นราธิวาสป่วน ชุดลาดตระเวนถูกคนร้ายวางบึ้มขณะตรวจเหตุตัดต้นยาง เจ้าหน้าที่เจ็บระนาว 7 นาย ส่วนที่รือเสาะ ชุดคุ้มครองครูถูกระเบิดหลังกลับจากส่งครูที่โรงเรียน เจ็บอีก 3 รมว.ตปท.เตรียมพบนายกฯ มาเลย์ วอนอย่ายกประเด็นใต้เข้าที่ประชุมโอไอซี คกก.อิสลามแนะนำปัญหาใต้เป็นวาระแห่งชาติเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเวลาไล่เลี่ยกัน 2 จุด ที่ จ.นราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บรวม 10 นาย เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 8 มิถุนายน ร.ต.ต.ศรเพชร ตันติอมรชัยกุล ร้อยเวร สภ.อ.ระแงะ จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุระเบิดที่บริเวณข้างรั้วโรงเรียนบ้านไอร์ปาเซ หมู่ 8 ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมกับ พ.ต.ท.อนันท์ ฤทธิกุล รอง ผกก.สส. และ พ.ต.ต.สุรเดช มาสินทพันธ์ สวป.สภ.อ.ระแงะ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง
ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณเนินดินข้างคูน้ำตรงข้ามโรงเรียนบ้านไอร์ปาเซ แรงระเบิดทำให้เกิดหลุมลึก 1 ฟุต กว้าง 2 ฟุต และมีซากเศษม้านั่งหินอ่อน สะเก็ดระเบิดที่เป็นลูกปราย โซ่เลื่อยยนต์ ซากโทรศัพท์มือถือพร้อมซิมการ์ดกระจัดกระจายอยู่ในรัศมี 20 เมตร มีกองเลือดบนถนน ส่วนผู้บาดเจ็บเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 7 นาย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลระแงะ
ต่อมา พ.ต.ต.สุกิจ ขำมาก สว.นปพ.พร้อมด้วย ร.ต.อ.ปรีชา กิ่มเกลี้ยง หัวหน้าชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด นปพ.ภ.จว.นราธิวาส เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบเป็นระเบิดแสวงเครื่องประกอบไว้ในกระป๋อง น้ำหนัก 5 กก. จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ วางไว้ใต้ม้านั่งหินอ่อน ซึ่งเป็นจุดที่ทหารชุดรักษาความปลอดภัยครู สังกัดร้อย ร.3011 พัน ร.301 ฉก.34 จะมาจอดรับส่งครูเป็นประจำ โดยคนร้ายใช้สังกะสีปิดทับเพื่ออำพรางระเบิดไว้
สำหรับผู้บาดเจ็บ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจยุทธศาสตร์ ต.ตันหยงลิมอ พร้อมตำรวจชุมชนรวม 7 นาย คือ ด.ต.สาโรจน์ ชาญแท้ อายุ 49 ปี หัวหน้าสถานีตำรวจยุทธศาสตร์ ต.ตันหยงลิมอ ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ใบหน้า ศีรษะ คอ และแขนขวา นายเฉลิมชัย ไชยแดง อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ 3 ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ ถูกสะเก็ดระเบิดที่ข้อมือขวา นายวสันต์ ขานโบ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17 หมู่ 4 ต.ตันหยงลิมอ ถูกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณใบหน้าและแก้มซ้าย นายสิทธิพร ขานโบ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45 หมู่ 4 ต.ตันหยงลิมอ ถูกสะเก็ดระเบิดที่ศีรษะ นายมนูญ จันทร์ปรีชา อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 3 ต.ตันหยงลิมอ ถูกสะเก็ดระเบิดที่ใบหู นายสุทิน คงสวัสดิ์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 124 หมู่ 3 ต.ตันหยงลิมอ ถูกสะเก็ดระเบิดที่ใบหู และนายธวัชชัย ไชยยาว อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 71/2 หมู่ 3 ต.ตันหยงลิมอ ถูกสะเก็ดระเบิดที่ใบหู
