"อภิสิทธิ์" เปิดฉากอภิปรายร่างแก้ไขรธน.เสนอร่างตัดตัวแทนพรรคการเมืองออกจากกรรมการสรรหา ยันไม่คิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัว ตั้งคำถามรัฐธรรมนูญไม่เคยบัญญัติ"ผู้นำเสียงข้างมาก" ชุมพลค้านตัดตัวแทนพรรคการเมือง เมื่อเวลา 09.30น.วันที่ 8 มิย.มีประชุมร่วมรัฐสภา มีนายโภคิน พลกุล ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธาน รัฐสภาทำหน้าที่ประธานเพื่อพิจารณาเรื่องด่วน ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 2 ร่างคือในร่างของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ส.ส.จำนวน116 คนเป็นผู้เสนอแก้ไข 3 มาตราพร้อมกันคือ ในมาตรา138 (1) (2) (4),มาตรา257(1)และมาตรา 297(3)เป็นการแก้ไขในกระบวนการสรรหา 3 องค์กร คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)และศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ร่างของพรรครัฐบาล ได้เสนอแก้ไขเพียงมาตราเดียว คือมาตรา297 (3)เสนอแก้กระบวนการสรรหา ป.ป.ช. ในการอแก้ไขเฉพาะกระบวนการสรรหาของ ป.ป.ช. ที่มีปัญหาในสัดส่วนตัวแทนนักการเมืองในขณะนี้ ส่วนวุฒิสภาไม่ได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะมีร่างในสภาผู้แทนฯแล้ว
สำหรับสาระสำคัญของร่างพรรคฝ่ายค้าน ให้แก้ไขเพิ่มเติมให้องค์ประกอบคณะกรรมการ สรรหา ป.ป.ช.เพิ่มขึ้นจาก 15 คนเป็น 21 คน ซึ่งให้มีประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุดและอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่ง ที่เลือกให้เหลือ 7 คนไว้เหมือนเดิมและตัดสัดส่วนตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรค 5 คนออกไป แต่ให้มีข้าราชการตุลาการซึ่งดำรงตำแหน่งในศาลฎีกาในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 4 คน,สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เลือกกันเองเหลือ 5 คนและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เหลือกันเองให้เหลือ 2 คน
ส่วนร่างของฝ่ายรัฐบาล ให้คณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช.มีจำนวน 15 คน โดยมีประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด เหมือนเดิม ส่วนอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่ง แต่เลือกให้เหลือ 6 คน และตัดสัดส่วนตัวแทนพรรคการเมือง โดยให้มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, ผู้นำเสียงข้างมากซึ่งเป็น ส.ส.และได้รับ เสียงสนับสนุนมาจาก ส.ส.ที่ไม่มีลักษณะตามมาตรา 120 พร้อมได้แก้ไขให้ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาที่เลือกกันเองให้เหลือ 1 คนมาเป็นกรรมการสรรหา
ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่ระเบียบการประชุม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้ทักท้วงและตั้งข้อสังเกตในข้อบังคับการประชุมในการเสนอเรื่องตามข้อ 13 ประธานจะบรรจุเรื่องใดเพิ่มเติม จะต้องส่งก่อนการประชุม 1 วัน แต่วันนี้สมาชิกเพิ่งได้รับร่างแก้ไขซึ่งเป็นร่างรัฐบาลเมื่อเช้าวันนี้ อยากตั้งข้อสังเกตไปยังรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าพร้อมเป็นเจ้าภาพในการแก้รัฐธรรมนูญ แต่เพิ่งส่งร่างมามายังสภาเมื่อเวลา 11.55 น. เมื่อส่งมาไม่ทันแล้วยังส่งเพียงมาตราเดียวก็ไปเปลี่ยนองค์ประกอบอีกมากมาย ต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควร ในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งฝ่ายค้านได้เสนอมาตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลักการอย่างกว้างขวาง ทำไมประธานไม่เรียนเหตุผลถึงส่งมาล่าช้า จึงอยากให้รัฐบาลสนใจกับสภา ไม่ใช่สภาจะต้องรอประเด็นรัฐบาล เสนอมาฝ่ายเดียว ไม่ทราบว่าที่นายกฯเสนอแก้ไขมาครั้งนี้ ต้องการให้แก้ไของค์กรอิสระปลอดการเมืองจริงแค่ไหน และขอให้ประธานชี้แจงด้วย
