ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนประหารหมอวิสุทธิ์เชือดเมีย อดีตหมอรพ.รถไฟ ทั้งหลักฐานวิทยาศาสตร์ พยานแวดล้อมมัดแน่น เชื่อวางแผนลวงพากินข้าวก่อนวางยานอนหลับ พ่อหมอพอใจพิพากษาเป็นธรรม ขณะที่เจ้าตัวซึม เตรียมสู้ฎีกา เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 4 กค.ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 และนายโชติ วัฒนเชษฐ์ บิดา พ.ญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ อดีตแพทย์โรงพยาบาลบูรฉัตรไชยกร (รพ.รถไฟ) ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.พ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ อดีตสูตินารีแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ,หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย,ข่มขืนใจให้ผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต , ปิดบังซ่อนเร้นทำลายศพเพื่อปกปิดการตาย และปลอมและใช้เอกสารปลอม ซึ่งเหตุเกิดระหว่างวันที่20 ก.พ. - 23 มี.ค.44 เวลากลางวัน จำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด
คดีนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 พ.ย.46 ให้ประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว จำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง
โดยศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษากันแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้จะไม่พบศพ หรือได้มีการตรวจชันสูตรศพผู้ตายตามกฎหมาย แต่พนักงานสอบสวนได้ตรวจค้นบ่อพักสิ่งปฏิกูล (บ่อเกรอะ) ที่อาคารวิทยนิเวศน์ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล ลาดพร้าว ที่จำเลยได้เปิดห้องพักไว้ในช่วงเกิดเหตุ แล้วได้พบเศษชิ้น เนื้อของมนุษย์จำนวน 3.3 กก.เศษ พร้อมคราบโลหิตที่ติดอยู่ในบริเวณท่อน้ำทิ้ง อ่างล้างหน้า และผ้าม่านอาบน้ำ ภายในห้องน้ำของห้องพักดังกล่าว พบว่าดีเอ็นเอที่ตรวจได้จากชิ้นเนื้อและคราบเลือดทั้งหมดตรงกับดีเอ็นเอเส้นผมผู้ตายที่ติดอยู่ที่แปรงหวีผมขณะมีชีวิตและไม่ปฏิเสธความเป็นบิดาและบุตรของดีเอ็นเอของนายโชติที่นำมาตรวจพิสูจน์ จึงเชื่อว่า ชิ้นส่วนที่พบดังกล่าวเป็นของผู้ตายและผู้ตายได้เสียชีวิตแล้วประมาณ 3-4 สัปดาห์
ซึ่งเมื่อนำผลตรวจพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาประมวลกับพยานแวดล้อมก่อนเกิดเหตุที่ระบุว่าผู้ตายกับจำเลยเคยมีเหตุทะเลาะเบาะแว้งกันรุนแรงเรื่องที่จำเลยไปมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับคนไข้ของจำเลยเองและได้มีการฟ้องหย่าและขอแบ่งทรัพย็สิน กรรมสิทธิ์ต่างๆ ระหว่างจำเลยกับผู้ตาย จากพยานแวดล้อมในช่วงระหว่างเกิดเหตุที่เป็นพนักงานร้านโออิชิ สาขาห้างสรรพสินค้าสยามดิสคัฟเวอร์รี่ ได้เบิกความว่า เห็นจำเลยมานั่งรับประทานอาหารกับผู้ตายตามลำพัง และหลังรับประทานอาหารจำเลยได้ประคองผู้ตายออกจากร้านโดยผู้ตายมีอาการเหม่อลอย ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความพยานโจทก์ที่ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยได้สั่งยาโดมิคุ่มที่เป็นยานอนหลับให้กับนางเตียง มารดาจำเลย แต่จากการตรวจสอบเวชระเบียนนางเตียง ไม่เคยปรากฏว่าใช้ยาโดมิคุ่ม และที่จำเลยอ้างว่าผู้ตายมีอาการเหม่อลอยเพราะเมาน้ำพันช์ ก็ได้ความว่าจากพนักงานร้านโออิชิ ยืนยันว่าน้ำพันช์ดังกล่าวไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ จึงอาจเชื่อได้ว่าจำเลยใส่ยาโดมิคุ่มที่ละลายในน้ำได้ ลงในเครื่องดื่มขณะผู้ตายเผลอ
