รัฐสภาถกวันนี้ แก้ รธน. "ทักษิณ" เปรี้ยงกลาง ครม.แก้เฉพาะ ม.297 "วิษณุ" เผยเพิ่ม "ผู้นำฝ่ายข้างมาก" เป็น กก.แทนประธานสภา เผย 3 วาระทันกรอบเวลาแน่ ด้านฝ่ายค้านยันเสนอแก้ 3 มาตรา นักวิชาการชี้ เกมนี้รัฐได้เปรียบ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของรัฐบาลว่า ครม.ได้แสดงความเห็นกันอย่างหลากหลาย โดยนายกฯ ได้เปิดประเด็นว่าจะขอแก้ทั้ง 3 ประเด็นคือแก้การสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปพร้อมๆ กัน หรือจะแก้เฉพาะประเด็นที่เป็นปัญ?หาใน มาตรา 297 ในเรื่องการสรรหา ป.ป.ช.ก่อน
โดยนายกฯ ได้เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีแต่ละคนแสดงความเห็นเรียงตัว ในที่สุด ครม.ได้มีมติสมควรแก้ไขเฉพาะประเด็นที่เป็นปัญหาเท่านั้น คือ การสรรหา ป.ป.ช.ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ 1.กรอบระยะเวลาซึ่งมีค่อนข้างจำกัด ประการที่ 2.รัฐธรรมนูญ?ฉบับนี้ ยกร่างขึ้นโดยการแสดงความเห็นที่หลากหลาย หากจะแก้ในส่วนที่ยังไม่เป็นปั?ญหาในขณะนี้ คือ ส่วนของ กกต. และศาลรัฐธรรมนู?ญ ก็จะทำให้มีปั?ญหาว่า จะเอาองค์ประกอบใหม่อะไรใส่เข้าไปในการสรรหา จนกลายเป็นการเปิดประเด็นให้หลากหลายออกไปอีก ทำให้ตกผลึกไม่ได้ในเวลาอันจำกัด จะทำให้ออกมาลวกๆ และรวบรัด แตกต่างกับประเด็นของ ป.ป.ช. ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนและผู้คนได้แสดงความเห็นมาค่อนข้างหลากหลายแล้ว
รองนายกฯ กล่าวว่า คณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช.ที่รัฐบาลจะเสนอในร่างและจะส่งไปยังสภา ประกอบด้วยกรรมการสรรหาจำนวน 15 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากประธาน 3 ศาล คือ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ? ประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานศาลฎีกา
สัดส่วนที่สองเป็นอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ซึ่งเป็นนิติบุคคล เดิมมี 7 คน ครั้งนี้ลดเหลือ 6 คน เพราะจะต้องเอาจำนวนไปเพิ่มในสัดส่วนอื่นที่เพิ่มเข้ามา
สัดส่วนต่อไปที่เพิ่มเข้ามาคือ ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ?ได้แก่ ประธาน กกต. ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ 1 คน
สัดส่วนสุดท้ายที่เดิมรัฐบาลเสนอให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้านในสภานั้น เนื่องจากมีเสียงทักท้วงคัดค้านมา โดยเฉพาะตัวประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่โดยหลักต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่สมควรจะลงไปสู่ตำแหน่งนี้ จึงคิดว่าในต่างประเทศเขามีผู้นำฝ่ายค้าน (Minority Leader) และผู้นำฝ่ายข้างมาก (Majority Leader) จึงกำหนดเพิ่มตำแหน่งนี้ให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนอีกตำแหน่งได้พิจารณาเทียบเคียงกับกรณีผู้นำฝ่ายค้านตาม มาตรา 120 ว่าด้วยผู้นำฝ่ายค้าน จึงกำหนดให้มีผู้นำฝ่ายข้างมาก ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล หรือฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายที่ไม่ได้มีลักษณะตามมาตรา 120 นั่นเอง สนับสนุนกันเองขึ้นมา 1 คน เป็นผู้นำฝ่ายรัฐบาล
