"เสนาะ เทียนทอง" ถึงท้องสนามหลวงแล้ว มอบ "ประมวล" เป็นพยายานเบิกความต่อศาลจำลองไต่ส่วน "ทักษิณ" ขายหุ้น ขาดจริยธรรมการเป็นนักการเมืองที่ดี แนะ "ทักษิณ" ดู "สุจินดา" ฟังพระราชดำรัสยังเสียสละเป็นตัวอย่าง ประชาชนทั่วสารทิศรับฟัง งิ้วธรรมศาสตร์ตอนนี้เสนอเรื่อง"สภาโจ๊ก"
การชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง วันที่ 13 มี.ค. ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณท้องสนามหลวง ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาลเช้าวันที่ 14 มี.ค. เริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 16.30 น. มีบรรดาแกนนำและสลับกับการแสดงดนตรีจากศิลปินเพื่อชีวิตชื่อดัง อาทิ พงศ์เทพ กระโดนชำนาญ ปู พงศ์สิทธิ์ คัมภีร์ และการแสดงของเยาวชนชาวเขาจากโรงเรียนสุนทรวิทยา จ.อยุธยา เป็นนักเรียนในโครงการเรียนรู้เพื่อบ้านเกิด 50 คน
ทั้งนี้เวลา 22.00 น.มีการแสดงงิ้วธรรมศาสตร์ เรื่อง"สภาโจ๊ก" โดยเป็นการจำลองเหตุการหลังจากมีการเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 2 เม.ย. เป็นที่เรียบร้อยแล้วจะเป็นอย่างไร บทสรุปตอนจบ ผู้แสดงเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ เสียสติ
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ มีการจัดรายการสถานีข่าวสนามหลวง มีบุคคลสำคัญเข้าร่วมให้สัมภาษณ์สดบนเวที เช่น พ.อ.วินัย สมพงษ์ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวที่ออกมาระบุว่า นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง นายบรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ได้ออกมาระบุว่าจะดำเนินการฟ้องร้องคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการจัดเวทีศาลจำลอง เมื่อวันศุกร์ที่ 10 มี.ค.ผ่านมา
นายบรรเจิดได้ออกมาเรียกร้องและยืนยันว่า ขอให้พรรคไทยรักไทยเร่งดำเนินการฟ้องร้องคณะนิติศาสตร์ มธ.โดยเร็ว เพราะจะทำให้กระบวนการไต่สวนการทุจริตคอรัปชั่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ นำเข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรม
นอกจากนี้ นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความเพื่อชาวมุสลิม ที่หายตัวไป ได้ให้สัมภษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าในคดีการหายตัวของนายสมชาย
ต่อจากนั้นนายแก้วสรร อติโพธิ ส.ว.กทม. ให้สัมภาษณ์ถึงการออกหนังสือชี้แจงเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นถึงสาเหตุของการเคื่อนไหวของภาคประชาชนและการทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบายของรัฐบาลทักษิณ พร้อมประกาศจะร่วมต่อสู้แม้นตัวตายก็ต้องยอม
ส่วนประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมวันนี้เป็นไปด้วยความคึกคัก โดยมีประชาชนเข้าร่วมชุมนุมตั้งแต่เวลา 16.00 น. ซึ่งมีประชาชนหลากหลายอาชีพได้เดินทางเข้าสู่สนามหลวงและจับจองที่นั่งเพื่อฟังการปราศรัยตลอดคืนนี้ และจำนวนของประชาชนมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ
และจนถึงเวลานี้ (19.44) มีผู้ชุมนุมเข้าร่วมจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน และหลังเวลา 24.00 น. จะมีขบวนประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดจะเข้าร่วมเดินขบวนในวันพรุ่งนี้ (14 มี.ค.)
