แก้วสรร ออกแถลงการณ์ยันส่งศาลรธน.ตีความซุกหุ้นภาค 2 ใช้ช่องทางรธน. แฉ 4 ส.ว.สายรัฐบาลหวังบิดเบือนก่อนศาลวินิจฉัยรับเรื่อง
นายแก้วสรร อติโพธิ ส.ว.กทม. และนายพนัส ทัศนียานนท์ ส.ว.ตาก ได้ทำหนังสือแถลงการณ์ว่า การที่ส.ว. 27 คน ได้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯต้องสิ้นสุดลงตามมาตรา 216 เพราะถือครองประโยชน์ในบริษัทชินคอร์ป ทับซ้อนกับความเป็นรัฐมนตรีอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 209 และคดีอยู่ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตรวจสอบคำร้องเพื่อพิจารณาว่าจะรับดำเนินการต่อไปหรือไม่นั้น
ปรากฎว่าขณะนี้ได้มีการกระทำอย่างเป็นขบวนการทั้งในที่ลับและที่แจ้งเพื่อบิดเบือน ชักจูง ชี้ช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญปฏิเสธไม่รับคำร้องดังกล่าวไว้ดำเนินการ โดยล่าสุดมี ส.ว. 4 คนที่ใกล้ชิดรัฐบาลออกมาแถลงบิดเบือนและชี้ช่องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า คำร้องนี้ไม่ถูกต้องด้วยองค์ประกอบ มาตรา 209 ส.ว.ทั้ง 27 คน ต้องนำไปร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ตามมาตรา 303 ถึงจะถูกต้อง ดังนั้นจึงขอชี้แจงให้เกิดความเข้าใจและในคำร้องคือ
1. คำร้องนี้ขาดคุณสมบัติ โดยมาตรา 209 กำหนดให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องตัดขาดไม่ยุ่งเกี่ยวกับหุ้นชินคอร์ป และกิจการชินคอร์ปโดยเด็ดขาด แต่ผู้ร้องเห็นว่าแท้ที่จริงแล้วนายกฯยังยุ่งเกี่ยวจัดการกับหุ้นชินคอร์ปของครอบครัวมาตลอด หุ้นก้อนแรกก็ใช้ชื่อแอมเพิลริช มาถืออำพรางไว้ ก้อนที่สองก็ใช่ชื่อบุตรชายมาถืออำพรางอีก จึงได้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง
2. คำร้องนี้ไม่ใช่คำร้องให้ถอดถอนฐานทุจริต ผู้ร้องได้พยายามติดตามมาตลอดว่าการแก้สัญญาให้ประโยชน์แก่ไอทีวี หรือเอเอสทีวี การเจรจากับประเทศข้างเคียงเปิดตลาดบริการคลื่นดาวเทียมให้ชินแซทเทิลไลต์ การให้ใบอนุญาตขนส่งทางอากาศพร้อมทั้งลดภาษีนับหมื่นล้านบาทให้แก่แอร์เอเชีย จนกิจการบริษัทในเครือชินคอร์ปมีค่ามีราคาขึ้นอย่างมาก รวมเหมาขายได้เงินถึง 7.33 หมื่นล้านบาท โดยไม่เสียภาษีนั้น การสั่งการต่าง ๆ เหล่านี้จะมีการกระทำโดยทุจริตต่อหน้าที่ของนายกฯเกี่ยวข้องอยู่หรือไม่ แต่ปัจจุบันผู้ร้องก็ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการใดได้ คำร้องนี้จึงไม่ได้นำเสนอและมุ่งให้ถอดถอนนายกฯฐานทุจริตต่อหน้าที่ตามมาตรา 303 แต่อย่างใด คำแถลงของส.ว.ทั้ง 4 ว่าต้องร้องต่อปปช.จึงถือเป็นการบิดเบือนโดยจงใจ ก้าวก่ายโดยเจตนาในทางคดีของผู้ร้องอย่างไร้มารยาทและน่าแคลงใจในความเป็นอิสระอย่างยิ่ง
3. คำร้องนี้มิใช่คดีปกปิดทรัพย์สิน หุ้นชินคอร์ปที่อยู่ในมือแอมเพิลริช ไม่ปรากฏในบัญชีแจ้งทรัพย์สิน และผู้ร้องได้ชี้ให้เห็นว่านายกฯมีเจตนาถือหุ้นก้อนนี้อย่างลึกซึ้งมาก โดยอ้างว่าโอนไปแล้วอย่างเลื่อนลอยไร้หลักฐาน เมื่อรวมกับพฤติการณ์อื่น เช่น การรวมหุ้นมาเหมาขาย คำรับทั้งบุตรชายและตัวนายกฯเอง คดีจึงมีมูลเพียงพอที่จะนำขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาและวินิจฉัยถึงความมีประโยชน์ทับซ้อน
ส่วนภายหน้าปปช.จะหยิบเฉพาะปัญหาแอมเพิลริชมาเอาโทษฐานปกปิดทรัพย์สินหรือไม่นั้น ผู้ร้องต้องไปร้องปปช.จึงเป็นเรื่องไร้สาระเช่นกัน และ 4. คำร้องนี้ต้องอาศัยอำนาจไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ ส.ว.ทั้ง 4 คน ได้กล่าวอ้างว่า อำนาจไต่สวนเพิ่มเติมที่จำเป็นต้องใช้ในคดีนั้นเป็นอำนาจของปปช.ในคดีถอดถอนรัฐมนตรีตามมาตรา 303 ผู้ร้องจึงต้องมาร้องต่อปปช. จะร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ ซึ่งถือเป็นการก้าวก่ายโดยไม่รู้กฎหมาย รัฐธรรมนูญได้เล็งเห็นไว้แล้วว่าในหลายคดี ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องลงมือหาความจริงเพิ่มเติมด้วยตัวเอง จึงได้ให้อำนาจตามมาตรา 265 ไว้อย่างพร้อมมูล เรียกข้อมูลจากใครก็ได้ สั่งการให้หน่วยงานของรัฐสอบสวนปัญหาใดก็ได้ ตั้งคณะทำงานช่วยงานไต่สวนของศาลก็ได้ ทั้งหมดนี้มีอยู่พร้อมมูลแล้ว และจำเป็นต้องใช้ในคดีนี้ผู้ร้องจึงได้กล่าวอ้างชี้ช่องไว้ให้ศาลเห็น แต่ส.ว.ทั้ง 4 อ่านไม่พบมาตรา 265 เห็นแต่มาตรา 303 อันเป็นอำนาจของปปช. จึงสรุปผิดพลาด บิดเบือนไปว่าร้องผิดองค์กรในที่สุด