ทางด้านนายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย อภิปรายสนับสนุนว่าประธานได้ดำเนินการโดยชอบแล้ว ขณะที่ประธานรัฐสภา ชี้แจงว่า ครั้งนี้อาจจะขาดไปบ้าง ก็ขอฝากไปยังรัฐบาลด้วย ถ้าจะดำเนินการอะไร ขอให้ถูกต้องก็จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราฎร ได้เปิดอภิปรายหลักการและเหตุผลของร่างที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอว่าโดยเฉพาะองค์ประกอบของคณะกรมการการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตามมาตรา 297 ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้มีผู้แทนพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็น ส.ส.พรรคละคนซึ่งเลือกกันเองให้เหลือห้าคน ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสมาชิกพรรคการเมืองที่เป็น ส.ส.ในปัจจุบัน ทำให้การดำเนินการสรรหากรรมการ ป.ป.ช.ไม่อาจดำเนินการได้ตามรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นสมควรแก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวให้สามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ โดยตัดผู้แทนพรรคการเมืองออกและเพิ่มตัวแทนจากองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในคณะกรมการสรรหาดังกล่าว เพื่อให้การสรรหาเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพและโปร่งใสตลอดจนเพิ่มการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นและเพื่อให้องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา กรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปในลักษณะเดียวกัน จึงสมควรแก้ไขให้สอดคล้องกันด้วย จึงจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวว่า เมื่อจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องคำนึงถึงที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยความละเอียดอ่อน หากไปทำลายเจตนารมย์การปฎิรูปการเมือง อาจทำให้ถูกมองว่านักการเมืองกำลังทำให้การเมืองเดินถอยหลัง แต่วันนี้เป็นวันที่ฝ่ายค้านและรัฐบาล เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะมองว่าจะเกิดปัญหาในคณะกรรมกาสรรหา ป.ป.ช.แต่ การแก้ไข ไม่ได้แก้ในเรื่องของจำนวนพรรคการเมือง แต่สองร่างที่เข้ามามีนัยสำคัญมากกว่าตัวแทนพรรคการเมืองซึ่งเดิมการจัดทำรัฐธรรมนูญมีวัตถุประสงค์ให้การเมืองเป็นระบบเปิด ให้ประชาชนมีสิทธิ มีส่วนร่วมมากขึ้นและอาจเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้มแข็งมั่นคง โดยมีองค์กรอิสระเป็นกลไกในการตรวจสอบ และยึดโยงอยู่กับประชาชน จึงเป็นที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ กกต.และ ป.ป.ช.
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในช่วงแรกการใช้รัฐธรรมนูญการทำงานองค์กรอิสระได้รับการขานรับในทางบวก เมื่อใช้ระยะหนึ่ง องค์กรอิสระถูกแทรกแซงโดยชนวนแรก คือ คดีของนายกรัฐมนตรี ที่เกิดปรากฎการณ์ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ออกมายอมรับว่าการตัดสินใจคดีเอาปัจจัยทางการเมืองมาประกอบการพิจารณาซึ่งไม่ตรงตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการแยกการเมืองกับองค์กรอิสระไว้อบย่างสิ้นเชิง ซึ่งการแทรกแซงและครอบงำดังกล่าวมีการวิพากษ์วิจารณ์โดยตลอด มีการลากคดีซุกหุ้นไปฟ้องหมิ่นประมาทกันในศาล ต่อจากนั้นเป็นต้นมาข้อพิพาทรุนแรงเป็นลำดับ ไม่เว้นคณะกรรมการสรรหาบุคคลเข้ามาเป็น
