บายไลน์ - รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของประชากร ปูม้า ในช่วงปี 2540-2547 สรุปได้ว่าประชากรปูม้าในอ่าวไทยและทางฝั่งทะเลอันดามันของไทยเปลี่ยนไปในลักษณะลดลงอย่างมากเพราะว่าเกิดจากสาเหตุหลักอยู่ 3 ประการ คือ 1.ปูม้าถูกจับมากินเร็วกว่าที่จะเติบโตได้ทันตามธรรมชาติ 2.ปูขนาดเล็กจำนวนมากถูกจับก่อนที่จะได้มีการแพร่พันธุ์ และ 3.แหล่งเลี้ยงหรืออนุบาลลูกปูวัยอ่อน บริเวณบริเวณชายฝั่ง หรือแหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรมหรือถูกทำลาย
ดังนั้นจึงมีโครงการ "เรื่องการจัดการทรัพยากรปูม้าเพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน" ที่ จ.ตรัง ภายใต้ความรับผิดชอบของ อาจารย์อภิรักษ์ สงรักษ์ ภาควิชาการจัดการประมง คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การประมง วิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง
เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ถอดรูปแบบการพัฒนาโครงการ "เลี้ยงปูม้าในคอก" ที่แหลมตาชี จ.ปัตตานี รวมทั้งนำผลการวิจัยที่ได้จากโครงการจัดการประมงปูม้าใน อ.สิเกา จ.ตรัง ของ ผศ.ธงชัย นิติรัฐสุวรรณ ที่ทำเสร็จสิ้นเมื่อปีที่แล้วมาขยายผลในเชิงปฏิบัติ
ดูสภาพทางภูมิศาสตร์ในด้านต่างๆ นับว่ายังโชคดีอยู่บ้างที่แหล่งอนุบาลปูม้าวัยอ่อนใน จ.ตรัง ส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพที่ดี อุดมสมบูรณ์ไปด้วยหญ้าทะเล ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงลูกปูม้าวัยอ่อน ก่อนที่จะเติบโตเป็นปูเต็มวัยเข้าข่ายประมง และระยะทางการเคลื่อนย้ายของปูม้าขนาดเล็กระหว่างแหล่งอนุบาลและแหล่งที่ปูเต็มวัยหากินและวางไข่ใน จ.ตรังนั้น อยู่ในรัศมีไม่เกิน 20 กิโลเมตร ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่เอื้ออำนวยให้มาตรการฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าที่โครงการนำเสนอนั้นมีความเป็นไปได้สูงขึ้น
เมื่อต้นปีที่ผ่านมาในช่วงที่พัฒนาโครงการได้จัดเวทีชาวบ้าน 2 ครั้ง เพื่อสอบถามความต้องการของชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการที่ทรัพยากรปูม้าลดลงจนน่ากลัว อย่างที่ชุมชนบ้านฉางหลาง ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา, ชุมชนบ้านน้ำราบ ต.บางสัก และชุมชนบ้านบาตูปูเตะ ต.เกาะลิบง อ.กันตัง ซึ่งปูม้าที่จับได้ส่วนใหญ่จากลอบหรือไซในพื้นที่เหล่านี้เป็น "ปูจิ๋ว" และ "ปูเล็ก" ขนาด 16-40 ตัวต่อกิโลกรัม
ชุมชนยอมรับแนวความคิดการเพิ่มมูลค่าปูจิ๋วและปูเล็กที่โครงการนำเสนอ และต้องการให้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยง "ปูม้า" ในคอกอย่างถูกวิธี ซึ่งด้วยความพร้อมในหลายๆ ด้านของชุมชนบ้านฉางหลางและชุมชนประมงบ้านบาตูปูเตะ จึงเลือกให้ร่วมโครงการก่อน โดยชุมชนจะเป็นผู้จัดหาปูจิ๋วและปูเล็กที่ได้จากลอบหรือไซของชาวประมงแล้วใช้ปลาเบญจพรรณหรือปลาเป็ดเป็นอาหารเลี้ยงเสริมด้วยหอยแมลงภู่ หอยกะพง ซึ่งหาได้ง่ายในพื้นที่
หลังจากเลี้ยงประมาณ 1-2 เดือน ก็สามารถทยอยจับปูขนาด 8-10 ตัวต่อกิโลกรัม ขายราคากิโลกรัมละ 105-120 บาท วิธีนี้นับว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าของปูจิ๋วและปูเล็กจากขนาด 16-40 ตัวต่อกิโลกรัม ให้มีมูลค่าสูงขึ้นในระยะเวลาอันสั้น มีความเสี่ยงต่ำ และใช้ต้นทุนและทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น แรงงานในครอบครัว ปลาเป็ดหรือหอย ที่ติดมากับเครื่องมือประมงที่ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ นำมาใช้เป็นอาหารปูได้แทนที่จะทิ้งลงทะเลให้สูญเปล่า
อีกทั้งลูกพันธุ์ก็ไม่ต้องซื้อหาเพราะว่าจับได้เอง วันไหนจับปูได้น้อยก็ปล่อยน้อย จับได้มากก็ปล่อยมาก เมื่อปูเติบโตก็ทยอยจับขาย โดยมีแพรับซื้อปูอยู่ในหมู่บ้าน ผลคือชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นและปัญหาทรัพยากรปูก็ได้รับการแก้ไข คาดว่าอีกไม่นานคงจะมีปูในธรรมชาติมากขึ้น เรียกได้ว่ากระสุนนัดเดียวยิงนกได้หลายตัว
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ความรู้จากการวิจัยเข้ามาใช้ประโยชน์จริง และเกิดการพัฒนาชุมชน เพิ่มรายได้ รวมทั้งแก้ไขปัญหาทรัพยากรไปพร้อมๆ กันครับ