จุรินทร์ ระบุ หากไม่ตัดตัวแทนพรรคการเมือง หวั่น พรรคใหญ่ซุก ส.ส.ในพรรคเล็กไว้บล็อค โหวตกก.สรรหา สมศักดิ์ ท้าทาย มโนสำนึก 700 คน ในรัฐสภาแก้ รธน. ด้าน ทัศนียา งู เห่ามหาชน มาแปลกเสนอให้เพิ่มสัดส่วนพรรคการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายแล้วการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จากนั้นได้เริ่มการอภิปรายสลับตามสัดส่วนของ ส.ว. ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาล โดยนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย อภิปรายว่า การที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอแก้ไขทั้ง 3 องค์กรเพราะในอนาคตไม่มีใครบอกได้ว่าจะไม่เกิดปัญหากับ 2 องค์กรอิสระที่เหลือ และมีเวลาให้แก้ในขณะนี้ เราต้องเตรียมการแก้ไขในระยะยาว แม้จะเป็นการแก้ไขในประเด็นเดียวและโยงทั้ง 3 องค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญ การที่มีตัวแทนพรรคการเมืองก็เพื่อให้ยึดโยงกับตัวแทนประชาชน แต่ 7 ปีที่ผ่านมาค่าความเชื่อถือในพรรคการเมืองลดน้อยถอยลง จนแทบจะหมดความน่าเชื่อถือ สิ่งที่เกิดกับการสรรหาขององค์กรอิสระในครั้งที่ผ่านมา แม้จะมีตัวแทนพรรคการเมืองอยู่ในสภาเกือบ 10 พรรคและความน่าจะเป็นคือพรรคที่มีคะแนนเสียงหรือที่นั่งในสภาเป็นลำดับต้นๆ น่าจะมีตัวแทนเป็นกรรมการสรรหา แต่ในครั้งนั้นพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีเสียง 100กว่าเสียงกลับไม่ได้รับเลือกเป็นกรรมการสรรหา ขณะที่พรรคที่ได้เพียงกว่า10 เสียงกลับได้เป็นกรรมการสรรหา แสดงให้เห็นว่าการบล็อคโหวตได้เกิดขึ้นแล้ว เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนที่มาจากการบล็อคโหวตจะไปสรรหาคนดีที่พึงปรารถนาของตามเจตนารมย์รัฐธรรมนูญ ขอย้ำว่าค่าความเชื่อถือต่อ พรรคการเมืองกำลังจะถึงจุดลบแล้ว เราจะฝืนเจตนาของประชาชนหรือและเราจะเลือกประโยชน์ของตัวเองหรือประชาชน นายสมศักดิ์ อภิปรายอีกว่า ในการแก้ไขครั้งนี้ เราจะต้องหาองค์กรที่ยึดโยงกับประชาชน เมื่อมาเปิดรัฐธรรมนูญดูแล้วพบว่ามีสภาที่ปรึกษาเศษรฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ต่างมีรัฐธรรมนูญรับรองและคิดว่าองค์กรอิสระทั้งสองสามารถตอบคำถามประชาชนได้ เพราะเป็นตัวแทนภาคประชาชนอย่างแท้จริง การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เป็นครั้งแรก หากได้รับการปฎิเสธจากประชาชน หากจะมีการแก้ไขครั้งต่อไปคงทำลำบาก เป็นการท้าทายมโนสำนึกของ 700 ชีวิตว่าจะเป็นไปในทิศทางใด การแก้ไขครั้งนี้จะส่งผลในวันข้างหน้า อย่าให้ลูกหลานลุกขึ้นมาชี้หน้าได้ว่าการแก้ไขครั้งแรกล้มเหลว ถ้าเป็นเช่นนี้พวกเรา 700 ชีวิตคงปิดเปลือกตาลงไม่สนิทอย่างแน่นอน
ขณะที่นางทัศนียา รัตนเศรษฐ์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคมหาชน ได้ลุกอภิปรายว่า ขอสนับสนุนให้มีการแก้ไขทั้ง 3 มาตรา แต่ให้คงสัดส่วนของพรรคการเมืองเอาไว้ และให้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเพื่อป้องกันการบล็อคโหวต พวกเราไว้ใจฝ่ายตุลาการและฝ่ายวิชาการ แต่ทำไมไม่ไว้ใจฝ่ายการเมืองของเราเอง เราจะเผาบ้านของเราเองหรือ
