นักภาษาศาสตร์ ม.มหิดล เผยภาษา "ชอง" ของชาวจันท์ และ "ญัฮกุร" ของชาวชัยภูมิอายุกว่า 1,000 ปีใกล้สูญหาย เหลือคนสืบทอดไม่ถึง 500 คน รวมทั้งอีก 12 กลุ่มภาษาถิ่นดั้งเดิมของไทยที่ใกล้สูญหาย เหตุการศึกษาบังคับท้องถิ่นใช้ภาษาราชการและคนอายที่จะพูด กระตุ้นกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการช่วยอนุรักษ์ ขณะที่ภาษาถิ่นทั่วโลกสูญหายวันละภาษา เหตุถูกภาษาสากลกลืน เรื่องราวภาษาท้องถิ่นอายุกว่า 1,000 ปีใกล้สูญ ได้รับการเปิดเผยในการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "ยุทธศาสตร์การปฏิบัติงานวัฒนธรรมร่วมกับชุมชน" ของสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม ที่โรงแรม เดอะ รอยัลเจมส์ลอดจ์ 2000 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เมื่อเร็วๆนี้
โดย ศ.ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เปิดกว้างทางเสรีที่ไร้พรมแดน ทั้งเศรษฐกิจสมัยใหม่และวัฒนธรรมจากประเทศมหาอำนาจที่ควบคุมสื่อไว้ทุกด้าน ได้แพร่กระจายเข้าถึงทุกครัวเรือนในประเทศไทย แม้ในเขตห่างไกล โดยผ่านทางสื่อวิทยุและโทรทัศน์ ทำให้ภาษาแม่หรือภาษาถิ่นดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะภาษาของชนกลุ่มน้อยที่ตั้งถิ่นฐานในเขตประเทศไทยมาเป็นเวลานับพันปี เช่น ภาษาชอง ภาคตะวันออกของชาวจันทบุรี ระยอง และฉะเชิงเทราบางส่วน ถือว่าเก่าที่สุดในตระกูลของภาษามอญ-เขมร ในแถบเอเชียอาคเนย์มีอายุยืนยาวมากว่า 1,000 ปี
ส่วนภาษาญัฮกุร ภาษาของชาวบ้านดั้งเดิมบริเวณทุ่งดอกกระเจียว จ.ชัยภูมิ และ จ.เพชรบูรณ์นั้นมีอายุกว่า 1,000 ปี ก็ใกล้ที่จะหายสาบสูญไปเช่นกัน ซึ่งนักภาษาศาสตร์เชื่อว่าสืบเชื้อสายมอญโบราณในสมัยทวาราวดี และอีกไม่ต่ำกว่า 12 ภาษา อาทิ กะซอง ซัมเร ชะโอจ โซ่ มอเก็น ละว้า เกนซิว ฯลฯ อยู่ในภาวะถดถอยมากและอยู่ในสภาวะพร้อมจะสาบสูญเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาผู้มีอำนาจในบ้านเมืองไม่ค่อยได้รับรู้ มักมองวัฒนธรรมภาษาถิ่นเป็นเรื่องไกลตัว
?ที่ผ่านมาระบบการศึกษาของเราปิด ไม่ค่อยให้เกียรติภาษาพื้นบ้าน พยายามให้เด็กพูดภาษาราชการทุกเช้าค่ำ ทำให้ภาษาชองไม่ได้สื่อสารในครอบครัว หรือเวลามีงานบุญในท้องถิ่นไม่ได้นำมาพูด คนเฒ่าคนแก่เสียดายที่ภาษาชองจะตายไป ปัจจุบันมีชาวชองอาศัยถิ่นฐานเดิม ต.คลองพูล กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ประมาณ 6,000 คน แต่ที่พูดได้มีเพียงประมาณ 500 คน โดยส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุ ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ส่วนวัยรุ่นเกิดความอายที่จะพูด" ศ.ดร.สุวิไล กล่าว