ทั้งนี้เท่าที่นำสถิติมาดูการสรรหาองค์กรอิสระที่มีปัญหาน้อยที่สุดคือการสรรหา ป.ป.ช.ที่มีการพยายามของพรรคที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลเสนอตัดการเมือง ออกจากคณะกรรมการสรรหาซึ่งวันนี้เกิดข้อครหาจนคณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภาตั้งคณะกรรมการมาสอบสวนการทำงานของพรรคการเมืองในกระบวนการสรรหาว่ามีการตกลงกันล่วงหน้า และไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะความหวังของสสร.ต้องการให้พรรคการเมืองเป็นตัวแทนของประชาชน แต่วันนี้พรรคการเมืองหนีไม่พ้นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เพราะสสร.คาดหวังสูงกับจริยธรรมทางการเมืองของพรรคที่มีอำนาจ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ความแตกต่างของ 2 ร่าง คือ วิสัยทัศน์ ความโปร่งใสและความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขกระบวนการสรรหา จะต้องทำให้สอดคล้อง ตนมองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมถึงแก้ไขเฉพาะคณะกรรมการสรรรหา ป.ป.ช.แต่กลับทิ้งโครงสร้างเดิม ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาของศาลรัฐธรรมนูญและ กกต.เป็นการบ่งบอกถึงการเสนอร่างแก้เพียงเรื่องเดียว ขาดการเสนอเป็นระบบ ขาดวิสัยทัศน์ เพราะในอนาคตพรรคการเมืองอาจเหลือ 4 พรรค เพราะจะต้องมีการควบ ยุบรวม หรือ พรรคไหนอาจไปรับสินบนจากต่างชาติแล้วถูกยุบก็ได้
ดังนั้นเราไม่ได้ดูว่าพรรคไหนได้หรือเสียประโยชน์ ถ้าเป็นเช่นนี้พรรคคงไม่เสนอ แต่การเสนอตัดตัวแทนพรรคการเมือง เพราะเราไม่ได้มองถึงตัวเอง ในที่สุดพรรคการเมืองไม่สามารถทำได้ตามเจตนารมย์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ถึงเวลาที่สภาควรพร้อมใจแก้ไขตัดอำนาจตัวเองออกไปซึ่งเป็นร่างที่ได้ปรับแก้ เพื่อคงเจตนารมย์รัฐธรรมนูญ เราจะปฎิรูปการเมือง เพื่อให้โปร่งใสและถ่วงดุลอำนาจไว้ ได้คำนึงสภาพปัญหาในปัจจุบัน ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิคแต่เป็นปัญหาทางระบบเพื่อให้ดีขึ้นซึ่งฝ่ายการเมืองต้องใจกว้างให้ฝ่ายอื่นเข้ามามีส่วนร่วม จึงขอเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและขออภิปรายร่างรัฐบาลต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างอภิปรายนั้น นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ส.ส.นครราชสีมาพรรคไทยรักไทย ได้ลุกประท้วงว่าผู้นำฝ่ายค้านฯว่ามาอภิปรายพาดพิงในร่างของรัฐบาลเพราะรัฐบาลยังไม่ได้เสนอ ซึ่งนายโภคินได้วินิจฉัยให้อภิปรายเฉพาะร่างที่เสนอเท่านั้น ทำให้นายอภิสิทธิ์จะขอใช้สิทธิ์อภิปรายหลังจากรัฐบาลเสนออีกครั้ง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เสนอหลักการและเหตุผลในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมของรัฐบาลว่าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรมนูญ จะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ดังนั้น การเสนอเข้ามาอาจจะเข้าช้าไปหน่อยแต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจและเกิดความคิดเห็นต่าง ก็เป็นความสวยงามของประชาธิปไตย ได้พูดกันอย่างเต็มที่ มีหลายแง่หลายมุมกว่าจะลงตัว
