น้ำมันดีเซลอั้นไม่ไหว ผู้ค้าน้ำมันทุกรายยกเว้น ปตท. ตัดสินใจขึ้นราคาดีเซลลิตรละ 50 สตางค์วันนี้ หลังราคาตลาดสิงคโปร์พุ่งไม่หยุด จนต้องแบกขาดทุนจากค่าการตลาดเพียบ บิ๊ก ปตท.โอดขอเวลาตัดสินใจอีก 1 วัน เผยยอดอุดหนุนกองทุนน้ำมันใกล้ทะลุ 9 หมื่นล้าน "วิเศษ" ไฟเขียวขึ้นค่าไฟฟ้า หลังทนแบกภาระราคาน้ำมันมานาน ในที่สุดบริษัทผู้ค้าน้ำมันทุกราย ยกเว้นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็ตัดสินใจขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอีกลิตรละ 50 สตางค์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นสัปดาห์ ทำให้ราคาขายหน้าสถานีบริการเพิ่มจากลิตรละ 18.19 บาท เป็น 18.69 บาท
การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลครั้งนี้ เนื่องจากเมื่อวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบเพิ่มขึ้น 0.88 ดอลลาร์ อยู่ที่ระดับ 50.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ เบนซิน ออกเทน 95 เพิ่มขึ้น 1 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 58.08 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ดีเซลเพิ่มขึ้นถึง 1.65 ดอลลาร์ โดยอยู่ที่ระดับ 65.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แหล่งข่าวจากผู้ค้าน้ำมันอธิบายว่า การปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ กดดันให้ต้องมีการขยับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยไม่สามารถรอการตัดสินใจของ ปตท. ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ได้อีกต่อไป
"บริษัทน้ำมันหลายแห่งพร้อมที่จะปรับราคาน้ำมันดีเซล หลังจากค่าการตลาดดีเซลอยู่ในระดับติดลบ ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่า ปตท.ยังยืนยันที่จะไม่ขึ้นราคา แต่ผู้ค้ารายอื่นก็ต้องหาทางแบ่งเบาภาระของตัวเอง" แหล่งข่าว กล่าว
ด้านนายอภิสิทธิ์ รุจิเกียรติกำจร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจน้ำมัน ปตท. ยอมรับว่า ขณะนี้ ค่าการตลาดของน้ำมันดีเซลติดลบลิตรละ 40-50 สตางค์ จากระดับปกติที่ค่าการตลาดจะอยู่ที่ลิตรละ 1 บาท ดังนั้น หากต้องปรับราคาน้ำมันดีเซลตามสภาพที่แท้จริงแล้วก็หมายถึงจะต้องเพิ่มขึ้นอีกลิตรละมากกว่า 1 บาท
"ในขณะนี้ ปตท.ยังไม่ได้กำหนดวันที่จะปรับเพิ่มราคาขายดีเซลที่แน่นอน เพราะจะต้องขึ้นอยู่กับต้นทุนราคาน้ำมัน ซึ่งหากว่ามีการเทขายของกองทุนต่างๆ ออกมาจนทำให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลง ก็อาจไม่จำเป็นต้องปรับราคาเพิ่มขึ้นก็ได้ หรือหากว่าจะปรับเพิ่มขึ้นจริงๆ ก็คงไม่ทำให้เป็นที่ตื่นตระหนกของประชาชน โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไม่เกินลิตรละ 35-50 สตางค์" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ส่วนนายมนูญ ศิริวรรณ รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ผู้ค้ารายอื่นตัดสินใจปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลก่อน ปตท. ซึ่งเป็นผู้ค้ารายใหญ่ แม้ว่าจะต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไปบ้าง แต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องปรับราคา เพราะทนภาวะขาดทุนไม่ไหว โดยล่าสุดค่าการตลาดก่อนปรับราคาติดลบไปแล้ว 1 บาท ดังนั้น แม้ปรับราคาน้ำมันดีเซลแล้วยังขาดทุนอยู่อีก 50 สตางค์ต่อลิตร อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้จะไม่ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลเป็นครั้งที่ 2 โดยจะขอดูสถานการณ์แล้วตัดสินใจอีกครั้งในสัปดาห์หน้า
ขณะเดียวกัน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า จนถึงวันที่ 7 มิถุนายน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันไปแล้ว 89,032.90 ล้านบาท
นอกจากการขึ้นราคาน้ำมันดีเซลแล้ว ในส่วนของความเคลื่อนไหวเรื่องการพิจารณาปรับขึ้นค่าไฟฟ้านั้น นายวิเศษ จูภิบาล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงไม่ได้สั่งให้คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าไฟฟ้าตรึงต้นทุนผันแปรที่ใช้ในการคำนวณค่าไฟฟ้า หรือค่าเอฟที งวดใหม่ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน โดยให้อนุกรรมการที่มีนายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานพิจารณาตามความเหมาะสม
"หากเห็นว่าในส่วนของต้นทุนพลังงานจำเป็นต้องปรับขึ้นก็ให้พิจารณาตามต้นทุนที่แท้จริง และขอยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเตรียมแผนการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แต่อย่างใด" นายวิเศษ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพิจารณาค่าเอฟทีของคณะอนุกรรมการนั้น มีกระแสข่าวระบุว่า กฟผ.อาจเสนอปรับขึ้นค่าเอฟที 5-6 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากหากไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น กฟผ.ก็จะต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นอีก 2 พันล้านบาท เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนหลักที่เพิ่มขึ้นมาจากการใช้น้ำมันเตามาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าจำนวนมาก ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงไม่มีผลทำให้ค่าเอฟทีในงวดนี้ปรับขึ้นมากนัก