แม่ตัวประกันอังกฤษที่มีภรรยาเป็นคนไทยวิงวอนทั้งน้ำตาให้กลุ่มก่อร้ายในอิรักปล่อยตัวลูกชาย ที่เป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว ล่าสุดจับวิศวกรอียิปต์เป็นตัวประกันเพิ่มอีก 2 ขณะที่สหรัฐยอมรับสถานการณ์เลวร้ายอาจต้องเพิ่มกองกำลัง ชะตากรรมตัวประกันชาวอังกฤษเคนเนธ บิกลีย์ ที่มีภรรยาเป็นคนไทย ชาว จ.สุรินทร์ ดูเหมือนจะมืดมนลงทุกขณะ หลังจากพ้นเส้นตายที่กลุ่มติดอาวุธกลุ่มตอว์ฮิด วัล ญิฮัด ขู่จะฆ่าตัดคอ
แม่ตัวประกันวอนทั้งน้ำตาขอให้ปล่อยตัวลูกชาย
นางเอลิซาเบธ บิกลีย์ อายุ 86 ปี มารดาของนายเคนเนธ บิกลีย์ ตัวประกันชาวอังกฤษในอิรัก กล่าววิงวอนด้วยน้ำตานองหน้าขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเมืองลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ขอร้องให้กลุ่มติดอาวุธ กลุ่มตอว์ฮิด วัล ญิฮัด ปล่อยตัวลูกชายโดยปลอดภัย และขอให้ส่งตัวลูกชายเธอกลับบ้าน เนื่องจากลูกชายเป็นผู้นำที่หาเลี้ยงครอบครัวอยู่เพียงคนเดียว
คำวิงวอนนี้มีขึ้นหลังจากที่นางสมบัติ บิกลีย์ ภรรยาชาวไทย ได้วิงวอนผ่านบีบีซีให้กลุ่มติดอาวุธปล่อยตัวนายเคนเนธ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมที่แน่นอน หลังพ้นกำหนดเส้นตายที่กลุ่มติดอาวุธตอว์ฮิด วาล ญิฮัดขู่ว่าจะสังหารเขา หากยังไม่มีการปล่อยตัวนักโทษหญิงชาวอิรัก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ฆ่าตัดคอตัวประกันชาวอเมริกันไปแล้ว 2 คน
อังกฤษยันทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยตัวประกัน
ด้านนายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับครอบครัวของตัวประกัน แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ ของการพูดคุย ขณะที่รัฐบาลของนายแบลร์ ยังคงยืนยันไม่สนใจคำขู่ของกลุ่มติดอาวุธและจะไม่เจรจาใดๆ กับกลุ่มเหล่านี้ ขณะที่นายแจ็ค สตรอว์ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติว่า รัฐบาลอังกฤษกำลังทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือนายเคนเนธ บิกลีย์
อย่างไรก็ดี ทั้ง อิรักและอังกฤษ ยังย้ำจุดยืนเดิม ไม่เจรจากับกลุ่มตอว์ฮิด วัล ญิฮัด ซึ่งขู่จะสังหารนายบิกลีย์ ก่อนหน้านี้ กลุ่มตอว์ฮิด วัล ญิฮัด ซึ่งได้ฆ่าตัดศีรษะตัวประกันชาวอเมริกัน 2 คน และได้แพร่ภาพวิดีโอเทปนายบิกลีย์ วิงวอนให้นายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ใช้แรงกดดันต่อรัฐบาลอิรัก ให้ยอมทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มติดอาวุธ เพื่อช่วยชีวิตของเขา
พร้อมกันนั้น กลุ่มตอว์ฮิด วัล ญิฮัด ยังได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบ ในการก่อเหตุระเบิดรถยนต์ กลางกรุงแบกแดด ในช่วงสัปดาห์นี้ด้วย
จับเพิ่ม 2 วิศวกรอียิปต์
การลักพาตัวชาวต่างชาติยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของอิรัก ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยอิรัก เปิดเผยว่า นายมุสตาฟา อับเดล ลาทีฟ และนายมาห์มู้ด ตูร์กี สองวิศวกรชาวอียิปต์แห่งบริษัทออราสคอม ซึ่งได้รับสัมปทานกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในภาคกลางของอิรัก ถูกกลุ่มติดอาวุธบุกเข้าลักพาตัวจากสำนักงานของบริษัทย่านฮาริธยาเมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. คืนวันที่ 23 ก.ย. โดยพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทถูกจู่โจมจี้ด้วยอาวุธให้ยอมจำนน ก่อนที่กลุ่มติดอาวุธจะนำคอมพิวเตอร์และอาวุธปืนของบริษัทไปด้วยระหว่างที่นำตัวสองวิศวกรหลบหนีโดยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูสีดำ
สถานทูตอียิปต์ในกรุงแบกแดดยืนยันเหตุการลักพาตัวครั้งนี้แล้ว ขณะที่บริษัทต้นสังกัดไม่ให้ความเห็นใดๆ ขณะนี้มีชาวต่างชาติถูกลักพาตัวแล้วกว่า 100 ราย ในจำนวนนี้ถูกสังหารเกือบ 30 ราย
บุชเตือน สถานการณ์ในอิรักยิ่งทวีความรุนแรง
ด้านประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้นำสหรัฐ แถลงเมื่อวันที่ 23 ก.ย. ยอมรับว่า เหตุรุนแรงในอิรัก มีแนวโน้มเลวร้ายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงใกล้จะถึงการเลือกตั้งทั่วไปในอิรัก ช่วงเดือน ม.ค.ปีหน้า
ขณะที่นายกรัฐมนตรีอิยาด อัลลาวี ผู้นำเฉพาะกาลของอิรัก ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนสหรัฐ และร่วมแถลงข่าวพร้อมกับบุช ยืนยันว่า ถึงแม้เหตุการณ์รุนแรงมีแนวโน้มขยายวงกว้าง แต่ในภาพรวมแล้ว ถือว่าการสร้างชาติของอิรักประสบความสำเร็จ
ถ้อยแถลงดังกล่าว มีขึ้นในช่วงที่เหตุการณ์ในอิรักทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยยอดผู้เสียชีวิต ทั้งทหารอเมริกันและพลเรือนชาวอิรัก เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน
ด้านนายโดนัลด์ รัมสเฟลด์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ แย้มว่า อาจส่งกำลังทหารไปอิรักเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ 140,000 นาย เพื่ออารักขาความปลอดภัย ในช่วงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือน ม.ค.ปีหน้า