ส่วนความคิดเห็นฝ่ายค้านและรัฐบาลที่แตกต่างก็ถือเป็นธรรมชาติของฝ่ายค้านและรัฐบาลที่มักมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่เราจะต้องใช้อำนาจประชาธิปไตย ของปวงชนเพื่อประชาชน แต่หลักคิดเรากำลังทำอะไรอยู่ เพื่อใช้อำนาจอธิปไตยเพื่อประชาชนเพราะเมื่อเราสิ้นสุดวาระ เราก็ต้องบอกประชาชนว่าได้ทำหน้าที่แล้วหากประชาชนอาจเลือกต่อก็เลือก หากไม่เลือก เราก็ทำอะไรไม่ได้ซึ่งเมื่อวานนี้ ครม.มีมติให้ตัดตัวแทนพรรคการเมืองออกไป แต่คิดว่าจะยึดโยงประชาชนอย่างไร จึงนำตัวแทนของปวงชนจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านหนึ่งคนก็ถือว่าสมดุลกันดีเพราะคิดว่า 2 คนใน 15 คนคงจะไม่สามารถไปครอบงำอะไรได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า ส่วนที่รัฐบาลเสนอเพียงมาตราเดียว เพราะเห็นว่าอยู่จะไปรื้อหลักคิดเดิมใช้ตัวเองเป็นที่ตั้งว่าข้าพเจ้าเป็นคนเก่งทางการเมืองแล้วต้องเอา อย่างข้าพเจ้านั้นไม่ถูกต้อง ต้องใช้ความหลากหลายทางความคิดต้องใช้เวลา จึงจำเป็นต้องเอาเรื่อง ป.ป.ช.ขึ้นมาก่อน ส่วนเรื่องคดีของตน ศาลรัฐธรรมนูญก็ใช้หลักรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ หากตนบอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก ป.ป.ช.ก็พูดได้ แต่ท้ายที่สุดอย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ต้องคิดหลักของประชาธิปไตยคืออะไร รัฐธรรมนูญคือกติกา ที่กุมการใช้อำนาจประชาธิปไตยและยึดโยงไปที่ประชาชน
ส่วนมาตราอื่นก็พร้อมที่จะแก้ แต่ขอความรอบคอบหน่อย รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน มีการทำประชาพิจารณ์ อยู่ ๆ จะแก้พรืดเดียวสามมาตราจบไม่ได้ ดังนั้นเป็นความจริงใจของรัฐบาลที่อยากเห็น ป.ป.ช.ได้ทำงานเร็ว ๆ จึงขอแก้เพียงมาตราเดียวให้ ป.ป.ช.ได้ทำงานก่อน แต่หากไม่มี ป.ป.ช.บางคนอาจสบายใจก็ได้เพราะคดีจะหมดอายุความนี่คือความจริงใจ พรรคการเมืองก็ไม่มีแล้ว มีแต่ตัวแทนประชาชน
ต่อมานายชุมพล ศิลปอาชา ส.ว.กทม.อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังไม่วิกฤติและถึงทางตัน จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไข แต่การที่รัฐบาลและฝ่ายค้านเสนอแก้ไขครั้งนี้ เป็นการรื้อโครงสร้างของมาตรา 297 ทั้งหมด โดยเฉพาะร่างของรัฐบาลที่เสนอให้มีผู้นำฝ่ายค้านฯและผู้นำเสียงข้างมากในสภา จะยิ่งเป็นการวิ่งเข้าหาการเมืองเพราะทั้ง 2 ตำแหน่ง เป็นตัวบุคคลและเป็นตัวแทนของการเมือง ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนโดยตรงและถือว่าเป็นตัวแทนที่อยู่ปลายทางแล้ว ซึ่งไม่ใช่ปรัชญาของการปฎิรูปการเมือง และไม่ตรงกับเจตนารมย์ของการแก้ไขรัฐธรมนูญ มาตรา 211 ที่น่าทำให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
นอกจากนี้การกำหนดให้มีตัวแทนพรรคการเมืองอยู่กับกรรมการสรรหา เพราะต้องการให้ตัวแทนทุกคน มีความเสมอภาค ไม่แบ่งแยกฝ่ายค้านและรัฐบาลแต่การเอาสองตำแหน่งนี้มาใส่เป็นการให้อภิสิทธิ์กับสองพรรคในสภาและพรรคเล็กไม่ได้รับสิทธิ์นั้น ถือว่าไม่ถูกต้องและไม่ยุติธรรม กลับยิ่งอิงการเมือง ระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาล สะท้อนความแตกแยก ไม่ตรงกับปรัชญาผู้แทนพรรค การเมือง
นายชุมพล กล่าวว่า ปัญหาในขณะนี้ไม่ได้เกิดจากตัวแทนพรรคการเมือง แต่อยู่ที่กติกาในการลงมติของกรรมการสรรหาที่กำหนดไว้ 3 ใน 4 ทำให้โหวตได้ยากนำสู่การเกี้ยเซี๊ยะในที่สุด แต่ปัจจัยเหล่านี้ไม่เท่ากับการแทรกแซงทำงานในองค์กรอิสระ ความจริงการครอบงำก็มาจาก 700 คน ที่นั่งอยู่ในสภานี้ ถ้า 700 คนหยุดนิ่งปัญหาการแทรกแซงจะเบาบางลง การที่พรรคการเมืองลดเหลือ 4 พรรคในเวลาอันรวดเร็วก็ถือว่าไม่เป็นธรรมชาติ
