บายไลน์ - เกรียงศักดิ์ เผ่าอินทร์
หลังจากที่มีการถกเถียงกันมายาว สำหรับการเปิดเสรีในทดลองเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม หรือจีเอ็มโอ (GMOs) ในพืช ซึ่งยังหาคำตอบที่ชัดเจนได้ยากยิ่ง ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายคัดค้าน ต่างงัดข้อมูลทางวิชาการมาหักล้างกันอย่างเข้มข้น
ล่าสุด กระแสทดลองพืชจีเอ็มโอกลับมาร้อนฉ่าอีกครั้ง ภายหลังการที่ อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ประกาศจุดยืนสนับสนุนให้มีทดลองวิจัย "มะละกอจีเอ็มโอในระดับแปลงและระดับไร่นา" คาดว่า พร้อมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ก่อนสิ้นปีนี้แน่นอน โดยหวังยกระดับการทดลองจีเอ็มโอให้ทัดเทียมนานาประเทศ แต่แนวคิดดังกล่าวจะเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ คงต้องเฝ้ามองสถานการณ์ความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
หวั่นล้าหลังเพื่อนบ้าน
นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า จากการที่เครือข่ายสถาบันเกษตรกร (คสก.) ยื่นหนังสือเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทบทวนและพิจารณาเพื่ออนุญาตให้มีการทดลองวิจัยมะละกอจีเอ็มโอในระดับแปลงและระดับไร่นาให้จบสิ้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะละกอทั่วประเทศ รวมพื้นที่ปลูกกว่า 1.54 แสนไร่ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคใบด่างจุดวงแหวนระบาด
ขณะนี้ กรมมอบหมายให้นิติกรรวบรวมข้อมูล และความคืบหน้าการวิจัยมะละจีเอ็มโอ รวมทั้งเรื่องมาตรฐานการตรวจสอบความปลอดภัยทางชีวภาพด้านสิ่งแวดล้อม กระบวนการควบคุมและกำกับดูแล ตลอดจนมาตรฐานการวิเคราะห์ความปลอดภัย (Safety Protocol) เพื่อเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ทบทวน ก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.ให้พิจารณาต่อไป
"ถ้าไม่สามารถทดลองวิจัยในระดับไร่นาได้ โอกาสที่จะหาข้อยุติว่า มะละกอจีเอ็มโอมีผลดี หรือผลเสียต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ก็คงเป็นไปได้ยากเพราะไม่มีข้อมูล และที่สำคัญถ้ายังชะลอและไม่เร่งขับเคลื่อนเรื่องนี้ อนาคตจะทำให้ไทยล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บังกลาเทศ อินเดีย และจีน" นายอดิศักดิ์ กล่าว
17 ประเทศปลูกเพื่อการค้า
นับว่าสอดคล้องกับแนวคิดของ ดร.สุทัศน์ ศรีวัฒนพงศ์ นายกสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ ที่ว่าหากประเมินด้านภูมิศาสตร์ประเทศไทย ถือว่าเหมาะสำหรับการเพาะปลูกมะละกอ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกษตกรชาวสวนต้องเผชิญวิกฤติ "โรคใบด่างจุดวงแหวน" มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส "Papaya ringspot Virus" (PRSV)
ทั้งนี้ ในปัจจุบันมี 17 ประเทศทั่วโลก ที่ปลูกพืชจีเอ็มโอเป็นการค้ารวมพื้นที่กว่า 500 ล้านไร่ ช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ลดการใช้สารเคมี และเกษตกรมีรายได้เพิ่ม โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยไม่อนุญาตให้มีการทดลองระดับไร่นา จึงขาดข้อมูลในการประเมินด้านความปลอดภัย และส่งผลให้การพัฒนาพืชจีเอ็มโอของไทยล่าช้า
มีพันธุ์มะละกอจีเอ็มโอพร้อมแจก
ด้าน วิไล ปราสาทศรี ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 (งานพืชสวน) ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น บอกว่า หลังจากผ่านการทดลองมะละกอจีเอ็มโอในระดับโรงเรือนมาหลายปี ขณะนี้เมล็ดพันธุ์มะละกอจีเอ็มโอ พันธุ์แขกดำ และพันธุ์แขกนวล พร้อมแจกจ่ายให้เกษตกรนำไปปลูกแล้ว แต่ยังให้ตอนนี้ไม่ได้เนื่องจากเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จึงต้องให้เกษตรกรที่ต้องการอดทนรอไปก่อน
เกษตรยั่งยืนคือทางออก
ขณะที่ วรุณวาร สว่างโสภากุล เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรมกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงความวิตกต่อประเด็นดังกล่าวว่า หากมีการทดลองมะละกอจีเอ็มโอในระดับไร่นาจริง น่าเป็นห่วงไม่น้อย เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยชิ้นใดสรุปได้ชัดเจนว่า พืชจีเอ็มโอปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้เธอยังแสดงความกังวัลเรื่องการผูกขาดทางการค้าและเป็นช่องทางให้นายทุนเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรในอนาคต
"เหตุผลที่เจ้าหน้าที่รัฐยกมาอ้างว่า จำเป็นต้องทดลองมะละกอจีเอ็มโอ เพราะเป็นหนทางเดียวในการแก้ปัญหาโรคจุดวงแหวนระบาดนั้น ต้องบอกว่าไม่จริง เรายังมีทางออกอื่น ซึ่งเคยเห็นตัวอย่างจากเกษตกรจำนวนหนึ่งที่ยึดรูปแบบเกษตรผสมผสาน โดยไม่ปลูกพืชเชิงเดียว ก็ช่วยลดปัญหาการระบาดได้ในระดับที่น่าพอใจเช่นกัน" วรุณวาร อธิบาย
อย่างไรก็ตาม หาก ครม.ยังไม่ลงมติชี้ชัดว่า อนุญาตให้มีการทดลองพืชจีเอ็มโอในระดับแปลงและระดับไร่นาได้หรือไม่ เชื่อว่าทิศทางการพัฒนาพืชจีเอ็มโอในบ้านเรายังคงมืดมนต่อไป