นักเรียนเทคโนฯ บางกะปิ ยืนรอรถเมล์โดนคู่อริขี่ จยย.มาจอดด้านข้าง ชักลูกซองสั้นยิงใส่ดับ 1 เจ็บ 2 ตร.ส่งสายสืบหาเบาะแสตามสถาบันคู่กรณี ด้านรอง ผบช.น.สั่งคุมเข้มหวั่นมีการล้างแค้น เตือนผู้ปกครองไม่ห้ามปรามบุตรหลานระวังติดคุก ขณะที่ ศธ.ขู่สั่งปิด หากโรงเรียนปล่อยปละละเลย เหตุการณ์นักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีถูกคู่อริยิงเสียชีวิตคาป้ายรถเมล์รายนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 7 มิถุนายน พ.ต.ท.ธนวัฒน์ ศรีอนุชา สารวัตรเวร สน.มีนบุรี รับแจ้งเหตุมีนักเรียนช่างกลถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 2 ราย และเสียชีวิต 1 ราย บริเวณป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้านรุ่งนภาเพลส ถนนร่มเกล้า แขวงและเขตมีนบุรี กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.จัตุพันธ์ วรรณภักตร์ ผกก.สน.มีนบุรี เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู
ที่เกิดเหตุพบเพียงกองเลือด อยู่ที่บริเวณฟุตบาทป้ายรอรถโดยสารประจำทาง ส่วนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลนวมินทร์ ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายฉัตรธวัช จงรวมกลาง อายุ 18 ปี นักเรียน ปวช.ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างไฟฟ้า โรงเรียนเทคโนโลยีบางกะปิ อยู่บ้านเลขที่ 4/81 หมู่ 7 แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กทม. ถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองสั้นเบอร์ 12 เข้าที่บริเวณหน้าอกซ้าย 1 นัด
ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย ทราบชื่อคือ นายพงษ์นรินทร์ มะอาดเลิศ อายุ 18 ปี นักเรียน ปวช.ชั้นปีที่ 3 แผนกช่างอิเล็กทรอนิกส์ โรงเรียนเทคโนโลยีบางกะปิ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนชนิดเดียวกันเข้าที่บริเวณแขนซ้าย 1 นัด และนายสุทธิรักษ์ ชูจันทร์ อายุ 18 ปี นักเรียน ปวช.ชั้นปีที่ 3 สถาบันเดียวกัน อยู่บ้านเลขที่ 104/248 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. ถูกยิงด้วยอาวุธปืนชนิดเดียวกันเข้าที่บริเวณเอว หัวไหล่ขวา รวม 2 นัด
จากการสอบสวน นายพงษ์นรินทร์ ให้การว่า ขณะที่ตนกับเพื่อนสถาบันเดียวกันจำนวน 5 คน ยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายดังกล่าวเพื่อไปเรียนหนังสือ สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า โซนิค สีดำ-แดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำได้เพียงคนขี่รถและคนนั่งซ้อนท้ายสวมหมวกันน็อคทั้งคู่ จากนั้นคนที่นั่งซ้อนท้ายได้ลงมาจากรถที่จอดอยู่ห่างป้ายรถเมล์เล็กน้อย แล้วชักอาวุธปืนยิงใส่พวกตน 1 นัด ก่อนวิ่งขึ้นรถขี่หลบหนีไป พร้อมตะโกนว่า "ช่างอุต"
ต่อมา นายฉลวย จงรวมกลาง อายุ 48 ปี และนางสว่าง จงรวมกลาง อายุ 47 ปี บิดามารดาของนายฉัตรธวัช ที่ถูกยิงเสียชีวิต ได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลนวมินทร์เพื่อดูศพบุตรชาย ซึ่งทั้งสองอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจ
นายฉลวย กล่าวทั้งน้ำตาว่า ครอบครัวมีลูก 2 คน ลูกคนโตอายุ 20 ปี ส่วนคนเล็กคือผู้ตาย ตนและภรรยาทำงานอยู่แผนกเช็คสต็อกของบริษัท เอื้อวิทยา ซึ่งเป็นบริษัทส่งออกสังกะสี อยู่ห่างจากที่เกิดเหตุ 200 เมตร ปกติตนจะมาส่งลูกที่ป้ายรถเมล์จุดเกิดเหตุก่อนไปทำงานทุกวัน แต่วันนี้ตนกับภรรยาขอหยุดพักผ่อน 1 วัน จึงให้ลูกชายขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดไว้ที่โรงงาน ซึ่งก่อนออกจากบ้านได้กำชับลูกให้รีบกลับบ้าน และลูกก็รับปากว่าจะรีบกลับมา เพราะสัญญาว่าจะนำรถจักรยานยนต์ไปทำสีใหม่
"ลูกชายผมเป็นเด็กดี ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะกับใคร กลับบ้านตรงเวลา ผลการเรียนก็อยู่ในขั้นดี และตั้งแต่ที่โรงเรียนเทคโนโลยีบางกะปิเคยถูกสั่งปิดเพราะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับสถาบันอื่นก่อนหน้านี้นั้น ผมคิดว่าจะให้ลูกเลิกเรียน แต่เห็นว่าโรงเรียนเพิ่งเปิดได้เพียง 2 วัน จึงกำลังตัดสินใจว่าจะให้ลูกเรียนต่อหรือไม่ จนลูกมาถูกยิงเสียชีวิต ถ้าเป็นไปได้อยากให้เอาชีวิตผมไปแทน และอยากให้ตำรวจจับตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว ไม่เช่นนั้นเขาจะไปก่อเหตุยิงคนอื่นอีก" นายฉลวย กล่าว
จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนได้นำพยาน ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีบางกะปิและเป็นเพื่อนของผู้ตายที่อยู่ในที่เกิดเหตุ มาสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยพยานคนดังกล่าวให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนกับเพื่อนๆ ได้ยืนรอรถเมล์อยู่ที่จุดเกิดเหตุ โดยผู้ตายและเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บยืนหันหลังให้กับถนน ส่วนคนอื่นจะยืนหันหน้าไปทางถนน จากนั้นได้มีชาย 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ผ่านป้ายรถเมล์ไปเล็กน้อยแล้วจอดรถ
"จำได้ว่าคนขี่รถจักรยานยนต์สวมเสื้อชิ้ตแขนสั้นสีดำ กางเกงขายาวสีดำ สวมหมวกกันน็อคสีแดง ส่วนคนซ้อนท้ายสูงประมาณ 170 เซนติเมตร สวมเสื้อยืดสีน้ำเงินและมีเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสวมทับ ที่เสื้อยืดมีโลโก้ของสถาบันแห่งหนึ่ง ได้เดินตรงเข้ามาหากลุ่มของพวกผม และยืนอยู่ห่างจากเพื่อนที่เสียชีวิตประมาณ 2 เมตร แล้วชักอาวุธปืนยิง 1 นัด จากนั้นได้วิ่งขึ้นรถขี่หลบหนีไป พร้อมตะโกนว่าช่างอุต" พยานคนเดิม กล่าว
พ.ต.อ.คณิศร์ชัย มหินทรเทพ ผกก.สส.บก.น.3 กล่าวว่า ขณะนี้ได้สอบพยานไปแล้ว พร้อมทั้งได้ส่งสายสืบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุและสถาบันที่คาดว่าเป็นคู่กรณี และสถาบันของผู้ที่เสียชีวิต ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่ากลุ่มใดเป็นคนก่อเหตุ อย่างไรก็ตาม ต้องหาสาเหตุว่ากลุ่มของผู้ตายเคยมีเรื่องทะเลาะกับใครหรือไม่ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะ
ด้าน พล.ต.ต.วิโรจน์ จันทรังษี รอง ผบช.น. รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจและสายสืบ สน.มีนบุรี และใกล้เคียง จัดกำลังลงพื้นที่เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มวัยรุ่นคู่อริ และกลุ่มเพื่อนนักเรียนที่บาดเจ็บและเสียชีวิตครั้งนี้ เกรงว่าจะมีการล้างแค้นกันเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังได้กำชับให้สายตรวจเข้มงวดในการตรวจตราเฝ้าระวังพื้นที่ล่อแหลม ที่คาดว่าจะมีการก่อเหตุใน 6 จุดด้วยกันคือ ย่านมีนบุรี บางเขน หัวหมาก ดอนเมือง บางขุนเทียน ท่าพระ โดยเฉพาะที่บริเวณหน้าศูนย์การค้าชื่อดังต่างๆ
รอง ผบช.น. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังได้ประสานกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ในการแจ้งข่าวหากพบเบาะแสให้แจ้งตำรวจทันที โดยเฉพาะรถประจำทางสายที่มีโรงเรียนคู่อริอยู่ในเส้นทางเดียวกัน พร้อมขอความร่วมมือไปยังอาสาแจ้งข่าวอาชญากรรมและประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไป ในการสอดส่องดูแลพื้นที่ หากพบว่ามีการรวมตัวกำลังจะก่อเหตุให้รีบแจ้งตำรวจทันที เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนส่วนรวม
"อยากฝากเตือนไปยังพ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนทั้งหลายว่า หากรู้ว่าลูกหลานของท่านกำลังจะออกไปก่อเหตุทะเลาะวิวาท แต่ยังวางเฉยไม่ห้ามปราม หากพิสูจน์ได้ว่าท่านมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วย ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โทษฐานปล่อยปละละเลยไม่ดูแลผู้อยู่ในความรับผิดชอบดูแลและอยู่ในความปกครองของตนเอง เช่นเดียวกับกรณีปล่อยลูกหลานให้ไปแข่งขันรถวิ่งประลองความเร็ว สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กและเยาวชน ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" พล.ต.ต.วิโรจน์ กล่าว
ขณะที่ นายอนุสรณ์ ไทยเดชา ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าคนร้ายเป็นนักเรียนหรือไม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบสวนติดตามตัวคนร้ายอยู่ ส่วน สช.เองก็ยังไม่มีข้อมูลเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ถ้าปรากฏว่าคนร้ายเป็นนักเรียนของโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน แล้วจะต้องมีการพิจารณาว่า โรงเรียนต้นสังกัดมีระบบดูแลนักเรียนตามมาตรการป้องกันนักเรียนก่อเหตุทะเลาะวิวาทของ ศธ.ดีแล้วหรือยัง หากดำเนินการอย่างดีแล้ว แต่ยังมีนักเรียนที่นอกลู่นอกทางอยู่จำนวนหนึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง รวมทั้งต้องดูด้วยว่า กรณีนี้เป็นเรื่องส่วนตัวหรือเป็นปัญหานักเรียนก่อเหตุทะเลาะวิวาท
"ถ้าพบว่าเป็นปัญหานักเรียนก่อเหตุทะเลาะวิวาทที่เกิดจากโรงเรียนปล่อยปละละเลย โรงเรียนจะต้องถูกลงโทษตามมาตรการของ ศธ. และมาประมวลว่าโรงเรียนควรถูกดำเนินการลงโทษในระดับใด แต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะถึงขั้นปิดโรงเรียนหรือไม่" นายอนุสรณ์ กล่าว
****************