ผบ.ทบ.ย้ำสื่อกองทัพบก เพิ่มความถี่เผยแพร่พระราชดำรัส เมื่อปี 2535 นักวิชาการ มช. ไม่เห็นด้วยแต่งตั้งองคมนตรีไกล่เกลี่ยปัญหาการเมือง ถือเป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาท แนะเปิดเวทีสาธารณะให้ผู้ดำเนินรายการซัก-ถามทั้งสองฝ่ายน่าจะเหมาะสมกว่า ชี้ดีเบตไม่ใช่เป็นการโต้วาที แต่เป็นการเปิดเวทีสาธารณะเพื่อให้มีการซักถาม วันที่ 13 มี.ค.พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในการประชุมสรุปสถานการณ์ประจำวันของกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่สื่อวิทยุและโทรทัศน์ของกองทัพบก ได้อัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง มาเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้นว่า จะให้เพิ่มความถี่มากขึ้น
ส่วนแผนการรองรับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ผบ.ทบ. กล่าวว่า กองทัพบกจะยังใช้แผนปฏิบัติการเดิมคือ "ปฐพี 149" ซึ่งเป็นแผนรักษาความสงบเรียบร้อยระดับปกติ ที่ใช้ปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้งที่ผ่านมา
"แก้วขวัญ"ไม่ขอวิจารณ์
นายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการสำนักพระราชวัง กล่าวภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการจัดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ที่ทำเนียบรัฐบาลฯว่า ไม่ทราบจะมีการส่งสัญญาณอะไรจากสำนักพระราชวังหรือไม่ และไม่ควรไปวิจารณ์ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของตน อย่างไรก็ตามไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง บ้านเมืองปกติดีอยู่แล้วทำไมถึงต้องไปทำให้ยุ่ง คนไทยรักสงบ แต่ถึงรบก็ไม่ขลาด
ทปอ.ยังพยายามติดต่อนัด3ฝ่าย
ศาสตราจารย์พรชัย มาตังคสมบัติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากการที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เสนอตัวเป็นคนกลางเปิดโต๊ะเจรจา 3 ฝ่าย เพื่อประชุมหารือ และหาทางออกสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ ตนได้ประสานไปยังพรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแล้ว แต่ปรากฏว่า ยังไม่ประสบความสำเร็จที่จะให้ทั้ง 3 ฝ่ายมาเจรจาพร้อมกันได้ ต้องพยายามประสานต่อไป
สำหรับกรณีที่โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย แพร่ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสแก่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในระหว่างเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 นั้น อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ไม่ทราบเจตนารมณ์ที่ออกมา
นักวิชาการค้านตั้งองคมนตรีไกล่เกลี่ยปัญหา
รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการเสนอให้นายสันติ ทักราล องค์มนตรี มาเป็นประธานในการไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายนั้นในส่วนตัวถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง ซึ่งองคมนตรีเท่ากับตัวแทนพรบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การนำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาไกล่เกลี่ยเรื่องดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาทที่ต้องส่งองคมนตรีเข้ามาตัดสินปัญหา
ทั้งนี้ น่าจะเป็นการเปิดเวทีสาธารณะ โดยมีผู้ดำเนินรายการตั้งข้อซักถามทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะต้องมีการเตรียมเอกสารข้อเท็จจริงมาหักล้างกันเพื่อให้ประชาชนได้เห็นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการดีเบตนั้นไม่ใช่การโต้เวที แต่เป็นการเปิดเวทีสาธารณะ มีการตั้งคำถามที่ต้องได้รับคำตอบ ไม่ใช่ดีเบตขึ้นมาให้ต่างคนต่างพูด โดยไม่มีคำถาม
ดังนั้นทางออกขณะนี้ หากมีการเปิดเวทีสาธารณะ โดยเชิญผู้ดำเนินรายการที่เป็นที่ยอมรับของสังคม เข้ามาเป็นผู้ตั้งคำถามที่สังคมอยากทราบความจริง แล้วให้แต่ละฝ่ายนำหลักฐานมาตอบข้อซักถามนั้นๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริง แต่ปัญหาขณะนี้ติดที่ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ยังไม่ยอมที่จะเปิดเวทีสาธารณะเพื่อแสดงความจริงให้ประชาชนได้รับทราบร่วมกับกลุ่มพันธมิตร
รศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ได้นำกระแสพระราชดำรัสเมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มาแพร่ภาพออกอากาศเมื่อคืนวันที่ 12 มีนาคม นั้นเป็นเรื่องการออกกาศดังกล่าวนี้จะต้องมีคำสั่งจากนายกฯ ผ่านไปทางสำนักพระราชวังเพื่อกราบขอพระราชานุญาติให้เผยแพร่ออกอากาศได้ แต่เมื่อเผยแพร่ออกอากาศไปแล้วนั้น ภาพที่ออกมาแต่ละฝ่ายนำไปตีความหมายได้อย่างหลากหลาย
"ทางฝ่ายค้านอาจจะมองว่าฝ่ายรัฐบาลดิสเครดิต พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประธานกองทัพธรรมมูลนิธิ ที่พาคนไปตาย ในทางกลับกันหากมองอย่างเป็นกลางคือ ต้องการแสดงให้เห็นว่าเป็นความผิดของทั้งสองฝ่ายที่ต้องมีการหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยเจรจากัน โดยมีคนกลางเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยให้ ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ต้องแล้วแต่ว่าใครจะตีความหมายไปอย่างไร" รศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวและว่า
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในวันที่ 14 มีนาคมนี้ จะไม่เกิดเหตุการณ์ที่ต้องปะทะหรือเผชิญหน้ากันจนเกิดความเสียหายขึ้นมาอย่างแน่นอน นอกจากจะมีมือที่สามเข้ามาทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น และมาตรา 7 จะต้องถูกนำมาใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในวันนั้นอย่างแน่นอน หากมีการประกาศใช้มาตรา 7 ทุกสิ่งจะยุติและเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองใหม่ทั้งหมด