มูลนิธิเด็กโรคหัวใจติดต่อครอบครัวของเด็กหญิง 13 ปี เหยื่อหนีภัยสึนามิ ที่กล้ามเนื้อหัวใจตาย นำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช เผยพร้อมที่จะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด กรณีที่ ด.ญ.อฑิตยา อ่อนสุวรรณ อายุ 13 ปี ภูมิลำเนา อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจไม่ทำงาน หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย โดยมีน้ำและเลือดคั่งสาเหตุมาจากการตื่นตระหนกตกใจอย่างรุนแรงกับเหตุการณ์ สึนามิ ขณะวิ่งหลบหนีไปยังที่ปลอดภัย และอาการป่วยของโรคได้ลุกลามมานาน จึงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหยุดการทำงาน โดยการรักษาให้หายขาดกลับมาเป็นปกติ จะต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ
ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวถูกเปิดเผยขึ้น เนื่องจาก ศ.น.พ.บุญชอบ พงษ์พานิช ประธานมูลนิธิเด็กโรคหัวใจ พร้อมทีมแพทย์ได้เดินทางไปตรวจผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคหัวใจรวม 20 ราย ที่โรงพยาบาลศูนย์สุราษฎร์ธานี และในจำนวนผู้ป่วยเหล่านี้มี ด.ญ.อฑิตยา รวมอยู่ด้วย
ความคืบหน้าในเรื่องนี้ นายมนัส อ่อนสุวรรณ อายุ 43 ปี บิดา ด.ญ.อฑิตยา ได้นำบุตรสาวกลับไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า จ.พังงา แล้ว เพื่อความสะดวกในการดูแลและอยู่ใกล้บ้านพร้อมกับรอการประสานงานจากโรงพยาบาลศูนย์สุราษฎร์ธานี เพื่อรักษาต่อไป
น.พ.พิษณุ มณีโชติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า สำหรับกรณี ด.ญ.อฑิตยา ซึ่งมีปัญหากล้ามเนื้อหัวใจไม่ทำงาน มูลนิธิเด็กโรคหัวใจได้ติดต่อประสานมายัง น.พ.วุฒิชัย อมรติยางกูร แพทย์ผู้รักษาอาการโรคหัวใจของ ด.ญ.อฑิตยา โดยมีความประสงค์จะรับตัวผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษามูลนิธิจะรับผิดชอบทั้งหมด
"ในส่วนของการประสานงาน โรงพยาบาลศูนย์สุราษฎร์ธานี พร้อมที่จะประสานงานติดต่อไปทางโรงพยาบาลศิริราช และมูลนิธิเด็กโรคหัวใจ รวมทั้งช่วยเหลือในเรื่องการเดินทาง โดยใช้งบจากกองทุนศูนย์โรคหัวใจโรงพยาบาลศูนย์สุราษฎร์ธานี"
น.พ.พิษณุ กล่าวอีกว่า การที่ครอบครัวนำตัวผู้ป่วยกลับไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า จ.พังงา เนื่องจากผู้ปกครองเห็นว่ามีความสะดวกและอยู่ใกล้บ้าน โดยช่วงที่รักษาที่โรงพยาบาลศูนย์สุราษฎร์ธานี ก็เพื่อให้คณะแพทย์ได้ตรวจร่างกายอย่างละเอียด ซึ่ง
หลังตรวจเสร็จได้อธิบายถึงวิธีการรักษา และแนวทางให้ผู้ป่วยและญาติรับทราบอย่างละเอียด จากนั้นขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้ปกครองในการตัดสินใจและรอการช่วยเหลือต่อไป
"จากการพูดคุยกับแพทย์เจ้าของไข้และรับทราบข้อมูลจากมูลนิธิทราบว่า การรักษาดีที่สุด คือการเปลี่ยนหัวใจ โดยมีหน่วยงานของมูลนิธิทำอยู่แล้ว แต่ยอมรับไม่ใช่เรื่องง่ายในการเปลี่ยนหัวใจโดยต้องดูกฎเกณฑ์และหลักการหลายๆ อย่างประกอบกัน ซึ่งต้องใช้เวลานานมีความสลับซับซ้อนมาก" น.พ.พิษณุ ระบุ
