว่าเป็นชื่อเกินไปจากที่นายสุสันต์และทีมงานทำขึ้นเป็นทะเบียนที่นายพงษ์ศรีเพิ่มเองทั้งตรายางปลอม เซ็นต์รับรองเอง โดยนายสุขสันต์ไม่รู้เรื่อง แต่ยังอุตส่าห์ ส่งแฟกซ์ยืนยันสมาชิกภาพของทั้ง 4 คนไปให้กกต.และให้ทั้ง 4 คนไปยื่นฟ้องที่ศาลฏีกา
ต้องการให้ทุกตนเห็นเส้นทางการเดินทางของเงินเพื่อที่จะมองเห็นภาพ ติดตามดูกันต่อไป นี่เฉพาะของพรรคพัฒนาชาติไทย ซึ่งพรรคนี้ทำแนบเนียนมากการปลอมชื่อปลอมทะเบียนผู้สมัครทำได้ลึกเพราะเจาะเข้าไปถึงฐานข้อมูลของกกต.โดยมีคนของกกต.ร่วมด้วย โดยในส่วนของกกต. ตนทำรูปไอ้โม่งเอาไว้ ยังไม่เปิดชื่อ ซึ่งมีชื่อ 3-4 คน ทั้งที่เป็นระดับโต ๆ และระดับเล็ก ๆ การที่เว้นเอาไว้เพราะต้องการใช้โอกาสนี้ เห็นสื่อระบุว่าพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานกกต.พยายามที่จะประสานงานขอข้อมูลจากตน
ดังนั้นวันนี้ตนจะบันทึกเทปคำให้สัมภาษณ์ของตนพร้อมด้วยชาร์ตประกอบการสัมภาษณ์ ส่งไปให้ประธานกกต.จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาถามกันใหม่และตนจะดูว่าคุณวาสนาจะทำอย่างไรจะให้โอกาสคุณวาสนาสักวันสองวัน ถ้ากกต.ตั้งใจจะกลับเนื้อกลับตัวสำนึกได้ว่าจะต้องทำตัวเป็นองค์กรอิสระ ปลดแอกตัวเองจากระอบบทักษิณ กวาดบ้านถูกบ้านคตัวเองให้เรียบร้อยปรับปรุงให้ทำให้ประชาชน เชื่อถือได้กับกกต.พร้อมที่จะเป็นคนดี เป็นองค์กรที่ดี ตนจะขอแสดงความชื่นชม แต่ถ้าเมื่อไหร่เห็นว่า กกต.อย่างไรก็ขอตายไปกับระบอบทักษิณ ด้วยความจงรักษ์ถักดีสูงสุดก็จะช่วยสนองเจตนารมย์ให้ ที่พูดอย่างนี้ด้วยความจริงใจ ตรงไปตรงมาที่สุด ผมยังหวังที่จะเห็นองค์กรอิสระเป็นอิสระอยู่ แต่ถ้าสิ้นหวังกันก็เป็นเรื่องที่เราทุกคน ได้แต่แสดงความเสียใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่า 4 คนที่ระบุนั้นมาจากสายไหนบ้าง นายสุเทพกล่าวว่า มาจากหลายสาย นายทวีเป็นลูกน้องพล.อ.ธรรมรักษ์โดยตรง นายพงษ์ศรี นายต้อยไม่ใช่ลูกตรงทีเดียว แต่อยู่ในทีม บางคนมาจากสายผู้บริหารพรรคคนอื่น ซึ่งเรื่องนี้ถ้าตนไม่มีพยานหลักฐานก็ไปกล่าวหาใครไม่ได้ ทั้งนี้ในที่ประชุมนพ.พรหมมินทร์ ไม่ได้อยู่ตอนวางแผน แต่สายของเงิน คนถือเงิน คือนายถั่วหรือนายไพโรจน์เป็นคนถือไปจากนพ.พรหมมินทร์ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์กันทุกพรรคว่าคนที่เป็นส.ส. คนมือดี ชั้นยอด นพ.พรหมมินทร์จะเป็นผู้ชุบเลี้ยง ส่วนไม้ประดับพล.อ.ธรรมรักษ์ดูแล แต่ดูเหมือนพล.อ.ธรรมรักษ์ไม่มีสตางค์ จ่ายพอดิบพอดีคนเขาก็นินทากันนะ เสียเหลี่ยมมากเลย ดูแล้วนพ.พรหมมินทร์มีสตางค์กว่าเยอะ
เมื่อถามว่า ความผิดของพรรคไทยรักไทยที่พล.อ.ธรรมรักษ์ ออกมาทำเรื่องนี้ กกต.จะต้องดำเนินการอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า ตนได้ส่งผังเรื่องนี้ให้นายพงษ์ศักดิ์ ไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่กฏหมายของพรรคไทยรักไทยว่าอย่างนี้เรียกว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ซึ่งตนก็จะไปปรึกษากับฝ่ายกฏหมายของพรรคประชาธิปัตย์ดูว่าเรื่องที่ยุบพรรคไทยรักไทยกับยุบพรรคประชาธิปัตย์ใครทำก่อน ไม่ใช่เรื่องที่ท้าทายแต่วันนี้เป็นการประกาศ ติดดาบปลายปืนประจันบานกันแล้วว่าเราลุย