จากการสอบสวน ด.ต.สาโรจน์ ชาญแท้ หัวหน้าสถานีตำรวจยุทธศาสตร์ ต.ตันหยงลิมอ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้นำตำรวจชุมชน 6 นาย ขึ้นรถยนต์สายตรวจและรถจักรยานยนต์ 2 คัน เพื่อขับลาดตระเวนสืบสวนหาข่าวในหมู่บ้านไอร์ปาเซ เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมา ทราบว่ามีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ได้ลอบตัดต้นยางพาราของชาวบ้าน ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับจุดระเบิด เมื่อถึงที่เกิดเหตุได้พบกับเจ้าหน้าที่ทหารชุดรักษาความปลอดภัยโรงเรียนบ้านไอร์ปาเซ จึงจอดรถเข้าไปทักทาย ระหว่างที่พูดคุยกันไปประมาณ 2-3 นาที คนร้ายได้จุดชนวนระเบิดขึ้น
พ.ต.ท.อนันท์ ฤทธิกุล รอง ผกก.สส.สภ.อ.ระแงะ กล่าวว่า คนร้ายมีเป้าหมายสังหารเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ที่เข้าตรวจสอบเหตุลอบตัดต้นไม้ เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง จึงจุดชนวนขึ้น โดยคนร้ายอาจแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน หรือในสวนยางพาราแห่งใดแห่งหนึ่ง
วางระเบิดชุดคุ้มครองครูเจ็บ 3
ต่อมา เวลา 08.45 น. วันเดียวกัน ร.ต.ท.พรชัย เกื้อเม่ง ร้อยเวร สภ.อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ได้รับแจ้งเหตุระเบิดที่ถนนเขตรอยต่อบ้านสันติสุขกับบ้านลาแม หมู่ 2 ต.บาตง อ.รือเสาะ จึงเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกับ พ.ต.อ.วัชรินทร์ อมราพิทักษ์ ผกก.สภ.อ.รือเสาะ และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 30 นาย ซึ่งตลอดเส้นทางเข้าไปยังที่เกิดเหตุ คนร้ายได้โปรยตะปูเรือใบไว้เต็มถนน เพื่อสกัดยานพาหนะของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากการเก็บกวาดได้ตะปูเรือใบจำนวน 5 กก.
เมื่อถึงที่เกิดเหตุเป็นป่าสวนยางทึบรกทั้งสองข้าง พบหลุมระเบิดที่ไหล่ถนน ลึก 0.5 ฟุต กว้าง 1 ฟุต และมีเศษสะเก็ดระเบิดกระจายเกลื่อนถนน รวมทั้งสายไฟฟ้า 1 ขด ยาว 100 เมตร มีผู้บาดเจ็บเป็นเจ้าหน้าที่ทหารชุด รปภ.ครู สังกัด ร้อย ร.3 พัน ร.1 ฉก.33 นาวิกโยธินภาคใต้ ค่ายจุฬาภรณ์ ซึ่งนั่งอยู่ใกล้รถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ห่างจากจุดระเบิดประมาณ 50 เมตร คือ พลทหารอับดุลเลาะห์ ต่วนรอนิง อายุ 21 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดที่แขนขาและลำตัว ส่วนอีก 2 นาย ถูกสะเก็ดระเบิดที่ตามร่างกายเล็กน้อย และอีก 1 นายปลอดภัย
จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุทหารชุดดังกล่าวได้ทำหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยครูโรงเรียนบ้านลาแม และบ้านสันติสุข ขากลับได้ขี่รถจักรยานยนต์มาตามถนนสายดังกล่าว คาดว่าคนร้ายได้แอบซุ่มอยู่ในสวนยางพารา จุดชนวนระเบิดขึ้นจนเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ
พ.ต.ต.บริภัณฑ์ บริรักษ์ สารวัตรกองวิทยาการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยหลังเข้าเก็บหลักฐานว่า คนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่องประกอบใส่ในกระป๋องเครื่องดื่ม หนัก 1 กก. แล้วลากสายยาวประมาณ 100 เมตร เพื่อจุดชนวนด้วยถ่านแบตเตอรี่ จึงทำให้อานุภาพในการทำลายล้างต่ำ
