ม.รังสิตโพลล์สำรวจความเห็นประชาชนพบคะแนนนิยมพรรคการเมืองใหญ่ลดฮวบจาก 10 ล้านเสียงเหลือเพียง 7 ล้านเสียง พร้อมเห็นด้วยนายกฯพระราชทาน ขณะเดียวกัน จะไปกาช่องไม่ลงคะแนนถึงร้อยละ 32
เมื่อเวลา 14.00 น.(10มีนาคม) นายทวีเกียรติ ประเสริฐเจริญสุข รองอธิการบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และนายประเสริฐ กิติรัตน์ตระการ หัวหน้าหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาผู้นำทางสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดแถลงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน (รังสิตโพลล์) ในหัวข้อ ทัศนะประชาชนที่มีต่อสถานการณ์การเมืองไทย
นายทวีเกียรติ กล่าวว่า วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ทำการสำรวจความเห็นของประชาชนระหว่างวันที่ 8-9 มีนาคม 2549 โดยแยกพื้นที่ที่ทำการสำรวจเป็น 22 จุด กระจายไปในเขตกรุงเทพมหานคร 8 แห่ง และ ต่างจังหวัด 7 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา ลพบุรี ลำปาง และสุราษฎร์ธานี โดยแต่ละจังหวัดเก็บข้อมูลประมาณ 2 จุดใหญ่ รวมแล้วมีประชาชนให้ข้อมูลทั้งสิ้น 2,263 ราย
ด้านภูมิหลังประชากรพบว่า เป็นผู้ให้ข้อมูลในเขตกรุงเทพมหานคร 724 ราย ต่างจังหวัด 1,539 ราย (ร้อยละ 31.99 และ 68.01 ตามลำดับ) เป็นหญิงมากกว่าชายเล็กน้อย (ร้อยละ 51.08 ต่อ 48.92) ประมาณ 2 ใน 5 อายุอยู่ระหว่าง 18.25ปี (ร้อยละ 42.78) ลดหลั่นลงไปอายุระหว่าง 26-39 ปี, 40-59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 35.31, 14.49 และ 7.42 ตามลำดับ) ด้านระดับการศึกษาพบว่า ต่ำกว่าปริญญาตรีร้อยละ 39.86 ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 60.14 มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท ร้อยละ 64.87 และรายได้ 15,000 บาทขึ้นไปร้อยละ 35.13
นายทวีเกียรติ กล่าว ผลสำรวจความคิดเห็นของความพอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลพบว่า ผู้ให้ข้อมูลเกินครึ่งเล็กน้อย ร้อยละ 55.50 ไม่พอใจผลงานของรัฐบาล ส่วนที่เหลือร้อยละ 44.50 พอใจผลงานของรัฐบาล เมื่อถามถึงการยุบสภาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบว่าเกินครึ่งหรือ 51.04 ไม่เห็นด้วย มีเพียง 1 ใน 3 หรือร้อยละ 34.82 เท่านั้นที่เห็นด้วย ส่วนที่เหลือร้อยละ 14.14 ไม่มีความเห็น และมีข้อน่าสังเกตว่าผู้ที่พอใจผลงานของรัฐบาลส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการยุบสภาร้อยละ 60.4 ขณะที่ผู้ที่ไม่พอใจผลงานของรัฐบาลไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา ร้อยละ 74.0
สำหรับการรักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการยุบสภาของ พ.ต.ท.ทักษิณ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 56.52 ไม่เห็นด้วยกับการรักษาการตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีเพียงส่วนน้อยร้อยละ 28.10 ที่เห็นด้วย และร้อยละ 13.38 ไม่ออกความคิดเห็น เมื่อถามถึงการมีนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามข้อเสนอของนักวิชาการ พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 57.18 เห็นด้วย ที่เหลือร้อยละ 21.52 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 21.30 ไม่ออกความเห็น
นายทวีเกียรติ กล่าวว่า ส่วนความเห็นที่มีต่อการเลือกพรรคไทยรักไทยเมื่อวันที่ 6 ก.พ.2548 หรือประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าเกินครึ่งหรือร้อยละ 53.38 เลือกพรรคไทยรักไทย เลือกพรรคการเมืองอื่นร้อยละ 30.84 ไม่ได้ไปเลือกตั้งร้อยละ 9.41 และอื่นๆร้อยละ 6.39
สำหรับการเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 พบว่า ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองหมายเลขหนึ่งร้อยละ 22.09 เลือกพรรคอื่นร้อยละ 21.30 กาช่อง ไม่ลงคะแนนร้อยละ 32.21 ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 6.23 และ ไม่มีความเห็นร้อยละ 18.16
เมื่อทำการคำนวณตัวเลขประมาณการว่าผู้ที่เคยเลือกพรรคไทยรักไทยเมื่อ 6 ก.พ.2548 เป็นผู้ที่เลือกพรรคไทยรักไทยประมาณ 19 ล้านเสียง ซึ่งในปัจจุบันลดลงกว่าครึ่งที่ยังคงเลือกพรรคการเมืองหมายเลขหนึ่ง หรือร้อยละ 36.7 เมื่อทำการเทียบเคียงกับคะแนนเสียงพบว่ายังคงเลือกพรรคการเมืองหมายเลขหนึ่งประมาณ 7 ล้านเสียง กล่าวได้ว่า 12 ล้านเสียงที่เคยรักและเลือกพรรคการเมืองหมายเลขหนึ่ง ได้เปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่น 2.8 ล้านเสียง กาช่องไม่ลงคะแนน 4.8ล้านเสียง ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 9 แสนเสียง และไม่มีความเห็น 3.5 ล้านเสียง
เมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจเมื่อวันที่ 15-16 ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่าคนที่เคยรักพรรคการเมืองหมายเลขหนึ่งและวันนั้นยังรักพรรคการเมืองหมายเลขหนึ่งมี 10 ล้านเสียง แต่หลังจากมีการยุบสภาแล้ว เสียงที่เคยรักพรรคดังกล่าวหายไปอีก 3 ล้านเสียง
จากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ความนิยมของพรรคการเมืองใหญ่ตกฮวบลงอย่างรวดเร็ว และแม้ว่าพรรคดังกล่าวจะเป็นพรรคการเมืองใหญ่เพียงพรรคเดียวในสนามเลือกตั้ง ประชาชนก็ไม่ไว้วางใจให้บริหารประเทศอีกต่อไป นายทวีเกียรติ กล่าว
นายทวีเกียรติ กล่าวด้วยว่า ผลสำรวจของประชาชนเกี่ยวกับการมีนายกฯพระราชทานมีแนวโน้มมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง การมีนายกฯพระราชทานจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ลดความรุนแรงได้ ในส่วนของการเลือกตั้งมีข้อน่าสังเกตว่า แม้พรรคใหญ่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแต่ก็จะไม่มีความชอบธรรม เนื่องจาก
ประชาชนเห็นว่ามีความไม่ชอบพามากลเกิดขึ้น ตั้งแต่ตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคเล็กมีมากขึ้นอย่างผิดหูผิดตา
ทำให้มองว่ามีความพยายามของพรรคใหญ่ที่ต้องการหนีปัญหาเรื่องผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 20
ซึ่งหากเดินหน้าเลือกตั้งต่อไปอาจจะเป็นการทำลายความนิยมมากยิ่งขึ้น และเมื่อถึงวันนั้นอาจไม่เหลืออะไรเลย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลสำรวจดังกล่าวอาจทำให้พรรคไทยรักไทยออกมาตอบโต้ นายทวีเกียรติ กล่าวว่า ตนไม่กลัว ถ้ากลัวคงไม่ทำ และเป็นธรรมเนียมอยู่แล้วที่จะต้องยกตัวเองว่ายังมีความนิยมอยู่ แต่การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเป็นการสะท้อนความรู้สึกของประชาชน ไม่ใช่ไปเปิดปราศรัยแล้วระดมชาวบ้านมาฟังแล้วมาบอกว่าชาวบ้านนิยมอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นทำไมหัวหน้าพรรคถึงได้วิ่งไปหาเสียงในจังหวัดต่างๆถี่มาก ก็เป็นการสะท้อนอย่างหนึ่งว่าถ้าเสียงดีทำไมต้องวิ่งหาเสียง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การทำโพลล์ไม่กลัวคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฟ้องหรือ เพราะ กกต.มีข้อกำหนดห้ามนำเสนอผลสำรวจของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมือง นายทวีเกียรติ กล่าวว่า เราทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 42 ซึ่งเราได้รับความคุ้มครองภายใต้มาตราดังกล่าว ขณะนี้สถานการณ์การเมืองไม่ปกติ การสำรวจความคิดเห็นก็เพื่อสะท้อนให้รู้ถึงความรู้สึกของประชาชน ก็หวังว่า กกต.จะเข้าใจ