ส่วนที่อุทธรณ์จำเลยอ้างว่าการได้มาของชิ้นเนื้อเพื่อตรวจพิสูจน์นั้นไม่ถูกต้องโปร่งใส เห็นว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นผู้นำคณะไปตรวจล้วนเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน และการไปตรวจเจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลจากการสืบสวนสอบสวน ไม่ใช่การปั้นพยานหลักฐานตามการเสนอข่าวชี้นำของสื่อมวลชน และในการตรวจพิสูจน์มีเจ้าหน้าที่สถาบันนิติเวช และกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกันตรวจสอบและได้ผลพิสูจน์ตรงกัน ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของ พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รองผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ที่ยืนยันว่า แม้ที่เกิดเหตุจะผ่านการทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำถึง 32 วันก็ตาม แต่คราบเลือดที่พบแม้จะมีจำนวนน้อยก็
สามารถนำมาตรวจพิสูจน์หาดีเอ็นเอได้
จากพยานหลักฐานดังกล่าวเชื่อว่า จำเลยที่มีความใกล้ชิดกับผู้ตาย ที่เคยมีเหตุทะเลาะรุนแรงกับผู้ตายซึ่งเป็นภรรยา ประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่มีการปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่างมาโดยตลอด โดยจำเลยได้อยู่กับผู้ตายมาตั้งแต่วันเกิดเหตุซึ่งจนถึงปัจจุบันไม่มีผู้ใดได้พบ หรือได้รับการติดต่อจากผู้ตาย และเมื่อประกอบกับคำเบิกความของเจ้าหน้าที่เรื่องคราบเลือดในห้องน้ำและชิ้นเนื้อในบ่อเกรอะ จึงเชื่อได้ว่าผู้ตายเสียชีวิตแล้ว
ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าการชำแหละชิ้นเนื้อมนุษย์ต้องใช้เวลานานประมาณ 5 ชั่วโมง ซึ่งนายแพทย์นิติเวช ยืนยันว่า หากผู้ชำแหละมีความชำนาญก็จะใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงซึ่งชิ้นเนื้อที่ตรวจพบในคดีนี้มีการผ่าชำแหละอย่างประณีต เป็นลิ่มรูปกรวย เพื่อให้ไหลผ่านลงท่อน้ำทิ้งได้สะดวก ซึ่งศาลเห็นว่าจำเลยเป็นสูตินารีแพทย์เคยผ่าตัดคนไข้หลายรายย่อมมีความชำนาญในเรื่องนี้
เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ทั้งหมดแล้ว ถึงโจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานว่าจำเลยเป็นผู้ฆ่าและชำแหละร่างผู้ตาย แต่มีผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยศาสตร์และพยานแวดล้อมที่เบิกความถึงเหตุทะเลาะเบาะแว้งระหว่างผู้ตายกับจำเลยเรื่องชู้สาว การปลอมจดหมายลางานผู้ตาย ซึ่งกฎหมายไม่ได้ห้ามให้ศาลรับฟังมาลงโทษจำเลย ซึ่งบางครั้งพยานแวดล้อมจะมีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าประจักษ์พยานในบางคดีเสียอีก เมื่อประมวลพฤติการณ์ทั้งหมดแล้วจึงมีเหตุผลที่เชื่อว่าจำเลยวางแผนนัดผู้ตายไปที่ร้านโออิชิ และพาไปที่อาคารวิทยนิเวศน์ จุฬาฯ แล้วใช้ของมีคมหั่นชำแหละชิ้นเนื้อผู้ตายทิ้งลงในบ่อสิ่งพักปฏิกูลของอาคารวิทยนิเวศน์และโรงแรมโซฟิเทล
พยานหลักฐานโจทก์รับฟังโดยปราศจากข้อสงสัย ฯ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยทุกข้อหาฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโชติ วัฒนเชษฐ์ บิดาผู้ตาย พร้อมด้วยครอบครัว ได้เดินทางร่วมฟังคำพิพากษาในวันนี้ ซึ่งนายโชติ กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับคำพิพากษาที่ความเป็นธรรมแล้วขณะที่ น.พ.วิสุทธิ์ ศาลได้เบิกตัวมาจากเรือนจำบางขวาง ซึ่งสวมชุดนักโทษถูกตีตรวน และมีอาการเซื่องซึม ร่างกายผ่ายผอม ผิวคล้ำ ผมหงอก โดยตลอดที่นั่งฟังคำพิพากษา นานกว่า 2 ชั่วโมง น.พ.วิสุทธิ์ มีอาการนิ่งเฉย ไร้ความรู้สึก เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามถามว่า จะยื่นฎีกาหรือไม่ น.พ.วิสุทธิ์ ไม่ได้ตอบคำถามเพียงแต่พยักหน้ารับ
ด้านนายอภิรมย์ ซ้ายคล้าย ทนายความ น.พ.วิสุทธิ์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า จะต้องยื่นฎีกาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามเตรียมขอคัดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาประเด็นในการยื่นฎีกาต่อไป