ปชป.เปิดตัวหนังสือ ใครว่าคนรวยไม่โกงฉบับ CTX อภิสิทธิ์ แย้มอาจมีภาค 2 เพราะมีข้อมูลอีกเพียบด้านเทพเทือกเตรียมทำฉบับสมบูรณ์ ชี้ให้ประชาชนเห็นว่าคนรวยไม่โกงจริงหรือ
เมื่อวันที่ 4 กค. มีการเปิดตัวหนังสือใครว่าคนรวยไม่โกงฉบับCTX ของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เหรัญญิก พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรค และนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา มาร่วมงานด้วย
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้จะเน้นในเรื่องซีทีเอ็กซ์ และแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการทุจริตในครั้งนี้ที่ทำอย่างเป็นระบบ เพราะเวลาคนรวยโกงมักจะซับซ้อน เพราะโดยปกติคนรวยจะมีการศึกษาดี มีความรู้สูงจะโกงเป็นระบบ คนมีความรู้น้อยก็ตามไม่ทัน ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะบอกว่าการโกงสมัยใหม่มีความซับซ้อนมาก และการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ซึ่งเป็นยุคดิจิตอลซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ความน่าเชื่อถือของโครงการนี้ก็น่าเชื่อว่ามีการโกงกัน อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้ถือเป็นเล่มที่ 2 แล้ว ส่วนเล่มแรกจะพูดถึงหลายเรื่องและเป็นเรื่องที่หนักกว่า ซีทีเอ็กซ์ เช่นเรื่องการปั่นหุ้นที่นายกฯ เป็นเจ้าของบริษัทในอดีต
หนังสือดังกล่าวจะวางแผงในวันศุกร์ที่ 8 ก.ค.นี้ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ และร้านขายหนังสือชั้นนำทั่วไป และสามารถสั่งซื้อได้จากส.ส.ของพรรคด้วย ราคาเล่มละ 150 บาท จัดพิมพ์จำนวน 1 หมื่นเล่ม โดยรายได้ในส่วนที่จำหน่วยที่พรรคก็จะมอบให้พรรค ส่วนรายได้ที่จำหน่วยจากที่อื่นตนขอเก็บไว้ต่อสู้เพราะอาจจะมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น ในส่วนที่ตนระบุว่าคนรวยก็โกงคนรวยอาจจะฟ้องก็ได้
ด้านนายสุเทพ กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่า เป็นการรวบรวมเนื้อหาที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายไม่ต้องใช้เวลามากและถ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็จะได้ทราบเกี่ยวกับซีทีเอ็กซ์ที่สมบูรณ์ขึ้นและจะเป็นประโยชน์ ทำให้ประชาชนที่สนใจทราบว่าที่ว่าคนรวยแล้วไม่โกงจริงหรือไม่ ตนกำลังตัดสินใจอยู่เกี่ยวกับข้อมูลที่ยังมีอยู่ หากประชาชนเรียกร้องก็จะเอาเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ยังไม่สามารถลงในหนังสือเล่มนี้ได้ ไปผสมกับคำอภิปรายทำเป็นเล่มสมบูรณ์มากขึ้น เพราะเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ เพิ่งเริ่มฟ้องกันเท่านั้นเอง
ส่วนนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ยังไม่แน่ว่าจะต้องมีการเขียนภาค 2 หรือไม่เพราะรู้สึกว่ายังมีอะไรใหม่อีกมากและการที่ออกหนังสือเล่มนี้มาเพราะพรรคต้องหาวิธีการสื่อสารที่หลากหลายไปสู้ประชาชนและถือเป็นความริเริ่มเพื่อประโยชน์ในการทำงานของพรรค โดยอาจจะมีเล่ม 3-4-5 ออกมาอีกก็ได้เพราะยังมีคนอยากรู้เรื่องอีกมาก
