สุรพงษ์ มั่นใจม๊อบจะไม่บานปลาย ยันรัฐบาลส่งเสริมหากชุมนุมโดยสงบ แจงเหตุเปรียบเทียบปรับเพราะทำผิดกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น.วันนี้ (11กพ.) น.พ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายดนุพร ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้ามายังทำเนียบรัฐบาลซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าที่ 3 ที่ทางรัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและรายงานให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ โดย น.พ.สุรพงษ์ และนายดนุพรจะยังคงปักหลักอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าที่ 3 นี้จนกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะสลายตัว และสถานการณ์มีความสงบเรียบร้อยหรือไม่มีเหตุรุนแรง
จากนั้นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ลานพระราชวังดุสิต (ลานพระรูปทรงม้า) หลังจากที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บชน.)ไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ว่า ต้องยอมรับว่าพื้นที่ของลานพระราชวังดุสิตเป็นพื้นที่สาธารณะที่ติดกับเขตพระราชฐาน เพราะฉะนั้นการจะใช้พื้นที่นี้แล้วไปกระทบต่อสิทธิของประชาชนในการสัญจรไปมา เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งได้มีการบัญญัติไว้แล้วว่าผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาตคือบชน.และกทม.ดังนั้นผู้ที่จะขอใช้พื้นที่นี้ต้องขออนุญาตใช้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน ซึ่งที่ผ่านมามีการขอใช้เพียงครึ่งลานเท่านั้น โดยไม่มีการปิดกั้นการสัญจรไปมา
น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า พื้นที่ส่วนนี้จากการชุมนุมเมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมานั้นมีการปิดกั้นทั้งลานจึงเกิดผลกระทบต่อการจราจร ดังนั้นจึงไม่ได้อนุญาตไป และหวังว่าผู้ชุมนุมจะไปใช้สถานที่อื่นก่อน แต่เมื่อผู้ชุมนุมยืนยันว่าจะใช้สถานที่นี้ ทางตำรวจก็เห็นว่าเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง กระทบกระทั่งกัน ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ย้ำลงไปกับเจ้าหน้าที่ว่าขอให้ดูแลรักษาความปลอดภัย ไม่ให้เกิดความรุนแรงใด ๆ ขึ้น
ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงเลือกที่จะเปรียบเทียบปรับเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกัน แต่ต้องแจ้งให้ชัดเจนว่า ผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่ โดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดมาตรฐานต่อไปว่าใครเข้ามาใช้พื้นที่นี้ก็ไม่ต้องขออนุญาต ฉะนั้นในกรณีนี้เมื่อทำผิดกฎหมายก็ต้องเปรียบเทียบปรับ แต่กรณีอื่นหากจะมาใช้พื้นที่ดังกล่าวก็ต้องขออนุญาตก่อน เป็นคราว ๆ ไป
สำหรับข้อหาที่เปรียบเทียบปรับคือ รถกีดขวางการจราจร , มีการใช้เครื่องขยายเสียง ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นกติกาตามกฎหมาย ไม่สามารถพูดคุยได้ว่าไม่ต้องเปรียบเทียบปรับ แต่เมื่อทำผิดกฎหมายก็ต้องปรับกันไป ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดมีเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็จะมีผู้อื่นอ้างกรณีนี้ได้ว่ากรณีนี้ไม่เห็นมีใครว่าอะไรเลย ดังนั้นกรณีนี้ถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ชุมนุมยืนยันว่าใช้สิทธิการชุมนตุมตามรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่าสิทธิในการชุมนุมเป็นสิทธิที่รัฐบาลส่งเสริมและตราบใดก็ตามที่ไม่กระทบสิทธิของคนอื่น แต่ในกรณีวันที่ 4 ก.พ. ได้พิสูจน์แล้วว่าไปกระทบสิทธิคนที่สัญจรไปมา อย่างกรณีที่ในอดีตใช้พื้นที่ดังกล่าวเปิดเวทีปราศรัยหาเสียงนั้นก็มีการปิดครึ่งลาน เพื่อให้สัญจรไปมาได้ แต่วันที่ 4 ก.พ.ปิดทั้งลาน รถไปไม่ได้เลย
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลประเมินสถานการณ์การชุมนุมในวันนี้(11ก.พ.)อย่างไร น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาใด ๆ เพราะผู้ชุมนุมตั้งใจว่าจะชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธเป็นการใช้สิทธิตามระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลก็ยินดีอยู่แล้วและพร้อมจะให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพียงแต่เมื่อมีการกระทำผิดตามกฎหมาย คือใช้สถานที่ที่ไม่ได้รับการอนุญาตรัฐบาลก็จะดำเนินการตามกฎหมาย และในการชุมนุมครั้งหน้าหากมีทางเลือกอื่นรัฐบาลก็อยากจะส่งเสริมให้ไปใช้ทางเลือกอื่น จะได้ไม่ต้องมีกรณีที่ทำผิดกฎหมายอย่างนี้อีก
ต่อข้อถามที่ว่า เกรงหรือไม่ว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นเนื่องจาก ในช่วงแรกเกิดการห้ามเข้าใช้ลานพระบรมรูปทรงม้าแต่ผู้ชุมนุมดึงดันที่จะเข้าไปใช้ น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีความรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลได้ย้ำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วว่า หากผู้ชุมนุมยังยืนยันที่จะเดินหน้าเข้าไปก็จะเปรียบเทียบปรับ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พร้อมที่จะถอยร่นเพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากัน
ต่อข้อถามว่ารัฐบาลเตรียมรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดหรือไม่ น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า การดูแลรักษาความปลอดภัยก็ได้ใช้มาตรการเดิมที่ใช้เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ไม่ได้มีอะไรเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เชื่อว่าการชุมนุมในวันนี้ที่มีการประกาศไว้แล้วว่าจะเลิกการชุมนุมในเวลา 24.00 น. และจะสลายตัวไปโดยสงบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเรียกแกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมมาคุยหรือไม่ น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ทางแกนนำไม่มีข้อเสนออะไรที่จะยื่นให้กับทางรัฐบาลเป็นพิเศษ เป็นเพียงต้องการแสดงการชุมนุมเพื่อแสดงความคิดเห็นเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในทำเนียบรัฐบาลเริ่มคึกคักมากขึ้น เมื่อถึงเวลา 16.00 น.ซึ่งเป็นเวลานัดหมายของกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นัดรวมพลกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายหน่วยงาน อาทิ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม จำนวน 150 นาย , ตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 100 นาย ตำรวจนครบาล จำนวน 200 นาย ตำรวจสันติบาล จำนวน 200 นาย ทยอยเดินทางเข้ามาในบริเวณทำเนียบเพื่อตรึงกำลังในการรักษาความปลอดภัย และได้เข้าประจำจุดตามประตูต่าง ๆ ของทำเนียบเป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา