จับหม่อมเจ้าหญิง "ภานุมา ยุคล" ลอบเข้าเขมรโดยไม่ได้รับอนุญาต อ้างจ้างนายหน้าลอบเข้าเขมร แต่ดวงซวยถูกโจรปล้นหมดตัวในบ่อนกาสิโน ตม.ไม่ปักใจเชื่อ เหตุให้การวกไปวนมา สั่งจับปรับก่อนปล่อยตัว ด้านเจ้าตัวไม่ยอมกลับ แถมต่อรองขอเข้าบ่อนเขมรอีก สุดท้ายถูกปฏิเสธ พร้อมสั่ง จนท.ประกบ หวั่นลอบเข้าไปอีก เหตุการณ์หม่อมเจ้าถูกเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจับกุมหลังลักลอบเข้าไปในเขมรโดยไม่ผ่านการตรวจ ถูกเปิดเผยเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) อรัญประเทศ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณช่องทางขาเข้าจากฝั่งปอยเปต พบหญิงสาวชาวไทยรายหนึ่งอายุประมาณ 24 ปี เดินข้ามจากฝั่งปอยเปตมาในประเทศไทยโดยไม่มีหนังสือเดินทางแสดง เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวมาสอบปากคำ โดยหญิงสาวคนดังกล่าวอ้างว่าเป็นหม่อมเจ้าหญิงธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ ยุคล (เสด็จพระองค์ชายใหญ่) และหม่อมไฉไล ยุคล แต่ไม่มีหนังสือเดินทาง เพราะลักลอบเดินทางออกไปโดยไม่ได้ผ่านด่านชายแดนอรัญประเทศ และไม่มีเงินจ่ายค่าเปรียบเทียบปรับให้กับเจ้าหน้าที่เนื่องจากถูกโจรเขมรปล้นเงินไปกว่า 1 แสนบาท จึงไม่มีเงินติดกระเป๋าแม้แต่บาทเดียว
จากนั้นเจ้าหน้าที่ประจำด่าน ตม.อรัญประเทศได้นำตัวหญิงสาวคนดังกล่าวส่งมอบให้ พ.ต.ท.นิรุติ เรืองจินตนา รอง ผกก.หน.ด่าน ตม.อรัญประเทศ สอบสวน และจากการตรวจสอบทราบชื่อตามบัตรประชาชน คือหม่อมเจ้าหญิงภานุมา ยุคล อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 34/10 ถ.จรัญสนิทวงศ์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
จากการสอบสวน หม่อมเจ้าหญิงภานุมา ให้การว่า ก่อนเข้าไปในฝั่งเขมรได้ติดต่อไปยังร้านสตาร์ ในตลาดโรงเกลือ เพื่อให้คนพาเข้าไปในเขมร โดยเสียเงินค่านายหน้าไปจำนวน 1,500 บาท จากนั้นได้เข้าไปในเขมรทางด้านหลังตลาดโรงเกลือ ซึ่งต่อมาได้ถูกโจรเขมรปล้นเงินกว่า 1 แสนบาทในบ่อนกาสิโนจนหมดตัว จึงได้อาศัยอยู่ที่บ่อนดังกล่าวประมาณ 4-5 วัน ก่อนเดินทางกลับเข้าฝั่งไทย กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุมดังกล่าว
อย่างไรก็ตามจากการสอบสวน เจ้าหน้าที่ด่าน ตม.ไม่ปักใจเชื่อ จึงได้สอบถามอีกครั้ง ซึ่งหม่อมเจ้าภานุมายอมรับสารภาพว่า ได้ลักลอบเดินทางเข้าเขมรมาประมาณ 10 วันแล้ว ทั้งนี้เมื่อเจ้าหน้าที่ซักถามว่าลอบเดินทางออกไปช่องทางไหน หม่อมเจ้าหญิงภานุมาบอกเพียงว่าไม่ได้เดินผ่านด่านชายแดนอรัญประเทศ ส่วนที่อ้างว่าถูกเขมรปล้นเงินไปกว่า 1 แสนบาทในบ่อนก็ไม่ได้ให้การแต่อย่างใด