ด้านนายผ่อง เล่งอี้ ส.ว.กทม.อภิปรายว่า การเสนอร่างของรัฐบาล เมื่อเสนอสัดส่วนองค์กรอิสระเข้ามาเป็นกรรมการสรรหา ทำไมไม่เสนอองค์กรอิสระเข้ามาทั้งระบบ เพราะบางองค์กรที่เสนอมาได้รับความน่าเชื่อถือน้อยกว่าองค์กรอิสระที่ไม่มีการเสนอเข้ามา
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.กทม.อภิปรายว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเราจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสมตามเวลาสถานะและปัญหาซึ่งปัญหาการเมืองที่ผ่านมามีการพูดกันว่ามีการทุจริต คอรัปชั่น การที่ร่างของฝ่ายค้านและรัฐบาลแก้ไขเรื่องสัดส่วนของคณะกรรมการสรรหา สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในปัจจุบัน จึงมีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงโดยลดตัวแทนพรรคการเมือง แต่ลดอย่างไรก็ไม่สามารถปฎิเสธว่าความเชื่อมั่นของประชาชนก็ลดลง ดังนั้น ควรที่จะแยกอำนาจกลไกการตรวจสอบขององค์กรอิสระออกจากฝ่ายการเมืองอย่างสิ้นเชิง แต่ปัญหาคือวุฒิสภา ไม่ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงขอฝากมาชิกรัฐสภาได้ทำหน้าที่และอย่าลืมว่าเรามีตัวแทนจากประชาชนหลายส่วนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมและห่างไกลจากสิ่งที่ครหา ดังนั้นภาคประชาชนที่มาจากองค์กรวิชาชีพก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แม้จะไม่มีการรับรองว่าเป็นกลาง 100 เปอร์เซ็นต์หรือมีความเป็นอิสระ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ตามสถานการณ์ เราจะต้องมีคณะกรรมการสรรหาที่สังคมต้องการ ตนรับร่างแก้ไขทั้งสองฝ่าย เพื่อที่จะนำมาแก้ไขปรับปรุง
นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าระบบรัฐสภาในปัจจุบันมี 3 ขา ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและองค์การอิสระซึ่งถือมีความสำคัญ หากองค์กรอิสระไม่เป็นอิสระ ผลที่ตามมาก็คือการแทรกแซง ตัวเองและพวกพ้อง เช่น หากเกิดการแทรกแซง กกต.ไม่เป็นอิสระ ผู้ที่มีอำนาจก็สามารถเข้าไปชี้เป็นชี้ตายให้ใครได้ใบเหลือง ใบแดง หรือจะกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันใดก็ได้ และองค์กรอิสระก็จะถูกแทรกแซงตามมาอย่างเช่น ป.ป.ช.ในที่สุดผลที่ออกมาก็คือคนที่ทุจริตก็จะกลายเป็นสุจริต คนสุจริตก็จะถูกใส่ร้ายป้ายสีให้กลายเป็นคนทุจริต ศาลรัฐธรมนูญก็เช่นเดียวกันก็ถูกบิดเบือนให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผลที่ตามมาก็น่าเป็นห่วง ถ้าองค์กรอิสระถูกแทรกแซงได้เพราะในที่สุดอำนาจทั้ง 3 อำนาจก็จะตกอยู่ในมือของคนๆ เดียว กลุ่มเดียว ระบบรัฐสภาจะไม่ใช่ระบบของประชาชน หมายความว่าฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติจะตกอยู่ในกำมือของคนๆ เดียวและองค์กรอิสระก็จะตกอยู่ในมือของคนๆ เดิมซึ่งถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะจะเกิดความหายนะและเกิดความล้มเหลวของการปฎิรูปการเมืองอย่างสิ้นเชิง อย่างที่ผ่านมาก็มีใบสั่งพรรคการเมืองปลิวว่อนไปยังองค์กรอิสระ