แจงโอไอซีเข้าใจเหตุการณ์3จว.ใต้
นายกันตธีร์ ศุภมงคล รมว.การต่างประเทศ กล่าวภายหลังหารือกับนายซาเยส กาซิมอามัดตริ หัวหน้าคณะล่วงหน้าของเลขาธิการองค์การการประชุมอิสลาม หรือโอไอซี ว่า ได้มีการหารือถึงข้อเท็จจริงและสิ่งที่ได้พบเห็นจากการลงพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งสร้างความกระจ่างได้มากขึ้น และมีความชัดเจนว่าปัญหาภาคใต้ไม่ใช่ปัญหาศาสนา แต่บุคคลบางกลุ่มใช้ความรุนแรงและใช้ศาสนาเป็นข้ออ้างทำให้ผู้บริสุทธิ์หลงเชื่อ ทั้งนี้โอไอซีย้ำว่าไทยเป็นประเทศที่เปิดกว้างทางศาสนาและรู้สึกดีใจที่คนไทยมองปัญหาภาคใต้ที่เป็นข้อเท็จจริง มีการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี
ด้านนายซาเยส กล่าวว่า การมาเยือนไทยครั้งนี้ ทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ข้อมูลคลาดเคลื่อน แต่หลังจากกลับไปโอไอซี ที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบียแล้ว จะทำรายงานฉบับใหม่ขึ้นมา เพื่อทดแทนรายงานฉบับก่อนหน้านี้ ที่เสนอข้อมูลผิดพลาดไปเพื่อจะช่วยให้ชาวโลกมีการรับรู้ที่ถูกต้อง พร้อมทั้งจะนำเสนอรายงานดังกล่าวต่อนายเอกมาเลดดิน อิห์ซาโนกลู เลขาธิการโอไอซี และที่ประชุมรัฐมนตรีต่อไป
"มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดเหตุการณ์กรือเซะและตากใบ แต่ว่าไม่สามารถนำศาสนามาเป็นประเด็นได้ และได้ยินจากชาวบ้านในพื้นที่ภาคใต้ว่า พวกเขาต้องการร่วมงานในการปรึกษาหารือกับรัฐบาลเพื่อแก้ไขสาเหตุของปัญหา อย่างไรก็ตาม โอไอซีจะให้ความช่วยเหลือตามที่ถูกเสนอ โดยจะมอบทุนการศึกษาแก่สตรีในนราธิวาส และโรงเรียนที่ถูกไฟไหม้ในยะลา" นายซาเยส กล่าว
ส่วนนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กรณีตากใบและกรือเซะนั้น โอไอซีให้ความสำคัญกับการลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิด การชดใช้ค่าเสียที่ไม่ใช่เงิน แต่เป็นอาชีพและการฟื้นฟูทางจิตใจของคนในพื้นที่ และป้องกันไม่ต้องการให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ซึ่งฝ่ายไทยชี้แจงว่า มีการชดใช้แล้ว และจะนำเครื่องมือมาใช้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก ส่วนประเด็นที่โอไอซีติงว่า แม้มีการลงโทษทางวินัย แต่ยังไม่มีการลงโทษทางกฎหมาย ฝ่ายไทยชี้แจงว่า กระบวนการทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุด ซึ่งทำให้โอไอซีมีความพอใจ
รมว.ตปท.เตรียมพบนายกฯ มาเลย์
นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงกำหนดการที่นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเยือนประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 9-13 มิถุนายนนี้ว่า นายกันตธีร์มีแผนที่จะเดินทางเข้าพบนายอับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพื่อหารือถึงความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งจะขอให้มาเลเซียให้การสนับสนุนภายใต้กรอบองค์การการประชุมอิสลาม หรือโอไอซี ในฐานะที่ประธานโอไอซีเป็นคนมาเลเซีย โดยไทยไม่ต้องการให้โอไอซีหยิบยกประเด็นปัญหาสถานการณ์ภาคใต้ขึ้นเป็นข้อถกเถียงในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของโอไอซี ที่จะมีขึ้นที่ประเทศสาธารณรัฐเยเมน ในปลายเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นประเด็นภายในของไทย อีกทั้งยังต้องการให้มาเลเซียสนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาทางภาคใต้ของไทยอีกด้วย
อธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวอีกว่า นายกันตธีร์จะเดินทางไปเยี่ยมและพบปะชุมชนไทยที่อาศัยพื้นที่ในรัฐกลันตันติดกับชายแดนไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสายกลาง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทำความเข้าใจกับผู้นับถือศาสนาอิสลามให้มากขึ้น เนื่องจากปัญหาที่ไทยเผชิญอยู่ในขณะนี้ คนมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดไม่กล้าออกมาเรียกร้องในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนปล่อยให้ชนกลุ่มน้อยนำโอกาสนี้มาสร้างสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นได้
"ชิดชัย"พร้อมพบตัวแทนโอไอซี
พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ผู้แทนจากองค์การการประชุมอิสลาม (โอไอซี) แสดงความเป็นห่วงกรณีตากใบและกรือเซะ ว่า รัฐบาลได้ชี้แจงและให้เหตุผลไปแล้ว ส่วนที่โอไอซีจะนำเรื่องการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความคดีเจไอ ไปหารือในที่ประชุมนั้น เราก็ต้องไปทำความเข้าใจ แต่บางอย่างต้องใช้เวลา บางอย่างก็ถึงทางตัน ก็ต้องพยายามที่จะแก้ปัญหา ซึ่งวันนี้เราก็ยังไม่หยุดความพยายาม ซึ่งในส่วนของตนก็จะพบกับตัวแทนโอไอซีในวันที่ 9 มิถุนายน
เมื่อถามว่า ทำไมโอไอซียังติดใจในประเด็นทั้งสาม ทั้งที่ได้มีการชี้แจงไปแล้ว พล.ต.อ.ชิดชัย กล่าวว่า ไม่อยากวิเคราะห์ ทั้งนี้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะอธิบายให้นานาชาติเข้าใจ แต่บางอย่างก็ต้องใช้เวลา ซึ่งในการแก้ไขปัญหาภาคใต้เราก็ทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เชื่อว่าการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ความไม่พอใจลดลง ส่วนชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เราก็ต้องดูแล ซึ่งสถานการณ์ภาคใต้ในขณะนี้ไม่เห็นว่าจะรุนแรงขึ้น เพียงแต่อยู่ในลักษณะทรงตัว ซึ่งเราอยากจะคลี่คลายสถานการณ์ แต่มันก็ยังทรงตัวอยู่
"ประเวศ"ชี้ใต้ยังรุนแรง
น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงสถานการณ์ภาคใต้ที่ยังคงรุนแรงว่า คนไทยไม่ควรกังวลเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลมากนัก เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องยาก หากรัฐไม่สามารถทำให้คนมีศักดิ์ศรี วันนี้ประเทศไทย เป็นสังคมที่มีความซับซ้อน การแก้ปัญหาโดยใช้กำลังและอำนาจคงไม่ได้ผล เพราะความเป็นธรรมในสังคมจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากความเข้าใจในการแก้ปัญหานั้นจริง ขณะที่โครงสร้างการบริหารราชการเป็นกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งไปตัดโครงสร้างทางวัฒนธรรมของคนใต้ ทำให้กลไกในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลทำได้ยาก ส่วนตัวไม่อยากจะไปวิจารณ์ หรือโจมตีรัฐบาล แต่จะพูดถึงแนวทางแก้ปัญหาที่ดี ไม่ใช่การคิดโค่นล้ม
"ยอมรับสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น แต่ก็อยากให้เข้าใจว่า สังคมมุสลิม ไม่ต้องการความรุนแรงหรือแบ่งแยกดินแดน เพราะทุกคนรักในหลวง มีเพียงคนส่วนน้อยที่วางแผนก่อความไม่สงบ ใช้วิธีทำร้ายผู้คน การทำสัญลักษณ์เพื่อยั่วให้คนไทยโกรธและตอบโต้ด้วยความรุนแรง คนจะได้รู้สึกเกลียดรัฐบาลมากขึ้น ถ้าเราไม่ระวังคราวนี้ความขัดแย้งก็จะรุนแรงเรื้อรัง เหมือนกับยิว-อาหรับ ซึ่งขัดแย้งมาเป็น 50 ปี ก็ยังแก้ไม่ได้ คนไทยจึงต้องระวังกับดักตรงนี้" น.พ.ประเวศ กล่าว
น.พ.ประเวศ กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลทำ 3 เรื่องดังต่อไปนี้ ก็จะแก้ปัญหาภาคใต้ได้ คือ ทำงานแบบมีสติ ลดความรุนแรง และสร้างเงื่อนไขเพื่อวางอาวุธ ที่ผ่านมา พล.อ.สิริชัย ธัญญสิริ อดีต ผอ.กอ.สสส.จชต.ทำหน้าที่ได้ดี เป็นคนหนึ่งที่รู้ข้อมูลมาก มีหัวใจเป็นมนุษย์ ขณะที่ พล.ท.ขวัญชาติ กล้าหาญ ผอ.กอ.สสส.จชต.คนใหม่ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบช.ภ.9 พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รมว.มหาดไทย สามารถสร้างฐานมวลชนได้ดี หากคนเหล่านี้ผนึกกำลังทำให้กลไกของรัฐให้ทำงาน โดยไม่ทำลายชาวบ้าน มีการข่าวที่แม่นยำ จับไม่ผิดตัว มีการประกบผู้ก่อความไม่สงบได้ถูกคน ปัญหาภาคใต้ก็จะทุเลา
เสนอปัญหาไฟใต้เป็นวาระแห่งชาติ
วันเดียวกัน นายกรียา กิจจารักษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้นำคณะกรรมการอิสลามกลางประจำประเทศไทย จำนวน 150 คน เข้าพบ นายโภคิน พลกุล ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยนายกรียา กล่าวว่า สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นได้สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวมุสลิมและคนไทยทั่วประเทศไม่ว่านับถือศาสนาใด จึงขอเสนอทางออกการแก้ไขปัญหาด้วยการกำหนดวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ โดยเชิญรัฐบาลหรือคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ พร้อมทั้งเชิญผู้นำศาสนาต่างๆ ทั่วประเทศ มาร่วมหาทางแก้ไขปัญหา
"ประเทศชาติบอบช้ำในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ชาวมุสลิมเป็นคนทำ และผู้นำศาสนาทั้งประเทศ 33 จังหวัด ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่ผู้นำศาสนาหรือพี่น้องชาวมุสลิมกลับได้รับผลกรรม เพราะคนทั่วโลกและคนในประเทศไม่เข้าใจสถานการณ์ มองว่ามุสลิมเป็นผู้ก่อปัญหา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำศาสนาอิสลามในประเทศไทยมีความเจ็บปวด ชาวมุสลิมทั้งหลายไม่ได้รับทราบหรือเกี่ยวข้อง และไม่รู้ว่าใครทำเหมือนกับที่รัฐบาลไม่รู้ แต่ภาพที่ออกไปนั้นเป็นภาพที่เหมือนว่าต้องการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งจริงๆ แล้วไม่เป็นความจริง มีแต่ส่วนน้อย แต่ก็ไม่มีกำลัง แต่คนที่ทำก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน" นายกรียา กล่าว
นายกรียา กล่าวต่อว่า รัฐบาลตั้งใจดีในการแก้ไขปัญหาของประเทศให้เกิดความสงบ แต่ในส่วนของผู้ปฏิบัติรู้สึกมีปัญหาอยู่บ้างเล็กน้อย อาจจะเกิดความไม่เข้าใจ ซึ่งสร้างปมมานาน ดังนั้นปัญหาดังกล่าวต้องใช้เวลาในการแก้ไขและทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ เพราะพื้นที่ตรงนั้นถือว่าเปราะบางมาก
