สองผู้ต้องหาคดีพรากผู้เยาว์-ลักทรัพย์ แหกห้องขัง สน.บางชัน พร้อมฉกปืนสิบเวรหลบหนี ชุดสืบสวน บก.น.4 เร่ง ล่าสองผู้ต้องหา พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสิบเวร ผกก.ระบุภายใน 3 เดือน หากยังจับผู้ต้องหาไม่ได้ สิบเวรต้องถูกแจ้งข้อหาประมาทเลินเล่อ ขณะที่ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหาเพิ่มสองข้อหา เหตุการณ์สองผู้ต้องหารุมทำร้ายตำรวจก่อนแหกห้องขังถูกเปิดเผย เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 24 ก.ย. พ.ต.ต.วชิระชัย พันธ์ทอง สารวัตรเวร สน.บางชัน รับแจ้งจาก ด.ต.ประวิทย์ บุศระ สิบเวรห้องขัง ว่ามีนักโทษชาย 2 คน รุมทำร้ายตำรวจก่อนแหกห้องขังบริเวณชั้นสองของ สน.บางชัน แขวงและเขตคันนายาว หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน
เมื่อถึง สน.บางชัน ด.ต.ประวิทย์ เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุมีผู้ต้องขังอยู่ภายในห้องขังทั้งหมด 6 คน ส่วนผู้ต้องหาทั้งสองคนที่หลบหนีไป คือ นายจีรชาติ ศรีสุวรรณ อายุ 20 ปี ผู้ต้องหาคดีพรากผู้เยาว์ และนายสมัคร มาให้ทรัพย์ อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาคดีพยายามลักทรัพย์ โดยเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมมาได้พาผู้ต้องหาทั้งสองคนไปทำประวัติที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นกลับมาถึง สน.เวลาประมาณ 16.00 น. และนำตัวไปไว้ในห้องขังชั้น 2 ของโรงพัก
"จนกระทั่งเวลา 4 ทุ่ม ผมนำผู้ต้องหาคนอื่นลงมาชั้น 1 เพื่อทำเรื่องยื่นประกันตัว จากนั้นผมก็ขึ้นไปอีกครั้ง โดยเอากุญแจไปไขห้องขัง เพื่อนำผู้ต้องหาทั้งสองคนไปแยกขัง แต่ขณะที่ผมเดินเข้าไป นายจีรชาติ ซึ่งมีรูปร่างอ้วนใหญ่ หนักประมาณ 100 กก. ได้กระโดดรัดคอผม จากนั้นนายสมัคร ก็เข้ามาช่วยโดยการเอาเสื้อเชิ้ตของผู้ต้องหาคนอื่นรัดคอและรุมต่อยผมจนสลบ คนร้ายเอาเงินในกระเป๋าผมไป 1,100 บาท พร้อมทั้งเอากุญแจไขห้องขังไป จากนั้นเขาได้วิ่งเข้าไปที่ห้องผม และเอาปืนขนาด .38 ที่อยู่ในลิ้นชักไป 1 กระบอก" ด.ต.ประวิทย์ กล่าว
ด.ต.ประวิทย์ กล่าวต่อว่า เมื่อรู้สึกตัวจึงลุกขึ้นตะโกนบอกกับเพื่อนตำรวจว่า มีคนร้ายแหกห้องขัง จากนั้นจึงได้ประสานงานกับตำรวจเพื่อเข้าปิดล้อมและตามจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองที่หนีไปทางหลัง สน.โดยกระโดดข้ามรั้วปูนสูงประมาณ 2 เมตร ก่อนหลบหนีเข้าไปในหมู่บ้าน
นายสมเกียรติ อินทสร อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ กล่าวว่า ตนถูกขังรวมกับผู้ต้องหาทั้งสองคนที่แหกห้องขังหนีไป โดยเมื่อกลางดึกวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้ยินทั้งสองคนวางแผนว่าจะหนีออกจากห้องขังในวันที่ 24 ก.ย. แต่ตนไม่ได้สนใจและไม่ขอร่วมก่อเหตุด้วยเพราะกลัวความผิด ขณะเกิดเหตุก็หลับอยู่ในห้องขัง และเมื่อตื่นขึ้นมาก็พบ ด.ต.ประวิทย์ โดนรัดคอแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ต้องหาทั้งสองคนได้หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าบริเวณหมู่บ้านรังสิยา ซึ่งอยู่ใกล้กับ สน.บางชัน โดยขณะนี้ตำรวจได้ระดมกำลังกว่า 100 นาย พร้อมหน่วยแม่นปืนและสุนัขตำรวจออกไล่ล่าคนร้ายทั้งสองคนตลอดทั้งคืน
ล่าสุด พ.ต.อ.นิพนธ์ ภู่พันธ์ศรี รอง ผบก.น.4 กล่าวว่า เบื้องต้นจะต้องให้ ด.ต.ประวิทย์ ทำหนังสือชี้แจง พ.ต.อ.ทองดำ ลาภิกานนท์ ผกก.สน.บางชัน ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเหตุใดสิบเวรจึงไขกุญแจห้องขังเวลากลางคืนแล้วรายงานให้ตนทราบอีกครั้งหนึ่ง และจะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงด้วย ถ้ามีความผิดจริงต้องลงโทษทางวินัยและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ด้าน พ.ต.อ.ทองดำ กล่าวว่า นายจีรชาติ และนายสมัคร รุมทำร้าย ด.ต.ประวิทย์ ในขณะที่นำผู้ต้องขังออกจากห้องขังรวมใหญ่ไปขังในห้องขังขนาดเล็ก แยกออกมาจากห้องขังขนาดใหญ่ เนื่องจาก ด.ต.ประวิทย์ใกล้จะออกเวรในเวลาเที่ยงคืน
อย่างไรก็ตาม ให้ฝ่ายสืบสวนกระจายกำลังออกหาตัวตามสถานที่ต่างๆ ที่เชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีไปซุกซ่อน เช่น บ้านบิดา มารดา ญาติและเพื่อนฝูงรวมทั้งแฟนสาวของผู้ต้องหา ทั้งนี้เรามีประวัติของนายจีรชาติเพราะเคยมีประวัติถูกจับเรื่องยาเสพติดในพื้นที่ สน.บางชัน และครั้งนี้ได้ก่อเหตุพรากผู้เยาว์ และข่มขืน ส่วนผู้ต้องหาอีกคน คือ นายสมัครเคยก่อเหตุพยายามลักทรัพย์ในพื้นที่ สน.บางชัน จึงยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ต้องหา ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
พ.ต.อ.ทองดำ ระบุอีกว่า เพราะเหตุใดจึงไม่นำตัวผู้ต้องหาทั้งสองขังแยกในห้องขังเล็ก ทั้งๆ ที่หมดเวลาเยี่ยมแล้ว แต่กลับนำมาขังรวมในห้องใหญ่ ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงถึงกรณีดังกล่าว
"สำหรับ ด.ต.ประวิทย์ ถ้าในเวลา 3 เดือนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้จะต้องแจ้งข้อหาฐานประมาทเลินเล่อและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนผู้ต้องหาถ้าจับตัวได้จะเพิ่มข้อหา ร่วมกันหลบหนีออกจากที่ควบคุมโดยใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าพนักงานมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาทและร่วมกันชิงทรัพย์" ผกก.สน.บางชัน ระบุ