ดังนั้น สัดส่วนจะเป็น 3-6-4-2 รวม 15 คน เวลาสรรหาจะต้องให้ได้คะแนน 3 ใน 4 คือ 12 เสียง และต้องสรรหาให้เสร็จภายใน 30 วัน เราก็แก้เป็นว่า ครั้งนี้ให้ 30 วัน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญ?แก้ไขนี้ใช้บังคับ
"อะไรที่ทำมาก่อน ถ้าหากทำได้ก็ทำไป ถ้าไม่ได้ก็หยุด วันที่รัฐธรรมนู?ญแก้ไขออกมาใช้บังคับอะไรค้างอยู่ ให้เลิกหมดแล้วให้เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญเพียงมาตราเดียว จะทำให้ทันกรอบเวลาที่มีอยู่ โดยการพิจารณาจะอภิปรายรวม แต่เวลาโหวตจะแยกโหวตโดยการขานชื่อไล่ตามตัวอักษร 700 คน จากนั้นก็มาตั้งกรรมาธิการ ส่วนจะมีการแปร?ญัตติกี่วันก็แล้วแต่ แต่ที่รัฐบาลคิดเอาไว้คือ วันที่ 8 มิถุนายน เข้าวาระที่ 1 ตั้งกรรมาธิการ 7 วัน แล้วกลับมาวาระที่ 2 ในวันที่ 15 มิถุนายน จากนั้นทิ้งเอาไว้ 15 วัน ประมาณวันที่ 1 กรกฎาคม จะเข้าสู่วาระที่ 3 ซึ่งวาระ 3 คงใช้เวลาไม่นานก็สามารถจบได้ จากนั้นก็สามารถนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายได้เลย หากทำตามวิธีนี้จะเร็ว และในวันที่ 2 กรกฎาคม ก็จะปิดสมัยประชุม
เล็งตั้ง "พงศ์เทพ" เป็นตัวแทนเสียงข้างมาก
ด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสาเหตุที่แก้เพียงมาตราเดียวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะแก้ที่จำเป็นเท่านั้น ถ้าไปแก้ในหลักการมากเกินไป จะทำให้เกิดคำถามว่ามันถูกต้องหรือไม่ ส่วนองค์กรอิสระอื่นๆ นั้น วันหลังค่อยมาแก้ไข
"ถ้าลงไปแก้หลักการจะเรื่องมาก แล้วหลายคนก็พูดกันคนละทีสองที และหลากความคิดเห็น ในเมื่อรัฐธรรมนูญนี้เราเรียกฉบับประชาชน ซึ่งที่ผ่านมามีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนเป็นจำนวนมากในการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นตอนนี้ขอเลือกที่จะแก้เฉพาะที่มีประเด็นปัญหาก่อน เพื่อให้กรรมการสรรหาเดินหน้าไปได้ ถ้าข้างหน้าพบปัญหาอะไรอีก ก็พร้อมให้มีการแก้ไข" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวและว่า ร่างแก้ไขนั้น เข้าสภาได้ในวันที่ 8 มิถุนายน
ส่วนผู้แทนเสียงข้างมากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรครัฐบาล เหมาะสมที่สุด
เผยทักษิณทุบโต๊ะให้แก้ประเด็นเดียว
แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม.เปิดเผยว่า ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 297 นายวิษณุได้พยายามให้เหตุผลว่า ได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่า ควรจะมีการแก้ไขประเด็นเดียวคือ มาตรา 297 เพราะไม่ควรจะไปแตะต้องประเด็นอื่นๆ และมาตราอื่นๆ ที่ยังไม่เกิดปัญหา
จากนั้นที่ประชุม ครม.ได้มีการถกเถียงในประเด็นว่า ควรจะมีการแก้ไขใน 3 มาตราหรือมาตราเดียว โดยนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ประธานวิปรัฐบาล และนายอดิศร เพียงเกษ รมช.คมนาคม รองประธานวิปรัฐบาล ได้เสนอให้แก้ไข 3 ประเด็นในคราวเดียวกัน เพราะถือเป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกัน แต่ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่าควรจะแก้ไขประเด็นเดียว ไม่ควรไปแตะประเด็นที่ยังไม่เป็นปัญหา ท้ายสุดนายกรัฐมนตรีจึงได้ตัดสินใจเลือกที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 297 เพียงประเด็นเดียว