ดังนั้น ถ้าจะแก้ไขกันจริงก็ควรแก้ที่มาตรา 3 วรรคสองที่กำหนดให้กรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งไปเป็นกรรมการสรรหา ก็ให้กรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาได้เท่าที่มีอยู่ แต่ถ้าไม่แก้ไขก็สามารถใช้หลักกฎหมายมหาชนได้เพราะมาตรา 297 ระบุให้ทุกพรรคสรรหาตัวแทนพรรคการเมือง ซึ่งอาจจะน้อยกว่า 5 พรรคการเมืองก็ได้ ตอนนี้ 377 เสียงของรัฐบาลเป็นเสียงที่ทรงพลังและคงจะทำได้สำเร็จ แต่อยากฝากไว้ว่าขอให้ 377 เสียงติดอาวุธทางปัญญาด้วยเพื่อให้เกิดความรอบคอบจะได้เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น
หลังจากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้อภิปรายอีกครั้งว่า สิ่งที่ได้เปรียบเทียบทั้งสองร่าง ไม่ได้เป็นการพูดจาดูถูก เพียงต้องการลำดับให้เห็นว่าทั้งสองร่างมีความแตกต่างกันจริง ๆ นายกฯได้ยืนยันถึงอำนาจอธิปไตย จะยิ่งทำให้สับสนเพราะการถ่วงดุลอำนาจตามรัฐธรรมนูญ คือต้องการให้มีกระบวนการสรรหาที่แยกออกจากฝ่ายค้านและรัฐบาล คือการตรวจสอบขององค์กร อิสระและการที่นายกฯพูดถึงผู้ที่จะมาเป็นกรรมการสรรหาจะต้องเป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯนั้น ขอถามว่าผู้นำเสียงข้างมากเป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯด้วยหรือถ้ามีช่วยบอกตนด้วยว่าอยู่ที่ไหนในระบบรัฐสภาทั่วโลกที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไม่มีตำแหน่งนี้ เพราะถือว่าสภาผู้แทนฯมาจากประชาชนและฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งโดย อ้อมเพราะฉะนั้นผู้นำเสียงข้างมากในระบบรัฐสภาก็คือนายกรัฐมนตรี
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบตำแหน่งผู้นำเสียงข้างมากจะมีเฉพาะในระบบประธานาธิบดีโดยฝ่ายบริหาร มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ต้องรับผิดชอบโดยตรงกับประชาชน ส่วนในสภาจะมีผู้นำสองฝ่าย คือ ผู้นำฝ่ายข้างมากและผู้นำฝ่ายข้างน้อยดังนั้นการกำหนดดังกล่าว เป็นการไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงและประเพณี ตำแหน่งผู้นำเสียงข้างมากเป็นสิ่งแปลกปลอมในระบบรัฐสภาเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะกระทำครับ
ความลุกลี้ลุกลนให้มีตัวแทนรัฐบาลกรรมการสรรหาจึงขาดความเข้าใจในประเพณีการปกครองของเรา นายกฯมักไม่สบายใจที่มีการแสดงความเห็นกันมากและคิดเลยไปถึงกระบวนการล้มล้างท่าน นายกฯให้สัมภาษณ์ว่าไปทำบุญที่วัดพระแก้วก็ถูกวิจารณ์ ผมก็ไม่อยากให้มีการวิจารณ์ แต่อยากทราบเงื่อนไข และเข้าใจดีว่านายกฯไม่ได้ตั้งใจ แต่เราต้องละเอียดอ่อนและรู้จักที่ต่ำที่สูง
วันนี้จึงเป็นข้อพิสูจน์คนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเป็นโอกาสดีที่พวกเราจะแสดงออกถึงความเป็นผู้แทนราษฎรในยุคของการปฎิรูปการเมืองด้วยการสละอำนาจของตัวเองเพื่อลดข้อครหาในการแทรกแซงอย่าดิ้นรน อย่าคิดถึงแต่อำนาจการต่อรอง อย่าเข้าไปก้าวก่ายกระบวนการตรวจสอบการถ่วงดุลที่พึงจะมีในระบบการเมืองยุคการปฎิรูป ดังนั้นการอภิรายวันนี้ จึงอยากให้สมาชิกรัฐสภาสนับสนุนร่างของฝ่ายค้านและขอให้รับบาลกลับไปทบทวนร่างของตัวเอง ผู้นำฝ่าย ค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวทิ้งท้าย