เจ้าหน้าที่ป่าไม้ขึ้นบัญชีนายทุนเขาค้อเป็นพื้นที่ต่อไป หลังบุกยึดที่ดินที่ถูกกลุ่มนายทุนยึดป่าสงวนพื้นที่น้ำหนาวแล้ว ระบุไม่มีการเลือกปฏิบัติ หากใครคิดว่ามีความผิดให้มาชี้แจงถึงที่มาของที่ดิน ด้านตำรวจเตรียมออกหมายเรียก 4 นายทุนใหญ่เจ้าของคฤหาสน์หลังไม่มีใครมารายงานตัว ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ป่าไม้กว่า 300 นายบุกเข้ายึดที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวที่ถูกนายทุน 4 รายเข้าไปครอบครอง และก่อสร้างคฤหาสน์หรูกลางพื้นที่ 590 ไร่ เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ก.ย. นายสมปอง ทองสีเข้ม หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ 11 บ้านนาพอสอง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า การเข้าจับกุมนายทุนผู้บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ถึงจะไม่ได้ตัวผู้ต้องหา แต่เจ้าหน้าที่ได้เก็บรายละเอียดทั้งหมดแล้ว หากผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหายังไม่มาพบและชี้แจง ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย เพราะตำรวจ สภ.อ.น้ำหนาว ที่ร่วมกันทำคดีกำลังออกหมายเรียกผู้ครอบครองที่ดินทั้ง 590 ไร่มาพบ และหากยังไม่มา ก็ต้องออกหมายจับตามขั้นตอนต่อไป
นายสมปองกล่าวต่อว่า ขณะนี้มีประชาชนอีกหลายกลุ่ม ที่คาดว่าจะตกเป็นผู้ต้องหาคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ได้มีการรวมตัวกันเพื่อหาทางแก้ไขความผิด เนื่องจาก อ.น้ำหนาว ทั้งอำเภอเป็นพื้นที่ป่าสงวน และการเข้าจับจองของเกษตรกรหากจะว่ากันไปตามกฎหมายแล้วถือว่าผิด แต่หากไม่ได้ครอบครองเกินกำหนด หรือทำกินเพื่อการเกษตรกรรมก็ถือว่าไม่ผิด
นอกจากนี้ ยังทราบว่าขณะนี้มีการประชุมกันอยู่ในท้องที่ อ.น้ำหนาว เพื่อหารือกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด เพราะบางรายแม้จะเป็นประชาชนธรรมดา แต่ก็ครอบครองที่ดินหลายร้อยไร่ ซึ่งบางคนก็ขายให้กับนายทุนไปบ้างก็มี ตนก็ขอบอกว่า หากมีความจริงใจอย่าไปมัวแต่ประชุม ให้ออกมาพบและชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะจะได้ทำการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิว่าการถือครองที่ดินว่าเป็นมาอย่างไร หากมัวแต่รับฟังและสนับสนุนนายทุนที่เสียผลประโยชน์ เรื่องก็คงจบไม่ได้ และปัญหาก็ต้องตามมา
"เรื่องการตรวจสอบที่ดินป่าสงวนทั้งหมด ทางเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องทำการตรวจสอบต่อไปทุกแปลง รวมถึงแปลงที่ชาวบ้านถือครอง และยังทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งชาวบ้านจริงๆ นั้น เขาให้ความร่วมมือและออกมาแสดงตัวพร้อมหลักฐานการถือครองที่ดิน แต่ยังมีกลุ่มเอ็นจีโอในพื้นที่ที่ยังไม่เข้าใจยังออกมาต่อต้าน โดยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่กระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมก็พยายามชี้แจง แต่กลุ่มบุคคลเหล่านี้ก็ยังไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่เป็นไร เรื่องการบุกตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายป่าไม้เป็นอำนาจและหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และยังจะต้องเดินหน้าต่อไป" นายสมปองกล่าว
นายสังเวียน คงดี ผอ.สำนักงานบริหารป่าอนุรักษ์ที่ 11 พิษณุโลก เปิดเผยว่า การตรวจสอบที่ดินนายทุนครอบครอง และอ้างว่าซื้อสิทธิมาอีกทอดหนึ่งนั้น จะสั่งการให้แต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่เข้าตรวจสอบและหาหลักฐาน แต่หากว่าการตรวจสอบพบว่ามีการรุกป่า ก็จำเป็นต้องเข้าจับกุม ไม่มียกเว้น และหลังจากทำการตรวจสอบป่าสงวนในพื้นที่ อ.น้ำหนาว แล้ว ก็จะต้องเข้าตรวจสอบที่ป่าสงวนเขาค้อ ซึ่งติดต่อกับเขตป่า จ.พิษณุโลกต่อไป โดยทุกหน่วยงานก็มีความพร้อมตามคำสั่งของรัฐบาลในครั้งนี้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจระดับไหน นักการเมืองที่เข้าไปบุกรุกป่าสงวนก็ไม่ยกเว้น เพราะการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล
รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้นำกำลังเข้าทำการตรวจสอบ ทำให้ประชาชนและผู้ถือครองที่ดินแปลงอื่นๆ ที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบไม่ถึง ต่างพากันหวาดผวาหวั่นเกรงว่าจะถูกทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าไปจับกุม
ขณะที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ออกมาเปิดเผยว่า ผู้ที่ถือสิทธิ และครอบครองที่ดินเป็นที่ทำกินนั้นไม่ต้องวิตก ทางเจ้าหน้าที่ไม่จับกุมอย่างแน่นอน เพียงแต่เมื่อเวลาขอความร่วมมือและตรวจสอบรายชื่อ ก็ขอให้ร่วมมือว่าแต่ละครอบครัวถือครองที่ดินคนละประมาณกี่ไร่ และไม่ต้องหวั่นวิตก ขอเพียงแต่ว่ามีที่ทำกินอยู่เท่าใดก็ให้อยู่เท่านั้น อย่าไปบุกรุกเพิ่มเติม
ด้าน พ.ต.ท.ไสว คำสอนทา รอง ผกก.สภ.อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ร่วมมือกับกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตรวจยึดพื้นที่ที่ 4 นายทุนที่เข้าบุกรุกพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวได้ 590 ไร่ เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ล่าสุดยังไม่ยังไม่มีผู้ต้องหาติดต่อเข้ามาแต่อย่างใด และในช่วงนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน สืบพยานหลักฐาน ซึ่งจะสอบสวนไปทางอำเภอ และอาจออกหมายเรียกเข้าพบหากไม่มีการติดต่อกลับมา โดยคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าคงดำเนินการแล้วเสร็จ
"ตอนนี้ยังไม่เข้าใจถึงนโยบายของรัฐบาลว่าจะออกมาเป็นรูปแบบไหน เพราะจริงๆ แล้วพื้นที่ใน อ.น้ำหนาว เป็นพื้นที่บุกรุกเกือบทั้งหมด ชาวบ้านที่เหลือต้องถูกจับหมดด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ต้องดูว่าการครอบครองเป็นการครอบครองในลักษณะไหน มีการทำการเกษตรกรรมหรือไม่ เชื่อว่ารัฐคงต้องการยึดเฉพาะที่ของนายทุนที่เข้ามาครอบครองพื้นที่ แล้วไม่ทำประโยชน์ในการเกษตร" พ.ต.ท.ไสว กล่าว