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ทางหนึ่งที่จะทำให้เจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญตรงตามวัตถุประสงค์ คือ หยุดการแทรกแซงองค์กรอิสระ คือจะต้องตัดพรรคการเมืองออกจากการสรรหา เพื่อสกัดกั้นการแทรกแซงเบื้องต้น ปลอดจากการเป็นหนี้ การตอบแทนบุญคุณทางการเมือง ดังนั้นฝ่ายค้านจึงเห็นว่าควรจะตัดตัวแทนพรรคการเมืองออกไป ส่วนร่างของรัฐบาลที่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยเพราะที่สุดแล้วก็ไม่ได้ตัดตัวแทนพรรคการเมืองเพียงแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
เรื่องนี้รัฐบาลมีความสับสน ในเบื้องต้นนายกฯออกมาระบุว่าจะต้องตัดตัวแทนพรรคการเมืองแต่ไม่กี่วันก็กลับลำว่าคงต้องมีตัวแทนพรรคการเมืองโดยกำหนดให้ ผู้นำเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่เคยมีคำดังกล่าวขึ้นในประเทศไทย นอกจากระบบประธานาธิบดี จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่มีการบัญญัติคำนี้ขึ้นมาอย่างกระทันหัน มี
วาระซ่อนเร้น และมีคำถามว่าที่สุดจะเป็นร่างทรงในซีกรัฐบาลหรือไม่ ในการบงการ ป.ป.ช. นายจุรินทร์ กล่าว
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า นายกฯในฐานะผู้นำรัฐบาลยังออกมาระบุชื่อผู้นำเสียงข้างมากว่า ชื่ออะไร เป็นใคร ในที่สุดจึงเป็นคำตอบว่า ผู้นำเสียงข้างมากคือคนที่ไปรับใบสั่ง ดังนั้นเป็นปัญหาที่รัฐสภาจะขบคิดว่าจะรับได้หรือไม่ ตนไม่รังเกียจในเรื่องตัวบุคคลไม่เช่นนั้น ป.ป.ช.จะไร้ซึ่งความเป็นอิสระ นอกจากนี้การที่นายกฯให้เหตุผลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าเสียตรงไหน ซ่อมตรงนั้น ซึ่งฟังแล้วดูเหมือนใช่ แต่ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่วิทยุ โทรศัพท์มือถือ แต่เป็นกติกาสูงสุดที่บังคับใช้กับคนทั้งประเทศ จึงต้องมีหลักเกณฑ์ที่สอดคล้อง ไม่ใช่ ป.ป.ช.อย่าง ศาลรัฐธรรมนูญอย่างและ กกต.อย่าง ซึ่งถือว่าลักลั่นกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล เหมือนแก้เฉพาะหน้า ขอไปที ไม่ได้มองในอนาคต
ถ้ายังปล่อยให้มีตัวแทนพรรคการเมืองเข้าไปเป็นกรรมการสรรหา ในอนาคตสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การซุก ส.ส.ไว้กับพรรคการเมืองเล็กๆบางพรรคเพื่อให้พรรคการเมืองนั้น มีผู้แทน 1 คน เขาก็สามารถ 1 เสียงในคณะกรรมการสรรหาและสามารถมีสิทธิเท่ากับพรรคที่มี 100 เสียง ทำให้เกิดการบล็อคโหวตเกิดขึ้น ดังนั้น ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงของพวกเราและแก้ไขรัฐธรมนูญเป็นไปตามรัฐบาล 100 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลก็สามรรถทำได้เพมี เสียง 377 เสียง แต่บ้านเมืองในอนาคตจะเดินไปทางไหน มีหน้าตาอย่างไร อยู่ที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลว่าจะรับผิดชอบบ้านเมืองมากกว่าผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างไร นายจุรินทร์ ย้ำ