สธ.เผย หญิงไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกอันดับ 1 อยู่ระหว่างรักษา 60,000 คน พบรายใหม่เพิ่มปีละกว่า 6,000 ราย แนะสถานีอนามัย โรงพยาบาล เปิดตรวจหามะเร็งปากมดลูก ให้ผู้หญิง 35-60 ปี ฟรี ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2548
เมื่อวันที่ 29 กค.ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดประชุมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาล นักวิชาการจากทั่วประเทศจำนวนกว่า 500 คน เพื่อชี้แจงนโยบายการควบคุมและป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามสุขภาพของผู้หญิงไทยที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป
ขณะนี้โรคมะเร็งกำลังเป็นปัญหาทั่วโลก พบรายใหม่ปีละ 10 ล้านคน ตายปีละกว่า 6 ล้านคน องค์การอนามัยโลกคาดว่าในอีก 10 ปี ทั่วโลกจะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่เพิ่มเป็นปีละ 16 ล้านคน ในส่วนของประเทศไทยพบว่ามีคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากเป็นอันดับ 1 ปีละประมาณ 45,000 คน พบรายใหม่วันละ 274 คน มะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้ชายได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด ส่วนในผู้หญิงจะป่วยและเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดูลกมากเป็นอันดับ 1 พบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 45-50 ปี ในแต่ละปีพบผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 6,300 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยในระยะลุกลาม ซึ่งกว่า 80% เป็นชาวชนบท อัตราการอยู่รอด 5 ปี หลังป่วยแล้วประมาณ 60% ทำให้มีผู้ป่วยสะสมทั้งรายใหม่และรายเก่าที่ต้องติดตามรักษาไม่น้อยกว่า 60,000 คนทั่วประเทศในขณะนี้
การลดปัญหาดังกล่าว ในปีงบประมาณ 2548 นี้ กระทรวงฯได้ร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดทำโครงการลดปัญหาการป่วยและเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว โดยเปิดให้บริการตรวจคัดกรอง หรือที่เรียกว่า แป๊บสเมียร์ (Pap smear) เพื่อตรวจหาความผิดปกติของเซลล์มะเร็งที่ปากมดลูกแต่เนิ่น ๆ บริการฟรีในสถานีอนามัยและที่โรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ ใน 75 จังหวัด และกทม. ตั้งเป้าตรวจในกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 5 ปี ปีละ 1 ครั้ง คืออายุ 35 ปี 40 ปี 45 ปี 50 ปี 55 ปี และ 60 ปี รวมจำนวน 1.5 ล้านคน ซึ่งหากดำเนินการได้ครบถ้วนจะลดอัตราป่วยและอัตราตายจากมะเร็งปากมดลูกลงได้ 50% คาดว่าจะเริ่มดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2548 เป็นต้นไป
นพ.วิชัย เทียนถาวร ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตามโครงการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก จะให้สถานีอนามัยและโรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่ง จะให้อาสาสมัครสาธารณสุขทั่วประเทศซึ่งกว่า 90% เป็นผู้หญิง เป็นแกนรณรงค์ให้ผู้หญิงมีความรู้เรื่องโรคนี้ และให้ความสำคัญในการเข้ารับการตรวจค้นหามะเร็งปากมดลูกอย่างต่อเนื่อง ผู้หญิงที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจภายในและตรวจหามะเร็งปากมดลูกปีละ 1 ครั้ง อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้หญิงที่เป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุดได้แก่ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว หญิงที่มีคู่นอนหลายคน ผู้หญิงที่แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย หรือผู้หญิงที่สูบบุหรี่ เนื่องจากสารที่อยู่ในบุหรี่สามารถกระตุ้นเซลล์ที่ปากมดลูก แบ่งตัวผิดปกติได้ และมีการตรวจพบสารที่มีอยู่ในบุหรี่ในน้ำเมือกที่ปากมดลูก
ทั้งนี้การทำแป็บสเมียร์เป็นวิธีที่ไม่ยุ่งยาก ไม่เจ็บ โดยใช้วิธีป้ายมูกที่ปากมดลูกไปตรวจเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีผลศึกษาวิจัยทั่วโลกว่า สามารถลดอัตราป่วยและตายจากมะเร็งปากมดลูกได้มากกว่า 90% หากพบความปกติจะทำการรักษาให้ฟรี โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้หากพบตั้งแต่ระยะเริ่มเป็นแรกๆ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายโดยรวมของประเทศปีละ 2,250 ล้านบาท โดยบริการจะจัดทั้งที่สถานบริการและบริการแบบเคลื่อนที่เข้าไปในหมู่บ้าน ซึ่งจะแก้ปัญหาผู้หญิงที่ยังอายหมอ ไม่กล้าไปตรวจที่สถานบริการได้ด้วย
นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ การติดเชื้อไวรัสหงอนไก่ หรือที่เรียกว่าไวรัสฮิวแมน แป็บปิลโลมา (Human Pappilloma Virus :HPV) พบได้ประมาณ 5% ซึ่งเชื้อนี้จะอยู่ที่ปลายอวัยวะเพศของผู้ชายที่มีหนังหุ้ม ในรายที่ทำความสะอาดไม่ดีพอ ไวรัสตัวนี้ทำให้เยื่อบุปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปใช้เวลาประมาณ 10 ปี จึงกลายเป็นมะเร็ง
โดยในการตรวจหาความผิดปกเซลล์ปากมดลูก กรมการแพทย์ได้ฝึกอบรมวิธีการตรวจให้โรงพยาบาลจังหวัดทุกแห่งแล้ว และทราบผลภายใน 15 วัน ผู้ที่พบความผิดปกติจะได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ โดยหากเซลล์มะเร็งยังไม่การลุกลาม ก็สามารถรักษาโดยใช้วิธีจี้ด้วยความเย็น ซึ่งได้ผลดีสูงถึง 80-90% และทำได้ที่แผนกผู้ป่วยนอก ไม่ต้องนอนค้างคืนที่โรงพยาบาล
สำหรับผู้หญิงที่มีเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ ส่วนใหญ่จะยังไม่อาการแสดงใดๆ แต่สัญญาณเตือนภัยที่ต้องรีบพบแพทย์และตรวจหามะเร็งปากมดลูกได้แก่ มีเลือดออกช่องคลอดกะปริบกะปรอย มีเลือดออกระหว่างหรือหลังการมีเพศสัมพันธ์ การมีตกขาวออกผิดปกติ นายแพทย์ชาตรีกล่าว