ต่อข้อถามว่ามั่นใจแค่ไหนกับการตรวจสอบของกกต. นายสุเทพกล่าวว่า ถ้าไม่มั่นใจตนจะทำอย่างนี้ได้หรือ และกกต.ทำอะไรได้ก็ทำเพราะยิ่งทำก็ยิ่งผิด ถ้าสำนึกบาปได้ก็หยุดและมาบอกว่าจะปัดกวาดบ้านถูบ้านให้ดีทำให้สะอาดตนก็จะรับได้ เมื่อถามว่าแสดงว่ากกต.รู้ตั้งแต่ขั้นตอนการใส่ชื่อในเว็ปแล้ว นายสุเทพกล่าวว่า ตนเรียนตรงๆว่า พล.ต.อ.วาสนา ดูท่าทางเป็นคนฉลาดและมีประสบการณ์มามาก ทำงานเป็นนายตำรวจเป็นพนักงานสอบสวนมา ต้องรู้และสังหรณ์ใจอยู่แล้วว่าลูกน้องตัวเองทำอะไรกันอยู่บ้าง แต่ที่ไม่แน่ใจคือไม่รู้ว่าพล.ต.อ.วาสนารู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่ ตนยังไม่ปักใจและยังไม่ปรักปร่ำ พล.ต.อ.วาสน ส่วนคนอื่นตนหวั่นไหวไปหมดแล้ว แต่ก็จะดูว่า พล.ต.อ.วาสนาจะทำอย่างไร นายสุเทพยังกล่าวเดิมที่เดิยวไม่ต้องการเปิดเรื่องนี้เพราะถ้าเปิดตนก้เสียเปรียบในทางคดี แต่เห็นว่าเมื่อพุดจาแล้วทางรัฐบาลทำมาเก็ตติ้งเก่ง การตลาดดี ประชาสัมพันธ์เก่งเพราะฉะนั้น จึงต้องออกมาบอกว่าโปรดชะงักสักนิด ชำเลืองดูเอกสารของตนสักหน่อย บางที่จะได้สติขึ้นมาบ้าง และขอให้ประชาชนได้ติดตามเรื่องนี้ด้วย เพราะทุกขั้นตอนตนมีหลักฐาน ขณะนี้หลักฐานทั้งหมดอยู่ที่สำนักงานทนายความที่เตรียมคดีไว้เรียบร้อยแล้ว
ผมตนจะให้ความร่วมมือทันทีที่สั่งฟ้องผม ถ้าวันจันทร์ที่ 20 มีนาคมนี้ รู้ว่าเขาฟ้อง ผมก็จะเดินทางไปที่ศาลขอรับหมายเองเลย เพื่อไม่ให้เสียเวลาที่ศาลต้องส่งหมายมาให้ผม เพื่อให้การดำเนินคดีเร็วขึ้น เอาให้ทันก่อนวันที่คุณทักษิณ จะหอบข้าวหอบของออกนอกประเทศก็แล้วกันนายสุเทพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองอย่างไรที่กกต.จะเลื่อนวันเลือกตั้งไป นายสุเทพกล่าวว่า ตนไม่สนใจเรื่องการเลื่อนวันเลือกตั้ง สิ่งที่สนใจคือการอยากบอกท่านทั้งหลายที่กำลังทำอยู่ว่า ท่านเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการระบอบทักษิณ ที่ทำร้ายประเทLไทยและระบอบประชาธิปไตย ตนเพียงจะบอกพี่น้องประชาชนว่าให้ดูและติดตามเรื่องเหล่านี้ ว่าพรรคพวก บริวาร ที่อยู่ใต้ระบอบทักษิณได้หยั่งรากชอนไชไปในองค์กรต่างๆ มีอิทธิฤทธิ์ อิทธิพลทำทุจริตคิดมิชอบเป็นปฏิปักษ์ ต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างสาหัสสากรรจ์ปากบอกจะปฎิรูปการเมือง ถ้าปฏิรูปการเมืองจริงจะมาทุจริตได้หรือ ถ้าทุจริตการเลือกตั้งโกงเลือกตั้ง ปลอมเอกสาร จ้างคน อย่างนี้ปฏิรูปไม่ได้หรอก เข้าตำรามือถือสาก ปากถือศีล
เมื่อถามว่า เมื่อมีหลักฐานมากขนาดนี้ จะบอกอะไรกับประชาชน เรื่องการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.นี้ นายสุเทพกล่าวว่า อยากจะบอกกับประชาชนว่า ตราบใดที่ระบอบทักษิณยังอยู่ การเลือกตั้งจะไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติประชาชนเลย เพราะเป็นเพียงฉากของลิเก ที่นายโรงอย่างพ.ต.ท.ทักษิณและคณะออกแสดงร่วมกันตบตาประชาชน ตบตานานาประเทศว่านี่คือระบอบการปกครองประชาธิปไตย แท้จริงไม่ใช่แต่เป็นระบอบทักษิณ