ขณะนี้มหาวิทยาลัยมหิดลพยายามจะฟื้นฟูโดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการบันทึกเสียง และถอดภาษาพูดเป็นภาษาเขียน ให้โรงเรียนบ้านคลองพูลสอนภาษาชองให้กับลูกหลานชอง แทรกเป็นหลักสูตรท้องถิ่น ป.3-ป.5 ส่วนภาษาญัฮกุร ใน จ.ชัยภูมินั้น กำลังดำเนินการฟื้นฟู ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ อยากให้กระทรวงศึกษาธิการหันมาสนใจระบบการเรียนการสอนภาษาถิ่นให้มาก ขณะเดียวกันกระทรวงวัฒนธรรมต้องเข้ามามีส่วนร่วม ถ้าไม่ต้องการให้ภาษาเก่าแก่ของเอเชียอาคเนย์สูญไป
ทั้งนี้ประเทศไทยมีความหลากหลายของชาติพันธุ์ภาษาถิ่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากงานวิจัย "แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย" พบว่า ประชากรในประเทศไทยกว่า 60 ล้านคน มีภาษาพูดต่างๆ กันถึงกว่า 60 กลุ่ม และยังพบว่าพูดภาษาไทยกลางมากที่สุดคือ ร้อยละ 39 รองลงไปคือภาษาลาวอีสาน ร้อยละ 28 ภาษาคำเมืองร้อยละ 10 ภาษาปักษ์ใต้ ร้อยละ 9 ภาษาเขมรถิ่นไทย ร้อยละ 3 ภาษาไทย-โคราช ผู้ไทย กูย (ส่วย) ญ้อ ไทยเลย ลาวหล่ม กะเหรี่ยง ร้อยละ 1 และภาษาอื่นๆ ไม่ถึงร้อยละ 1 ต่อภาษา เป็นต้น
สำหรับสภาวะปัญหาของการสูญเสียความหลากหลายของวัฒนธรรมภาษาและชาติพันธุ์อยู่ในสภาวะรุนแรงและรวดเร็วมากในสภาพสังคมปัจจุบัน นักภาษาศาสตร์ชาวอเมริกัน ไมเคิล เคราส์ ประมาณการไว้ว่าในจำนวนภาษา 6,000 กลุ่มในโลกเป็นอย่างน้อย มีเพียง 10 %ที่อยู่ในภาวะปลอดภัย ส่วนมากเป็นภาษาใหญ่ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น ภาษาราชการหรือภาษาประจำชาติ แต่อีก 90% เป็นภาษาเล็กภาษาน้อยซึ่งถือว่าเป็นมรดกทางมนุษยชาติล้วนอยู่ในภาวะวิกฤติ
นั่นเท่ากับว่าภาษาถิ่นดั้งเดิมของทั่วโลกสูญหายไปวันละภาษา ซึ่งบางที่อาจหายไปในศตวรรษนี้เป็นได้ ทั้งนี้ภาษาแม่หรือภาษาถิ่นเดิมส่วนใหญ่เป็นภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน สำหรับภาษาไทยนั้นแม้ไม่ใช่ภาษายอดฮิตที่นานาประเทศให้ความสนใจนำไปใช้สื่อสาร แต่เชื่อได้ว่าภาษาไทยไม่มีวันตาย เพราะภาษาไทยมีภาษาเขียนเป็นของตนเอง
ปัจจุบันตัวต้น หรือพยัญชนะต้นภาษาชองเมื่อถอดเป็นภาษาไทย มีดังนี้ ก-กู้บ-กบ, ค-ค้อน-หนู, ง-งั่ว-วัว, จ-เจ็ด-กวาง, ช-ซอ-สุนัข, ซ-ซึ-งู ,ญ-ญ้าม-สาม, ด-ดูง-มะพร้าว, ต-ตุง-ไข, บ-บูย-หลังคา, ป-ปาว-ควาย, พ-โพ่น-กลอง, ฟ-ฟูง-นก, ม-มัว-ปลา, ย-ยาง-เตา, ร-ร่อง-ตะขาบ, ว-วา-ลิง และ ฮ-ฮาย-หญ้า และตัวซะก็อด หรือตัวสะกด อาทิ ก-ง-จ-ญ-ด-น-บ-ม-ย-ว-ฮ
ยกตัวอย่างภาษาชองเปรียบเทียบกับภาษาไทย เช่น ฮ็อปปล็อง แปลว่า กินข้าว เจวนิ้ แปลว่า ไปไหน อูน แปลว่า พ่อ และ เมอ แปลว่า แม่ เป็นต้น ซึ่งการพูดของภาษาชอง แต่ละแห่งอาจจะไม่ตรงกันมากนัก อาจจะเพี้ยนกันไปบ้างแต่เจ้าของภาษาชองจะฟังกันได้ เพราะแต่ละท้องถิ่นมีบรรยากาศและสถานที่ไม่เหมือนกัน การออกเสียงจึงแตกต่างกัน