สำหรับอาการของ ด.ญ.อฑิตยา อ่อนสุวรรณ พยาบาลที่ดูแลให้รายละเอียดว่า ยังมีอาการมือเท้าบวม เหนื่อยหอบ เดินไม่ได้ ต้องนอนอย่างเดียว แม้แต่จะพลิกตัวยังทำเองไม่ได้ และด้วยความที่ต้องนอนเป็นเวลานาน ทำให้บริเวณแผ่นหลังและก้นเริ่มเป็นแผล ซึ่งได้แนะนำให้ผู้ปกครองจับพลิกตัวอยู่บ่อยๆ ส่วนอาการอื่นๆ ยังไม่ดีขึ้น
กระบี่ไม่พบว่ามีเด็กป่วย
น.พ.สุพจน์ ภูเก้าล้วน รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระบี่ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิใน จ.กระบี่ของโรงพยาบาลกระบี่ ยังไม่พบผู้ป่วยเด็กที่มีอาการสาหัสอย่างกรณีผู้ป่วยใน จ.พังงา ที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย หลังต้องหลบหนีภัยสึนามิ จนไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายและช่วยเหลือตัวเองได้แต่อย่างใด
อย่างไรก็ดีแม้จะไม่พบปัญหาดังกล่าว แต่ได้ส่งจิตแพทย์ลงไปพบปะผู้ประสบภัยตั้งแต่เกิดเหตุสึนามิจนถึงปัจจุบัน เพื่อสำรวจข้อมูลและสอบถามสภาพชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งรวบรวมเสนอให้หน่วยงานช่วยเหลือโดยเฉพาะในด้านสุขภาพ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล
ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีครอบครัวผู้ประสบภัยสึนามิบนเกาะพีพีครอบครัวหนึ่ง มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่แสนลำบาก ลูกชายประสบอุบัติเหตุสมองพิการนอนรอความตายที่บ้านพักเลขที่ 38 หมู่บ้านประสบภัยสึนามิ หมู่ 2 บ้านหนองกก ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่
เมื่อเดินทางไปตรวจสอบ พบว่าภายในบ้านพักมีนายอำนวย บ้าเหร็ม อายุ 17 ปี นอนห่มผ้า ที่บริเวณลำคอถูกเจาะแล้วต่อท่อออกซิเจนเพื่อหายใจ โดยมีนางกำไล ดีกลาง อายุ 46 ปี มารดาคอยให้การช่วยเหลือ
นางกำไลเล่าว่า ลูกชายประสบอุบัติเหตุ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2548 หลังจากขี่จักรยานยนต์กลับจากทำงาน ถูกรถกระบะแซงหน้าทำให้รถเสียหลักพุ่มชนเกาะกลางถนนจนสลบ เข้ารักษาตัวที่ห้องไอซียู 10 วัน แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น อาการล่าสุดยังพูดไม่ได้ หายใจไม่ออกเพราะมีเลือดและน้ำมูกตกค้างอยู่ในจมูก แพทย์ต้องเจาะคอต่อท่อหายใจให้ ต่อมาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ จึงพามารักษาตัวที่บ้านพัก เพราะรายได้ครอบครัวไม่เพียงพอที่จะนำไปรักษาลูกชายให้หายได้ เนื่องจากสามีไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง หลังครอบครัวประสบภัยสึนามิ ต้องไปเป็นลูกจ้างกรมแรงงานรับค่าแรงวันละ 175 บาท ขณะเดียวกัน ภรรยาก็ตั้งท้องประมาณ 3 เดือน
"หลังเกิดสึนามิทุกคนก็ตกงาน และไม่มีที่อยู่อาศัย ต้องมาอยู่ที่ศูนย์อพยพ จนประสบอุบัติเหตุนอนรอความตาย เพราะจนปัญญาไม่มีเงินรักษา นางกำไล กล่าวทั้งน้ำตา
ด้านนายบุเหร็ม บ้าเหร็ม อายุ 42 ปี ผู้นำครอบครัว กล่าวว่า ขณะนี้แม้แต่หาเงินมาเลี้ยงครอบครัวก็ยังไม่มี จึงอยากจะวิงวอนขอให้ผู้ใจบุญได้โปรดช่วยเหลือครอบครัวตนด้วย ส่วนอาการของลูกชายนั้นแพทย์ระบุว่า ต้องรอให้สมองฟื้นกลับมาเสียก่อน ตอนนี้รู้สึกท้อใจมากที่ไม่สามารถช่วยเหลือบุตรชายได้