3 ฝ่ายตกลงถกวันเดียวจบวาระแรก
ช่วงสายวันเดียวกัน นายโภคิน พลกุล ประธานรัฐสภา ได้เรียกประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรครัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้านและฝ่ายวุฒิสภาที่มีนายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา เข้าหารือเพื่อกำหนดกรอบการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายโภคิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า ขณะนี้มี 2 ร่าง คือ ร่างของฝ่ายรัฐบาลที่ให้แก้มาตราเดียวในส่วนของคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. ส่วนร่างของพรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอให้แก้ 3 มาตรา คือ กรรมการสรรหา ป.ป.ช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งฝ่ายค้านได้มองเลยไปถึงยังไม่เกิดปัญหาแต่ก็ทำเผื่อไว้ก่อน แต่รัฐบาลมองในเรื่องเร่งด่วนในส่วนที่เป็นปัญหาก่อน ดังนั้น รายละเอียดก็ต้องไปอภิปรายกันในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ ซึ่งในการหารือร่วมกันมีข้อตกลงว่า ในช่วงพิจารณาจะอภิปรายร่วมกันไปทั้งหมด แต่เวลาลงมติทางฝ่ายรัฐบาลขอให้แยกกันลงมติ คือ ลงมติทีละร่าง ในขณะที่ฝ่ายค้านขอให้ลงมติร่วมกันเลย แต่พิจารณาแล้วถือว่าเป็นคนละหลักการ ถึงแม้จะมีเรื่องเหลือบกันอยู่ ดังนั้นการลงมติต้องแยกออกจากกัน
ส่วนกรอบเวลาการพิจารณาตนอยากให้จบภายในวันที่ 8 มิถุนายน โดยในหลักการนั้นการอภิปรายแบ่งออกเป็นฝ่ายละ 3 ชั่วโมง คือ ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลและวุฒิสภารวมเวลาอภิปราย 9 ชั่วโมง
ส่วนการลงมติจะต้องใช้วิธีการขานชื่อ ซึ่งสมาชิกทั้งหมด 700 คน ก็ต้องใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง จากนั้นตั้งกรรมาธิการและแปรญัตติตามข้อบังคับก็ใช้เวลา 7 วัน แต่อาจจะใช้เวลาสั้นลงได้แล้วแต่ที่ประชุม ถ้าพิจารณาเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ ตนก็จะบรรจุเข้าสู่ที่ประชุมในวันพุธที่ 15 มิถุนายน เพื่อพิจารณาวาระ 2 หากไม่ทันก็ต้องเลื่อนเวลาออกไปอีก ซึ่งตนได้หารือกับรัฐบาลแล้วว่า ไม่ขัดข้องหากไม่ทันก็ขยายเวลา หรือเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี นายโภคิน กล่าวว่า หากฝ่ายค้านจะยื่นมาก็ควรทำแต่เนิ่นๆ เพื่อให้รัฐบาลเตรียมตัวไม่ใช่ยื่นวันศุกร์แล้วขออภิปรายในการประชุมวันพุธ ซึ่งกระชั้นชิดเกินไป เพราะถ้านับช่วงเวลาประชุมสมัยนี้ที่เหลืออยู่เพียง 2 สัปดาห์ หากยื่นมาเร็ว ตนก็จะได้พิจารณาเข้าสู่ระเบียบวาระประชุมได้เร็ว เนื่องจากช่วงปลายเดือนมิถุนายนจะต้องพิจารณาเรื่องบประมาณรายจ่ายประจำปี 2549
"เสนาะ" ปลอบแก้กฎ 90 วันไว้วันหลัง
นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า แม้จะมีข่าวว่าจะมี ส.ส.บางส่วนจะขอพ่วงประเด็นอื่นด้วย โดยเฉพาะประเด็น ส.ส.สังกัดพรรค 90 วัน แต่เชื่อว่าการลงมติรับหลักการในวันที่ 7 มิถุนายน คงไม่มีปัญหา ทุกคนจะลงมติอย่างพร้อมเพรียง เพราะนายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่า สาเหตุจากจุดเดียว ควรแก้จุดนั้นก่อน
ส่วนกรณี ส.ส.วังน้ำเย็นที่เคยออกมาคัดค้านเรื่องการแต่งตั้งผู้ว่าการ สตง.นั้น เชื่อว่าครั้งนี้นายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรค เป็นผู้ใหญ่พอที่จะเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของพรรค เพราะรัฐบาลประกาศเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้ย้ำในที่ประชุมพรรค ขอให้ ส.ส.ทุกคนเข้าประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียงกัน เพราะเป็นการประชุมระดับประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวติดตลกกับ ส.ส.ว่า "พรุ่งนี้มีเรื่องสำคัญที่เป็นหน้าที่ของ ส.ส.ทุกคนต้องช่วยกัน เพราะต้องใช้ความละเอียดรอบคอบอย่างมาก ใครต้องเข้าโรงพยาบาล อยู่ห้องไอซียูก็ให้บอก จะให้รัฐมนตรีสาธารณสุขไปรับถึงที่"
แหล่งข่าวจากกลุ่มวังน้ำเย็น พรรคไทยรักไทย เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวในการแก้รัฐธรรมนูญของท่าทีกลุ่มว่า แม้ว่านายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้ากลุ่ม สนับสนุนให้มีการแก้ประเด็นเรื่องกฎการย้ายพรรค 90 วันนั้น แต่ขณะนี้เมื่อนายกฯ ประกาศจะแก้เฉพาะที่มาของคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. ก็ต้องฟังไว้ก่อน โดยนายเสนาะ บอกกับ ส.ส.ในกลุ่มว่า ไม่เป็นไร เพราะเชื่อว่าหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นนี้เสร็จ เชื่อว่าจะมีเชื้อการแก้ไขในส่วนอื่น
"เติ้ง" ส่ง "สมศักดิ์" ร่วมวงถกแก้รธน.
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช รองประธานวิปฝ่ายค้าน แถลงภายหลังการประชุมว่า วิปฝ่ายค้าน ขอยืนยันในหลักการเดิมในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือให้ตัดสัดส่วนตัวแทนพรรคการเมืองออกจากกรรมการสรรหาองค์กรอิสระทั้งหมด และเพิ่มสัดส่วนยึดโยงให้มีตัวแทนจากภาคประชาชนเข้าไป โดยมั่นใจว่าจะพิจารณาได้เสร็จทันภายใน 30 วัน ตามเงื่อนเวลาที่กำหนด
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลเสนอร่างแก้ไขโดยกำหนดให้มีตัวแทนฝ่ายเสียงข้างมากในสภา ร่วมเป็นกรรมการสรรหา ป.ป.ช.ด้วย นายชินวรณ์ กล่าวว่า จะยิ่งเป็นการยึดโยงการเมืองมากขึ้น
น.ส.จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ โฆษกพรรคชาติไทย กล่าวถึงการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคเห็นด้วยที่จะแก้ไขตามร่างของพรรคร่วมฝ่ายค้าน สำหรับการอภิปราย ได้มอบหมายให้นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นผู้อภิปรายในสัดส่วนของหัวหน้าพรรคชาติไทย ส่วนสมาชิกที่ต้องการจะอภิปรายก็เสนอสัดส่วนไปที่วิปฝ่ายค้าน ทั้งนี้ พรรคจะมอบหมายให้นายสมศักดิ์ และนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นกรรมาธิการแก้ไข