ด้านนายโภคิน กล่าวว่า ข้อเสนอที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยได้เสนอมา จะนำไปหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกฯ และ รมว.หาดไทย ที่ดูแลปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากข้อเสนอดังกล่าวถือเป็นแนวทางที่ดีในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม การดำเนินการแก้ปัญหาภาคใต้เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะตัดสินใจ ซึ่งตนคงจะรับในส่วนการประสานงานให้
ขอบันทึกลับทนายสมชายหวังขยายผล
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงคดีอุ้มนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ว่า ได้สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สรุปผลการสืบสวนคดีและนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ประจำเดือนมิถุนายน เพื่อให้กรรมการร่วมลงมติว่า หลักฐานเพิ่มเติมที่ได้จากการสืบสวน สมควรให้โอนคดีดังกล่าวมาเป็นคดีพิเศษหรือไม่ นอกจากนั้นยังได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ติดต่อไปยังสภาทนายความ เพื่อขอข้อมูลบันทึกลับของนายสมชาย ที่ น.พ.แวมาหะดี แวดาโอ๊ะ หรือหมอแว อดีตจำเลยคดีเจไอ ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้อง ได้นำไปมอบให้สภาทนายความ เพื่อนำมาสนับสนุนหลักฐานเดิมที่ดีเอสไอสืบสวนไว้ก่อนหน้านี้ และหากองค์กรใดมีหลักฐานเกี่ยวกับการหายตัวไปของนายสมชาย สามารถนำมามอบให้ดีเอสไอได้ตลอดเวลา
ผบช.ภ.9 ตั้งชุดคลี่คลายคดีฆ่าตัดคอ
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 8 มิถุนายน ที่ห้องประชุมตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ผู้นำศาสนาอิสลาม โต๊ะอิหม่าม คณะกรรมการประจำมัสยิดกลาง จ.ยะลา ได้เข้าพบ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รักษาการ ผบช.ภ.9 และ ผบ.ศปก.ตร.สน.ยะลา เพื่อแสดงความยินดีและให้กำลังใจ รวมทั้งปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนแนวคิดในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกัน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเอง
พล.ต.ท.อดุลย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีคนร้ายฆ่าตัดคอ นายบุญจันทร์ สายเพชร อายุ 59 ปี อาชีพรับจ้างกรีดยาง ที่ อ.ยะหา จ.ยะลา ว่า ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามดูแลในคดีนี้อย่างใกล้ชิด และได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานชุดสืบสวนและสอบสวน เพื่อติดตามรวบรวมพยานหลักฐาน ติดตามจับกุมคนร้ายในคดีนี้แล้ว ซึ่งคณะทำงานมีตำรวจในพื้นที่ ร่วมกับตำรวจส่วนกลาง
สำหรับสถานการณ์รายวันนั้น ได้กำชับให้ทุกฝ่ายทำงานกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ รวมทั้งได้ขอความร่วมมือจากบรรดาผู้นำศาสนาและผู้นำท้องถิ่น ให้ทำความเข้าใจกับประชาชน ให้มาร่วมกันผนึกพลังร่วมกันแก้ไขปัญหา เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องใช้ทุกฝ่ายร่วมกัน
พล.ต.ท.อดุลย์ กล่าวต่อว่า การที่ตัวแทนขององค์การการประชุมอิสลาม หรือโอไอซี ได้ลงมาดูข้อเท็จจริงของสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีคนบางกลุ่มพยายามบิดเบือนหลักศาสนาให้เกิดความเข้าใจที่ผิด และขณะนี้บรรดาผู้นำศาสนาในพื้นที่กำลังช่วยกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ โอไอซี ได้รับว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนาแต่อย่างใด