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วย เวลา 19.00 น. ได้มีการจัดเวทีศาลจำลองโดยมีนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลราชธานี ได้เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ในข้อหาการใช้อำนาจโดยมิชอบเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง ขาดจริยธรรมของผู้บริหารสูงสุด แทรกแซงองค์กรอิสระ โยมีนายเสงี่ยม บุญยัน นายเจริญ คัมภีร์ภาพ นายปราโมทย์ คัมพุนากร เป็นผู้พิพากษา
ต่อมาเวลา 19.50 น. นายเสนาะ เทียนทอง แกนนำกลุ่มวังน้ำเย็น พร้อมด้วยนายบุญถึง ผลพาณิชย์ นายประมวล รุจนเสรี อดีตแกนนำกลุ่มวังน้ำเย็นพรรคไทยรักไทย ได้เดินทางมายังท้องสนาม เพื่อเตรียมตัวขึ้นเป็นพยานในศาลจำลอง ต่อมาเวลา 20.20 น. นายเสนาะ ได้มอบหมายให้นายประมวลขึ้นเบิกความแทน
"เสนาะ"แนะ"ทักษิณ"ดู"สุจินดา"เสียสละ
ทั้งนี้นายเสนาะ ให้สัมภาษณ์ว่า การชุมนุมวันนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้จดจำว่า ผู้นำประเทศจากที่เคยได้รับความไว้วางใจท่วมท้น เป็นอุทธาหรณ์ให้เห็นว่า การที่ทำอะไรให้บ้านเมืองเปลี่ยนจากขาวใสเป็นดำทะมึนได้โดยพริบตา โดยเฉพาะตำแหน่งทางการเมืองคือการอาสาเข้ามาเพื่อทำหน้าที่ทำอะไรไม่ถูกต้องไม่ฟังเสียงประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของประชาธิปไตย ก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ออกมาในช่วงพฤษภาทมิฬ 35 นายเสนาะกล่าวว่า เท่าที่ตนดู ไม่ใช่เฉพาะ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตหัวหน้าพรรคพลังธรรม เท่านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงทรงเป็นห่วง
" ถ้าคนไม่บ้ามีจิตสำนึกก็ต้องทบทวนตัวเอง" นายเสนาะ กล่าว
ต่อข้อถามว่า ทราบหรือไม่ว่า ใครเป็นผู้นำพระราชดำรัสมาแพร่ภาพ นายเสนาะกล่าวว่า ไม่ทราบ แต่เป็นเรื่องที่ต้องเอาออกมาเพราะเป็นพระราชดำรัสที่ทำให้บ้านเมืองสงบ ฉะนั้นก็ต้องดูไว้ว่า พล.อ.สุจินดา ยังต้องเสียสละ
ศาลจำลองพิพากษา"ทักษิณ"ผิด
เมื่อศาลจำลองได้ไต่สวนมูลฟ้องจากพยายานต่าง ๆ แล้ว ได้แถลงปิดการไต่สวนมูลฟ้องชี้มูลการกระทำผิดกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ดังนี้
จากการนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อได้รับฟังคำเบิกความของพยานผู้เชี่ยวชาญ และเอกสารหลักฐานที่โจทย์และพยานเสนอต่อศาลเพื่อประกอบการไต่สวนคดี ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นกรณีที่มีมูลทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ที่รับฟังได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีการกระทำผิดที่ส่อว่าเป็นความผิดกฎหมาย ดังต่อไปนี้ คือ
1.ในกรณีบริษัทแอมเพิลริชอินเวสเมนท์ ปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กระทำการอันมีลักษณะเป็นการ เข้าไปบริหารหรือจัดการใดๆ เกี่ยวกับหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 209 ซึ่งเป็นความผิดที่ถึงขั้นต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 216 (6)
นอกจากนี้การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่แจ้งรายการเกี่ยวกับหุ้นในบริษัทแอมเพิลริชฯ ทั้งก่อนและหลังการเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทั้งสองสมัยต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ยังเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 295 ซึ่งนอกจากจะมีผลทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยังมีผลทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลา 5 ปี อีกด้วย
2. ปรากฎข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจและครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีดังต่อไปนี้ กรณีที่หนึ่งการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ซึ่งส่งผลให้บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส ที่เป็นบริษัทของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับประโยชน์เป็นจำนวนเงินนับหมื่นล้านบาท กรณีที่สอง พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร ได้ใช้อำนาจในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยกเว้นภาษีให้บริษัทชินแซทเทิลไลท์ ซี่งเป็นบริษัทในเครือชินคอร์เปอรร์เรชัน ได้รับการยกเว้นภาษีเป็นเวลา 8 ปี เป็นจำนวนเงินถึง 16,459 ล้านบาท
3.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรแก้ไขพระราชบัญญัติกิจการโทรคมนาคมขยายการถือหุ้นของคนต่างด้าวจากไม่เกินร้อยละ 25 เพิ่มขึ้นเป็นไม่เกินร้อยละ 49 ทำให้ครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สามารถขายหุ้นบริษัทชินคอร์เปอรร์เรชัน ซึ่งเป็นกิจการโทรคมนาคมให้กับกองทุนเทมาเสคของประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมีการกระทำต่างกรรมต่างวาระในลักษณะใช้อำนาจทางการเมืองเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัวอีกหลายต่อหลายครั้ง การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลการกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งเป็นความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จากการรับฟังทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง เป็นคำฟ้องที่มีมูลการกระทำผิดกฎหมาย
ศาลจึงมีคำสั่งชี้มูลการกระทำผิดกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และสั่งรับคดีนี้ไว้พิจารณา เพื่อนำไปสู่การพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองต่อไป
ผู้พิพากษาศาลจำลอง
13 มีนาคม พุทธศักราช 2549