ต่อมาเจ้าหน้าที่บอกว่าต้องเสียค่าปรับในข้อหาเป็นคนไทยเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านการตรวจเป็นเงิน 1,600 บาท ซึ่งหม่อมเจ้าหญิงภานุมา บอกว่า ขณะนี้มารดาได้โอนเงินมาให้จำนวน 5,000 บาท เพื่อเสียค่าปรับ และอยากขอร้องผู้สื่อข่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ากรุณาอย่าถ่ายภาพ เพราะไม่ต้องการให้เป็นข่าว เนื่องจากกลัวมารดาจะโกรธ
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงพาหม่อมเจ้าหญิงภานุมาไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มในตลาดโรงเกลือ และพบว่ามีเงินโอนเข้ามาจำนวน 5,000 บาท จึงได้กดออกมาเสียเป็นค่าปรับ แต่ปรากฏว่าหม่อมเจ้าหญิงภานุมาไม่ยอมเซ็นชื่อในคำให้การใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมกับต่อรองกับเจ้าหน้าที่เพื่อจะขอกลับเข้าไปในบ่อนกาสิโนฝั่งปอยเปตอีกครั้ง จากนั้นจึงจะกลับมาให้การว่า นายหน้าที่นำเข้าไปในเขมรชื่ออะไร และพาเดินออกไปช่องทางไหน แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธ โดยบอกว่า เนื่องจากไม่มีพาสปอร์ต ทำให้ไม่สามารถเดินทางออกไปได้
พ.ต.ท.นิรุติ กล่าวว่า หม่อมเจ้าหญิงภานุมาถูกดำเนินคดีข้อหาเข้า-ออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านการตรวจ มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนการลักลอบเดินทางออกไปโดยเสียเงินให้แก่นายหน้าจำนวน 1,500 บาทนั้น หม่อมเจ้าหญิงภานุมาไม่ยอมบอกว่าออกไปช่องทางไหน โดยบอกเพียงว่า ไม่ได้เดินผ่านด่านชายแดนอรัญประเทศ
"เรื่องที่บอกกับเจ้าหน้าที่ครั้งแรกว่าถูกเขมรปล้นเงินไปกว่า 1 แสนบาท ทำให้ไม่มีเงินเสียค่าปรับนั้น ไม่น่าจะเป็นความจริงเพราะเมื่อสอบถามก็ไม่ยอมให้รายละเอียดใดๆ แถมยังบอกอีกว่า ไม่มีเงินจะถูกปล้นได้อย่างไร ทำให้เจ้าหน้าที่ที่สอบสวนปวดหัวไปหมดเพราะพูดจาวกวน" พ.ต.ท.นิรุติ กล่าว
ต่อมาเมื่อเวลา 15.00 น. หม่อมเจ้าหญิงภานุมายังคงนั่งอยู่ที่ห้องสอบสวนโดยไม่ยอมออกไปไหน และพยายามขอร้องให้เจ้าหน้าที่อนุญาตให้กลับไปในบ่อนกาสิโนอีกครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต พร้อมทั้งเชิญตัวออกจากห้องสอบสวน อย่างไรก็ตาม ล่าสุดพบว่าหม่อมเจ้าหญิงภานุมายังคงเดินวนเวียนอยู่ในตลาดโรงเกลือ โดยไม่ยอมเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่เกรงว่าหม่อมเจ้าหญิงภานุมาอาจจะหาหนทางจ้างนายหน้าให้พาข้ามไปยังฝั่งเขมรอีก จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ 1 นายตามไปประกบเพื่อดูพฤติกรรม
ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้สื่อข่าว "คม ชัด ลึก" ได้พยายามติดต่อหม่อมไฉไล มารดาของหม่อมเจ้าภานุมา เพื่อสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ปรากฏว่า ไม่สามารถติดต่อได้ ซึ่งคนใกล้ชิดของหม่อมไฉไล บอกว่า หม่อมยังไม่ทราบเรื่อง เพราะขณะนี้อยู่ต่างจังหวัด และยังไม่มีกำหนดการเดินทางกลับ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นคงจะต้องปรึกษากันก่อนว่าจะทำอย่างไร