ทั้งนี้เรื่องซีทีเอ็กซ์ประชาชนจะเชื่อเราหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ประชาชนจะสะท้อนออกมา และการที่รัฐบาลนำข้อมูลเกี่ยวกับซีทีเอ็กซ์ออกมาเผยแพร่ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ก็ถือเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ ซึ่งสิ่งที่นำไปลงนั้นก็เป็นเรื่องที่ชี้แจงในสภาแล้ว ทำไมไม่เอาข้อเท็จจริงไปลงให้หมด อย่างไรก็ตามเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลคงจะทำวันนี้มี 2 อย่างคือ 1. ไปเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้และดำเนินการไปขอข้อมูลจากสหรัฐฯได้แล้ว 2. เร่งรัดให้สนามบินเสร็จตามกำหนด
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ที่พรรคทำได้ในเวลานี้คือขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน แต่เราก็ทราบข้อจำกัดของสื่อมวลชนที่ทำงานในยุคนี้ แต่เราก็ใช้เท่าที่ทำได้ เช่นในวันที่ 5 ก.ค. พรรคได้รับการจัดสรรเวลาจาก กกต.ให้ออกโทรทัศน์ เผยแพร่ผลงาน ซึ่งนายศิริโชค จะพูดเรื่องซีทีเอกซ์ด้วย โดยมีการส่งเทปไปให้ กกต.เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่ กกต.ไปตรวจอยู่ประมาณ 2-3 วันก็แจ้งกลับมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ามีบางข้อความที่ต้องถูกดูดเสียงออกไป เพราะไปพลาดพิงถึงบุคคลที่ 3 ทางพรรคไม่ทราบว่าจะแก้ไขอย่างไรทัน เนื่องจากกกต.แจ้งกลับมาช้า และการดำเนินการต้องมีการร้อยเรียงกัน คนที่ทำงานด้านนี้ก็จะทราบว่าจะไปตัดต่อเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ก็อยาก และเราก็กังวลว่าเดี๋ยวจะเป็นปัญหา เป็นเงื่อนไ ขอีกว่า เราส่งเทปไม่ทันตามกำหนด และไม่แน่ใจว่าจะพูดอย่างไรถึงจะไม่ให้มีปัญหา เพราะเราต้องพูดความจริง จะไปพูดอ้อมอย่างไรก็คงจะลำบาก นอกจากนั้นการเผยแพร่ในทางอินเตอร์เน็ตก็พยายามทำอยู่ และตนก็พยายามขอเวลาจัดรายการวิทยุ ของสภา และของกรมประชาสัมพันธ์ แต่กรมประชาสัมพันธ์ ตอบมาว่าอยู่ในช่วงมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลายส่วนขอให้ทำเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนถึงจะมาพิจารณาว่าจะให้เวลาฝ่ายค้านหรือไม่
ผมได้ย้ำกับทุกคนว่าขอให้ทำงานหนัก จะไปหวังตัวช่วยจากสิ่งต่างๆ ที่มาหยิบยื่นให้เรา โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายไม่ได้ แต่วันหนึ่งผมคิดว่าประชาชนก็อยากเรียกร้องเหมือนกันว่าสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของเขาอยู่ที่ไหนและสิ่งหนึ่งที่จะพิสูจน์ก็คือไม่มีใครหลีกหนีความจริงพ้น ถึงจะมีวิธีการคลอบงำแทรกแซง แต่ก็หนีความผิดไม่พ้น ผมยังกังวลแทนรัฐบาลด้วยซ้ำว่าวิธีการที่มาปิดกั้นข่าวสารจึงทำให้การพูดปากต่อปากเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ปากต่อปากบางที บางเรื่องก็ไม่จริง ต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลด้วยว่าบางเรื่องก็ไม่จริงจึงทำให้กลบเรื่องบไม่ได้ ทำไมรัฐบาลถึงไม่คิดว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนควรจะได้ใช้นายอภิสิทธ์กล่าว